แคแดง
แคแดง เป็นชื่อท้องถิ่นของ แคบ้าน (Sesbania grandiflora) ไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลางในวงศ์ถั่วที่ปลูกและพบได้ทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านสวนและแปลงเกษตร นิยมใช้ทั้งเป็น ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และพืชปรับปรุงดิน ดอกมีทั้งสีขาวและสีแดง โดยในประเทศไทยชื่อ “แคแดง” มักหมายถึงแคที่มีดอกสีแดง และเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ เปลือกต้นแค ซึ่งมีรสฝาดและใช้ในตำรับยาไทยบางชนิด
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแห่งใช้ชื่อ Sesbania grandiflora (L.) Pers. หรือ Sesbania grandiflora (L.) Desv. ขณะที่ Plants of the World Online (Kew) และบัญชีอนุกรมวิธานสากลปัจจุบันยอมรับ Sesbania grandiflora (L.) Poir. เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัดชื่อ Agati grandiflora (L.) Desv. เป็นชื่อพ้อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : แคแดง
- ชื่อไทย : แค, แคบ้าน, แคแดง
- ชื่อท้องถิ่น : แค, แคขาว, แคแดง, แคบ้านดอกแดง, แคดอกแดง, แคแกง
- ชื่อสามัญ : Agati, Agasta, Sesban, Vegetable Hummingbird, Corkwood Tree, Scarlet Wistaria Tree
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูลสากล : Sesbania grandiflora (L.) Poir.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในฐานข้อมูลไทย : Sesbania grandiflora (L.) Pers. และ Sesbania grandiflora (L.) Desv.
- วงศ์ : Fabaceae
- สกุล : Sesbania
- ลักษณะวิสัย : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลาง โตเร็ว
- การใช้ประโยชน์ : สมุนไพร อาหาร พืชอาหารสัตว์ ปุ๋ยพืชสด ไม้ใช้สอย และไม้ประดับ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลาง โตเร็ว สูงโดยทั่วไปประมาณ 3–10 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรง แตกกิ่งก้านมาก เปลือกมีสีเทาหรือเทาอมเขียว เนื้อไม้ค่อนข้างอ่อน
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ใบหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยจำนวนมากประมาณ 20–50 ใบ ใบย่อยมีรูปร่างรีถึงรูปขอบขนาน ปลายมนหรือป้าน
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีลักษณะคล้ายดอกถั่วขนาดใหญ่ กลีบดอกอาจมีสีขาว ชมพู หรือแดง สำหรับ แคแดง จะเด่นที่ดอกสีแดงถึงแดงเข้ม
- ผล : เป็นฝักยาว รูปทรงกระบอกหรือแบนเล็กน้อย ยาวประมาณ 20–40 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแห้งและแตก
- เมล็ด : มีหลายเมล็ดต่อฝัก รูปร่างค่อนข้างกลมถึงรูปไต สีเข้ม
- ราก : เป็นระบบรากที่มีปมรากจากการอยู่ร่วมกับจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน จึงมีบทบาทในการปรับปรุงดิน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลระบุถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตมาลีเซียถึงนิวกินี ขณะที่เอกสารด้านพืชสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจบางแหล่งระบุว่ามีการแพร่กระจายและปลูกมาเป็นเวลานานในเขตร้อนของเอเชีย
- การกระจายพันธุ์ : พบและปลูกอย่างแพร่หลายในเอเชียเขตร้อน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา ลาว เวียดนาม และประเทศไทย รวมทั้งถูกนำไปปลูกในเขตร้อนของภูมิภาคอื่น
- ในประเทศไทย : พบในพื้นที่ปลูกและสวนครัวทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นไม้โตเร็วและใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่เขตร้อนที่มีอากาศอบอุ่นและไม่มีน้ำค้างแข็งเป็นเวลานาน
- แสง : ต้องการแสงแดดค่อนข้างมากและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่โล่ง
- ดิน : สามารถเจริญได้ในดินหลายชนิด รวมถึงดินค่อนข้างเสื่อม ดินเหนียว ดินเค็ม และพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นช่วง ๆ
- น้ำ : ต้องการความชื้นในระยะเริ่มปลูก แต่เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วสามารถทนช่วงแล้งได้พอสมควร
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่นิยมและทำได้ง่าย สามารถหว่านหรือหยอดเมล็ดลงแปลงในช่วงต้นฤดูฝน หรือเพาะในถุงเพาะชำก่อนย้ายปลูก
- การเตรียมเมล็ด : เมล็ดโดยทั่วไปงอกได้ดีโดยไม่ต้องเตรียมเป็นพิเศษ แต่การแช่น้ำประมาณ 24 ชั่วโมงอาจช่วยให้การงอกสม่ำเสมอขึ้น
- การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นปักชำได้ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องรักษาลักษณะของต้นแม่พันธุ์
- ระยะปลูก : การปลูกเป็นแนวรั้วหรือริมแปลงสามารถปลูกห่างกันประมาณ 1–2 เมตร ทั้งนี้ควรปรับระยะตามวัตถุประสงค์ของการปลูก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : เป็นส่วนสำคัญที่ปรากฏในการใช้ตามตำราและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- ใบ : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านและการศึกษาทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
- ราก : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีการศึกษาสารเคมีในราก
- ดอก : ใช้เป็นอาหาร และมีการศึกษาสารออกฤทธิ์ในระดับห้องปฏิบัติการ
- ผลและเมล็ด : มีการศึกษาทางพฤกษเคมี แต่การนำมาใช้เป็นยาควรระมัดระวังและไม่ควรนำมาใช้เองโดยไม่มีข้อมูลด้านขนาดและความปลอดภัยที่เพียงพอ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกต้น : ในการแพทย์แผนไทยใช้เป็นยารสฝาด มีการระบุสรรพคุณ คุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด และช่วยสมานแผล โดยแคแดงและแคขาวถูกจัดอยู่ใน “แคทั้ง 2” ตามแนวคิดจุลพิกัดของเภสัชกรรมไทย
- เปลือกต้น : ภูมิปัญญาในบางพื้นที่นำไปใช้เกี่ยวกับอาการท้องเสีย ท้องเดิน และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
- ใบ : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับอาการไข้ อาการอักเสบ แผล และใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในบางตำรับ
- ราก : มีการใช้พื้นบ้านสำหรับอาการอักเสบและไข้ในบางประเทศ
- ดอก : นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว มีการใช้ในภูมิปัญญาบางระบบเกี่ยวกับอาการทางตาและอาการเจ็บป่วยบางชนิด แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค
- ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็น ข้อมูลจากภูมิปัญญาและงานวิจัยเบื้องต้น ไม่ควรตีความว่าแคแดงสามารถใช้ทดแทนการรักษามาตรฐานของโรคได้
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : เปลือกต้นแคใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา โดยเฉพาะกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องเสีย บิด และการสมานแผล
- ยาต้ม : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งนำเปลือกต้นไปต้มกับน้ำเพื่อใช้เป็นยาสมุนไพร แต่ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเอง เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานที่ยืนยันความปลอดภัยสำหรับการใช้แคแดงเดี่ยว
- การใช้ภายนอก : ใบหรือส่วนของพืชมีรายงานการนำมาตำหรือบดใช้ภายนอกในภูมิปัญญาของบางประเทศ
- การใช้เป็นอาหาร : ดอกและยอดอ่อนสามารถนำไปปรุงอาหารได้ โดยควรเลือกส่วนอ่อน สะอาด และปรุงให้เหมาะสม
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ ยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่า “แคแดง” หรือ Sesbania grandiflora เป็นรายการสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาจากสมุนไพร/บัญชียาหลักแห่งชาติในลักษณะยาสำเร็จเดี่ยว
- อย่างไรก็ตาม ใบแคแดงปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยบางตำรับ และแคแดง–แคขาวยังมีบทบาทในองค์ความรู้เภสัชกรรมไทยเรื่อง “แคทั้ง 2”
สารสำคัญ
- กลุ่มฟลาโวนอยด์ : พบสารสำคัญหลายชนิด เช่น quercetin และ kaempferol
- กลุ่มไอโซฟลาโวนอยด์ : มีรายงานสาร isovestitol, medicarpin และ sativan
- กลุ่มไตรเทอร์พีน : พบ betulinic acid และสารกลุ่ม triterpenes
- กลุ่มฟีนอลิก : พบสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิดซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- แทนนิน : ตรวจพบในส่วนต่าง ๆ ของพืช
- ซาโปนิน : มีรายงานในใบ ดอก และส่วนเหนือดิน
- สเตอรอล : มีรายงานสารกลุ่ม sterols
- อัลคาลอยด์ : พบในรายงานการศึกษาพฤกษเคมีของพืชชนิดนี้
- สารจากราก : งานวิจัยพบ isovestitol, medicarpin, sativan และ betulinic acid จากสารสกัดราก และพบฤทธิ์ต้าน Mycobacterium tuberculosis ในระดับการทดลอง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยเกี่ยวกับ แคแดง (Sesbania grandiflora) ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ทดลอง โดยมีข้อมูลด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านนิ่ว และปกป้องตับ
- การศึกษาสารจากรากพบ isovestitol, medicarpin, sativan และ betulinic acid ซึ่งสารทั้ง 4 ชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้ง Mycobacterium tuberculosis H37Rv ในการทดลอง โดยค่า MIC ของสารบางชนิดอยู่ที่ 50 µg/mL และ betulinic acid 100 µg/mL แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานแคแดงสามารถรักษาวัณโรคได้
- การศึกษาใบและดอกพบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และสารสกัดมีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระและต้านกระบวนการเกิดพังผืดในเซลล์ตับ ในแบบจำลองการทดลอง
- การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าน้ำคั้นจากใบมีฤทธิ์ต้านการเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลตและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในมนุษย์
- งานวิจัยด้านระบบประสาทพบว่าสารสกัดบางส่วนจากใบมีฤทธิ์ต้านการชักและลดความวิตกกังวลในสัตว์ทดลอง โดยมีผลต่อระบบ GABA และ serotonin
- งานวิจัยสมัยใหม่ยังพบสารกลุ่ม 2-arylbenzofuran จากเปลือกต้นที่มีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในระดับเซลล์ ซึ่งควรตีความเป็นเพียง หลักฐานก่อนคลินิก
- มีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับสารสกัด Sesbania grandiflora ที่ทำเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะเพื่อสุขภาพเส้นผม แต่ผลดังกล่าวไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็นหลักฐานยืนยันสรรพคุณของแคแดงในตำรับยาไทยทุกด้าน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบและดอกมีฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานผลต่อกระบวนการอักเสบในแบบจำลองสัตว์และเซลล์
- ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : สารบางกลุ่มจากพืชมีฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านวัณโรค : สารจากรากบางชนิดมีฤทธิ์ต่อ M. tuberculosis ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านนิ่ว : น้ำคั้นจากใบแสดงฤทธิ์ต่อแบบจำลองนิ่วแคลเซียมออกซาเลตในหนูทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : สารสกัดบางส่วนจากใบแสดงฤทธิ์ต้านการชักและลดความวิตกกังวลในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : สารสกัดที่มีฟลาโวนอยด์สูงแสดงผลปกป้องตับในแบบจำลองทดลองและมีข้อมูลสนับสนุนจากการศึกษาระดับเซลล์
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในระดับเซลล์ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้รักษามะเร็งในคน
ความปลอดภัย
- การรับประทานเป็นอาหาร : ดอก ยอดอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อนของแคเป็นส่วนที่มีการบริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
- การใช้เป็นยา : หลักฐานความปลอดภัยของสารสกัดแคแดงขึ้นอยู่กับส่วนของพืช ตัวทำละลาย ปริมาณ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ จึงไม่สามารถนำผลความปลอดภัยของสารสกัดชนิดหนึ่งไปใช้กับสมุนไพรทุกส่วนได้
- การศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ของสารสกัดบางชนิดพบว่าในขนาดทดลองที่กำหนดไม่พบการตายเฉียบพลัน แต่การศึกษาบางงานพบการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีหรือเนื้อเยื่อเมื่อใช้ในขนาดสูง จึงยังควรมีการศึกษาความปลอดภัยระยะยาวเพิ่มเติม
- การรับประทานสมุนไพรในปริมาณสูงหรือใช้สารสกัดเข้มข้นไม่ควรถือว่าเทียบเท่าการรับประทานดอกแคเป็นอาหาร
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ในขนาดสูงหรือสารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง หากไม่มีข้อมูลด้านขนาดและความปลอดภัยที่ชัดเจน
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือยา เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เป็นยา
- ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ถั่ว : ควรระมัดระวังการบริโภคหรือใช้ผลิตภัณฑ์จากแค
- ไม่ควรใช้แคแดงแทนการรักษาโรคติดเชื้อ วัณโรค มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ แม้งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการจะพบฤทธิ์ที่น่าสนใจก็ตาม
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังมีข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างแคแดงกับยา ค่อนข้างจำกัด
- งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดในเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาอย่างแน่นอนได้
- ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล ยาลดความดัน ยากดประสาท ยากันชัก หรือยาที่มีผลต่อตับและไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดแคแดงในรูปแบบเข้มข้น
- หากใช้แคเป็นผักหรือดอกไม้ประกอบอาหารในปริมาณปกติ ความเสี่ยงย่อมแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
- ดอกแคแดง : ใช้เป็นผักพื้นบ้าน นิยมล้างและเด็ดเกสรตัวผู้ที่มีรสขมออกก่อนนำไปปรุงอาหาร
- อาหารไทย : ใช้ในแกงส้ม แกงแค ลวกหรือรับประทานกับน้ำพริก และนำไปชุบแป้งทอดหรือผัด
- ใบและยอดอ่อน : สามารถนำมาปรุงอาหารได้ในบางพื้นที่
- ฝักอ่อน : มีการนำมาใช้เป็นผักในบางประเทศ
- คุณค่าทางอาหาร : แคเป็นพืชผักที่มีการบริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดอกเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมอาหารไทย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีการนำใบ ดอก เปลือก และส่วนอื่นของแคไปศึกษาสำหรับพัฒนาสารสกัดสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : ดอกและยอดอ่อนสามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารและผักพื้นบ้าน
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัด Sesbania grandiflora ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เฉพาะ เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านเส้นผม แต่ไม่ควรเหมารวมว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีสรรพคุณเท่ากับแคแดงสดหรือยาไทย
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดจากพืชชนิดนี้ได้รับความสนใจจากองค์ประกอบกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ แต่ประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดขึ้นอยู่กับสูตรและมาตรฐานการผลิต
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและยอด : เก็บส่วนอ่อนที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย
- ดอก : เก็บดอกตูมหรือดอกที่ยังสดสำหรับบริโภคและแปรรูป
- เปลือกต้น : หากใช้เป็นเครื่องยา ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และเก็บอย่างมีหลักเกณฑ์เพื่อไม่ให้ต้นเสียหายมากเกินไป
- การทำแห้ง : ส่วนที่นำไปทำเครื่องยาควรทำความสะอาด หั่นตามความเหมาะสม และผึ่งหรืออบด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมจนความชื้นลดลง
- การเก็บรักษา : เครื่องยาที่แห้งแล้วควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา
- การเก็บวัตถุดิบ : ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันเก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- แคแดงและแคขาว : ในเภสัชกรรมไทยจัดอยู่ในกลุ่ม “แคทั้ง 2” ซึ่งแตกต่างกันตามสีดอก แต่เป็นพืชชนิดเดียวกันทางพฤกษศาสตร์
- เปลือกต้น : ใช้เป็นยารสฝาดสำหรับ คุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด และสมานแผล
- ใบ : มีภูมิปัญญาการนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรและเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยบางชนิด
- อาหารและยา : แคมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นทั้ง พืชอาหารและสมุนไพร จึงมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนไทยอย่างใกล้ชิด
- การเกษตร : เป็นพืชโตเร็วที่ใช้เป็นแนวรั้ว พืชให้ร่มเงา และช่วยปรับปรุงดินจากความสามารถในการอยู่ร่วมกับจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน
ประวัติและวัฒนธรรม
- แคเป็นพืชที่มีประวัติการใช้เป็นอาหารและสมุนไพรในเอเชียเขตร้อนมาเป็นเวลานาน
- ในประเทศไทย ดอกแค เป็นผักพื้นบ้านที่พบในอาหารหลายภูมิภาค โดยเฉพาะแกงส้ม แกงแค และการลวกจิ้มน้ำพริก
- ในระบบอายุรเวทของอินเดีย แคหรือ Agastya มีประวัติการใช้เป็นทั้งอาหารและยา และปรากฏในตำรับสมุนไพรดั้งเดิมหลายรูปแบบ
- ชื่อสามัญ “Vegetable Hummingbird” สื่อถึงลักษณะของดอกที่มีรูปทรงคล้ายจะงอยปากหรือรูปร่างของนกฮัมมิงเบิร์ด
- การที่แคให้ทั้งดอก ใบ และฝักที่สามารถใช้เป็นอาหาร ทำให้เป็นพืชที่มีคุณค่าทั้งด้าน อาหารพื้นบ้าน สมุนไพร และเกษตรกรรม
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะ IUCN : Data Deficient (DD) ตามการประเมินระดับโลกปี 2023 เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับข้อมูลประชากรและถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของชนิดพันธุ์
- สถานะในประเทศไทย : เป็นพืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายและไม่ใช่สมุนไพรที่อยู่ในกลุ่มพืชหายากของไทย
- การอนุรักษ์ : ควรส่งเสริมการเก็บรักษาพันธุกรรมแคพันธุ์พื้นเมือง โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีลักษณะดอก สีดอก ผลผลิต และคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Faboideae หรือ Papilionoideae
- สกุล (Genus) : Sesbania
- ชนิด (Species) : Sesbania grandiflora
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Sesbania grandiflora (L.) Poir.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Agati grandiflora (L.) Desv., Aeschynomene grandiflora (L.) L., Robinia grandiflora L., Coronilla grandiflora (L.) Willd.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นสำหรับตรวจสอบเบื้องต้น : ไม้ต้นโตเร็ว ลำต้นเนื้อค่อนข้างอ่อน ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยจำนวนมาก และดอกขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายดอกถั่ว
- ดอกแคแดง : จุดสังเกตสำคัญคือดอกสีแดงถึงแดงเข้ม แตกต่างจากแคดอกขาวที่มีดอกสีขาว
- ผล : ฝักยาวเรียว มีเมล็ดหลายเมล็ดอยู่ภายใน
- ใบแห้ง : ควรมีลักษณะสอดคล้องกับใบประกอบแบบขนนกและมีใบย่อยจำนวนมาก
- เปลือกต้นแห้ง : ควรตรวจสอบลักษณะสี เนื้อสัมผัส กลิ่น และรสตามมาตรฐานเครื่องยา
- การยืนยันชนิดพันธุ์ : สำหรับงานวิจัยหรือการผลิตยา ควรมีตัวอย่างพรรณไม้ต้นแบบ (voucher specimen) และระบุชนิดโดยนักพฤกษศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธาน
- ข้อควรระวังในการระบุชนิด : ชื่อพื้นเมือง “แคแดง” อาจใช้กับพืชต่างชนิดในบางพื้นที่ เช่น แคแสด (Spathodea campanulata) ดังนั้นควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ทุกครั้งก่อนนำมาใช้เป็นสมุนไพร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). คลังความรู้สมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (ม.ป.ป.). คณาเภสัช: จุลพิกัดต่างกันที่สี – แคทั้ง 2.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. (2567). แคบ้าน. ศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรไทย.
- สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนเสาไห้ “วิมลวิทยานุกูล”. (ม.ป.ป.). แคบ้าน.
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2556). ยาเขียว ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Sesbania grandiflora. TH-BIF.
- Arthanari, S., & Periyasamy, P. (2022). Phenolic composition, antioxidant and anti-fibrotic effects of Sesbania grandiflora L. (Agastya) – An edible medicinal plant. AYU, 41(4), 242–249. https://doi.org/10.4103/ayu.AYU_198_19
- Hasan, N., Osman, H., & Mohamad, S. (2012). The chemical components of Sesbania grandiflora root and their antituberculosis activity. Pharmaceuticals, 5(8), 882–889. https://doi.org/10.3390/ph5080882
- Kew Science. (2026). Sesbania grandiflora (L.) Poir. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Kasture, V. S., Deshmukh, V. K., & Chopde, C. T. (2002). Anxiolytic and anticonvulsive activity of Sesbania grandiflora leaves in experimental animals. Phytotherapy Research, 16(5), 455–460. https://doi.org/10.1002/ptr.971
- Mokhtar, F. A., Ahmed, M., & Al Dhanhani, A. S. (2025). Distribution, phytochemical insights, and cytotoxic potential of the Sesbania genus: A comprehensive review of Sesbania grandiflora, Sesbania sesban, and Sesbania cannabina. Pharmaceuticals, 18(1), 64. https://doi.org/10.3390/ph18010064
- Viswambharan, V. L., Ramesh, M. M., Adarkar, R., Nison, M., Kotian, M., Pai, V. R., Bhat, C. K. S., & Lobo, R. (2026). Sesbania grandiflora (L.) Pers.: A review of its phytochemistry, molecular pharmacology, and clinical potential. Journal of Applied Pharmaceutical Science, 16(3), 1–13.
- Doddola, S., Pasupulati, H., Koganti, B., & Prasad, K. V. S. R. G. (2008). Evaluation of Sesbania grandiflora for antiurolithiatic and antioxidant properties. Journal of Natural Medicines, 62(3), 300–307. https://doi.org/10.1007/s11418-008-0235-2
