ข่าลิง

ข่าลิง

ข่าลิง

ข่าลิง เป็นสมุนไพรในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีเหง้าใต้ดินและมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว นิยมใช้เป็นทั้ง สมุนไพรพื้นบ้าน และเครื่องเทศในบางพื้นที่ของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชื่อ “ข่าลิง” มีการใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในประเทศไทย บทความนี้หมายถึง ข่าลิง (Alpinia conchigera Griff.) ซึ่งเป็นชนิดที่มีข้อมูลด้านสมุนไพรและเภสัชวิทยาค่อนข้างชัดเจน และเป็นชนิดที่ปรากฏในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยหลายแหล่ง

หมายเหตุด้านชื่อพืช: ในฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยยังพบ Globba obscura K.Larsen ใช้ชื่อไทยว่า “ข่าลิง” เช่นกัน ดังนั้นการจัดทำข้อมูลสมุนไพรควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์กำกับเสมอ เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างพืชคนละชนิด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข่าลิง
  • ชื่ออื่น ๆ : กูวะกือติง, ข่าเล็ก, ข่าป่า, ข่าน้ำ
  • ชื่อสามัญ : Joint-whip Ginger, Lesser Alpinia, Wild Ginger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia conchigera Griff.
  • ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae
  • ส่วนที่นิยมใช้ : เหง้า ใบ ยอดอ่อน และผล ตามภูมิปัญญาแต่ละท้องถิ่น
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ด และเจริญได้ดีในพื้นที่ชื้นและร่มรำไร
  • ความสำคัญทางสมุนไพร : มีการใช้เหง้าและส่วนต่าง ๆ ใน การแพทย์พื้นบ้าน เพื่อดูแลอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง อาการปวดและการอักเสบ รวมถึงใช้เป็นเครื่องเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน สูงโดยทั่วไปประมาณ 50–150 เซนติเมตร บางแหล่งรายงานประมาณ 80–120 เซนติเมตร
  • เหง้า : เหง้าอยู่ใต้ดิน มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองนวล มีกลิ่นหอมฉุนและมีรสเผ็ด เป็นส่วนที่มีการใช้เป็น สมุนไพรข่าลิง มากที่สุด
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน แผ่นใบสีเขียว ผิวค่อนข้างเรียบ ขอบใบอาจมีขนละเอียด เส้นใบเรียงแบบขนาน ใบมีขนาดประมาณ 15–30 เซนติเมตร และข้อมูลบางแหล่งรายงานความกว้างได้ประมาณ 3–10 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายลำต้นหรือปลายยอด ช่อดอกแตกแขนง ดอกมีสีขาว เหลืองอ่อน หรือครีม กลีบปากมีสีเหลืองหรือชมพูอ่อนและมักมีลายหรือแต้มสีแดง
  • ผล : ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง ผลแห้งอาจมีลักษณะรี ภายในมีเมล็ดประมาณ 3–5 เมล็ด ซึ่งมีกลิ่นหอมเด่น
  • เมล็ด : มีเมล็ดภายในผลหลายเมล็ด มีกลิ่นหอมฉุน และมีรายงานการใช้ผลเป็นอาหารในบางพื้นที่

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ พม่า อินโดจีน ไปจนถึงมาเลเซีย สุมาตรา และฟิลิปปินส์
  • ประเทศไทย : พบได้ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณที่มีความชื้น เช่น ป่าดิบชื้น ชายลำห้วย พื้นที่โล่งชื้น และบริเวณใต้ร่มไม้
  • ถิ่นอาศัย : เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อนชื้น ดินมีความชื้นเพียงพอ และได้รับแสงรำไรถึงแสงปานกลาง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในพื้นที่ชื้น ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี
  • แสง : สามารถปลูกในบริเวณแสงรำไรหรือกึ่งร่มกึ่งแดดได้
  • น้ำ : ต้องการความชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย การแยกเหง้าหรือแบ่งกอ และสามารถใช้เมล็ดได้
  • การปลูกด้วยเหง้า : เลือกเหง้าที่สมบูรณ์ มีตาหรือหน่อ แล้วนำไปปลูกในดินที่เตรียมไว้ รักษาความชื้นอย่างสม่ำเสมอจนเกิดหน่อใหม่
  • การดูแล : กำจัดวัชพืชบริเวณโคนกอและเติมอินทรียวัตถุในดินตามความเหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้ทางสมุนไพรมากที่สุด ใช้ในตำรับพื้นบ้านและใช้เป็นเครื่องเทศ
  • ใบ : มีการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การตำหรือการต้มเพื่อใช้พอก
  • ยอดอ่อน : ใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่
  • ผล : มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ในบางพื้นที่ และมีการใช้เป็นยาในภูมิปัญญาบางระบบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เหง้า : ใช้เป็นยากระตุ้น ขับเหงื่อ และใช้บรรเทาอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาหารไม่ย่อย ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • เหง้า : ในภูมิปัญญาของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้สำหรับอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ดีซ่าน และใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหลังคลอด
  • ใบและเหง้า : มีการใช้ภายนอกเป็นยาพอกเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อและกล้ามเนื้อ
  • ใบ : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้เป็นยาพอกสำหรับโรคผิวหนัง ผื่น และการติดเชื้อราที่ผิวหนัง
  • เหง้า : มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยขับลมและบรรเทาความผิดปกติของทางเดินอาหาร
  • ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและข้อมูลจากการศึกษาวิจัย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทุกประการ

วิธีใช้

  • ใช้เป็นเครื่องเทศ : นำเหง้าสดหั่นหรือทุบใช้แต่งกลิ่นและรสอาหารในลักษณะเดียวกับพืชในกลุ่มขิงและข่า
  • ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : เหง้าอาจนำไปต้มเป็นน้ำสมุนไพรหรือใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามตำรับท้องถิ่น
  • ใช้ภายนอก : ใบหรือเหง้าอาจนำมาตำหรือเตรียมเป็นยาพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลการทดลองในสัตว์หรือในหลอดทดลอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรักษาที่เหมาะสมในมนุษย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่ พบว่า ข่าลิง (เหง้า) มีชื่ออยู่ในประกาศเกี่ยวกับ ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ในฐานะ “ตัวยาช่วย” ของตำรับยาหลายกลุ่ม เช่น ยาขับลม ยาถ่ายหรือยาระบาย ยากษัยเส้นหรือยาบรรเทาอาการปวดเมื่อย และยาแก้กลากเกลื้อน
  • อย่างไรก็ตาม การมีชื่อเป็นตัวยาในประกาศดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าข่าลิงเป็นยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้และขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป
  • สำหรับ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ไม่ควรระบุว่าข่าลิงเป็น “ยาสมุนไพรเดี่ยวในบัญชี” หากไม่มีตำรับหรือรายการที่ระบุชนิดพืชและส่วนที่ใช้ไว้อย่างชัดเจน

สารสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย : เหง้าข่าลิงมีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูกและวิธีสกัด
  • 1′S-1′-Acetoxychavicol acetate (ACA) : เป็นสารกลุ่ม phenylpropanoid ที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยของข่าลิง และพบว่าเป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
  • Chavicol และอนุพันธ์ : พบสารกลุ่ม phenylpropanoids เช่น chavicol acetate, 1′S-1′-hydroxychavicol acetate และสารที่เกี่ยวข้อง
  • Diarylheptanoids : พบสาร เช่น 1,7-diphenyl-3,5-heptanedione และอนุพันธ์อื่น
  • Flavonoids : มีรายงานการพบ flavonoids หลายชนิด
  • Phytosterols : พบ β-sitosterol และ stigmasterol
  • สารในน้ำมันหอมระเหย : มีรายงานพบ 1,8-cineole/eucalyptol, β-bisabolene, β-caryophyllene และสารระเหยอื่น ๆ โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามแหล่งตัวอย่าง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยของ Pengkumsri และคณะ ศึกษาสารสกัดเหง้าข่าลิงด้วย hexane, ethyl acetate และ methanol พบว่าส่วนสกัด ethyl acetate มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมสูง และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH, ABTS และ FRAP ในหลอดทดลอง อย่างไรก็ตาม การทดลองในหนูไม่พบการลด MDA ในตับและสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด : การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าข่าลิงมีฤทธิ์ลดความเจ็บปวดและการอักเสบในแบบจำลองหลายชนิด โดยฤทธิ์บางส่วนเกี่ยวข้องกับ opioid receptor
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการแยกสารจากเหง้าข่าลิงและทดสอบต่อเชื้อ MRSA พบว่า 1′S-1′-acetoxychavicol acetate มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อในหลอดทดลอง โดยมีค่า MIC 0.5 มก./มล. ในการศึกษาดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สาร ACA จากข่าลิงสามารถทำให้เซลล์มะเร็งหลายชนิดเกิด cytotoxicity และ apoptosis ในการทดลองระดับเซลล์ และมีการศึกษาในแบบจำลองสัตว์บางชนิด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะใช้ข่าลิงหรือ ACA เป็นการรักษาโรคมะเร็งในคน
  • ภาพรวมหลักฐาน : งานวิจัยสนับสนุนศักยภาพด้าน สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ลดปวด และต้านเซลล์มะเร็ง แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากเหง้าข่าลิงแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ลดปวด : สารสกัดเอทานอลจากเหง้าแสดงฤทธิ์ลดอาการปวดทั้งในแบบจำลอง peripheral และ central nociception
  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดชั้น ethyl acetate แสดงฤทธิ์จับอนุมูลอิสระและลดกระบวนการ lipid peroxidation ในการทดลองหลอดทดลอง
  • ต้านจุลชีพ : สารบางชนิดที่แยกได้จากเหง้ามีฤทธิ์ต่อ MRSA และเชื้อจุลชีพบางชนิด
  • ต้านมะเร็ง : ACA มีการศึกษาเกี่ยวกับการเหนี่ยวนำ apoptosis การหยุดวงจรเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง NF-κB ในเซลล์มะเร็งหลายชนิด
  • การยับยั้งเอนไซม์ CYP450 : งานวิจัยในหลอดทดลองพบว่าสาร ACA สามารถยับยั้ง CYP1A2, CYP2D6 และ CYP3A4 ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อการประเมินโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารสกัดกับยา

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของ ข่าลิงในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยในทุกขนาดหรือทุกกลุ่มประชากร
  • การศึกษาความเป็นพิษของสาร ACA ในหนูทดลองแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ไม่พบการเสียชีวิตหรือการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาที่สำคัญในการศึกษาระยะสั้น แต่ในการศึกษาระยะกึ่งเฉียบพลันพบการอักเสบเฉพาะจุดของไตและ lobular hepatitis ระดับเล็กน้อย
  • ผลการทดลองดังกล่าวเป็นข้อมูลของ สาร ACA และการให้ทางหลอดเลือดดำในสัตว์ทดลอง ไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดรับประทานของข่าลิงในมนุษย์ได้โดยตรง
  • หากใช้เป็นสมุนไพรรับประทานเป็นประจำหรือใช้ร่วมกับยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด

ข้อห้ามใช้

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของข่าลิงในมนุษย์
  • ไม่ควรใช้ข่าลิงในปริมาณสูงหรือใช้สารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น
  • หากเกิดอาการผิดปกติหลังใช้ เช่น ผื่น คัน บวม ปวดท้อง คลื่นไส้ หรืออาการแพ้ ควรหยุดใช้และพบแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • งานวิจัยในหลอดทดลองพบว่า ACA จาก Alpinia conchigera สามารถยับยั้งเอนไซม์ CYP1A2, CYP2D6 และ CYP3A4 ได้ และสารสกัดจากเหง้ามีฤทธิ์ยับยั้ง CYP3A4 ในระดับปานกลาง
  • ในทางทฤษฎีอาจมีผลต่อระดับยาอื่นที่ถูกเปลี่ยนแปลงผ่านเอนไซม์เหล่านี้ แต่ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันผลดังกล่าวในผู้ป่วย
  • ผู้ที่ใช้ยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ หรือใช้ยาหลายชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข่าลิงเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • เหง้า : ใช้เป็นเครื่องเทศเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดในอาหาร
  • ยอดอ่อนและต้นอ่อน : มีรายงานการนำมารับประทานเป็นผักสดหรือผักลวกในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ผล : มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ในบางพื้นที่
  • การใช้เป็นเครื่องปรุง : ข่าลิงถูกใช้เป็นเครื่องเทศและเครื่องปรุงอาหารในบางพื้นที่ของมาเลเซีย อินโดจีน และประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สามารถพบการใช้ส่วนเหง้าเป็นวัตถุดิบสมุนไพรหรือส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : เหง้าสามารถใช้เป็นเครื่องเทศหรือสารแต่งกลิ่นรส
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัด : สาร ACA และสารกลุ่ม phenylpropanoids จากข่าลิงได้รับความสนใจสำหรับการวิจัยด้านเภสัชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีศักยภาพจากข้อมูลฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระ แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของสูตรสำเร็จเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เหง้า : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และมีเหง้าเจริญเต็มที่
  • การเตรียม : ล้างดินและสิ่งสกปรกออก หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม หากต้องการเก็บในรูปวัตถุดิบแห้งควรทำให้แห้งสนิท
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • คุณภาพวัตถุดิบ : ควรหลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่ขึ้นรา มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีความชื้นสูง เพราะอาจทำให้สารสำคัญเสื่อมและเกิดการปนเปื้อน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ประเทศไทย : มีการใช้เหง้าข่าลิงในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
  • การใช้ภายนอก : มีรายงานการใช้ใบและเหง้าในลักษณะยาพอกสำหรับอาการปวดเมื่อย โรคผิวหนัง และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อรา
  • มาเลเซีย : มีการใช้เหง้ารักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา ใช้เป็นเครื่องเทศ และใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มสมุนไพร
  • หลังคลอด : ภูมิปัญญาบางพื้นที่ของมาเลเซียมีการใช้เหง้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพหลังคลอด

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ข่าลิงเป็นพืชในกลุ่มขิงข่าที่มีความสัมพันธ์กับวิถีอาหารและภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรของชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในประเทศไทยมีการใช้ชื่อ “ข่าลิง” เป็นชื่อพื้นเมืองของพืชมากกว่าหนึ่งชนิด จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของ ชื่อวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร ในการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพร
  • ในเอกสารพฤกษศาสตร์ไทย Alpinia conchigera ได้รับการบันทึกเป็น “ข่าลิง ๑” เพื่อแยกจากพืชที่ใช้ชื่อข่าลิงชนิดอื่น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก : Alpinia conchigera ถูกระบุในข้อมูลของ Kew ว่าเป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ และข้อมูลสถานภาพจาก IUCN ระบุเป็น Least Concern (LC)
  • อย่างไรก็ตาม สถานะ “Least Concern” ในระดับโลกไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะไม่ลดลง
  • การเก็บเหง้าจากธรรมชาติมากเกินไปอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของประชากร เพราะเหง้าเป็นส่วนสำคัญของการเจริญเติบโตของพืช
  • การปลูกขยายพันธุ์ในแปลงสมุนไพรและการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสมจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดแรงกดดันต่อพืชป่าธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Zingiberaceae
  • สกุล (Genus) : Alpinia
  • ชนิด (Species) : Alpinia conchigera Griff.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Languas conchigera (Griff.) Burkill, Strobidia conchigera (Griff.) Kuntze, Alpinia sumatrana (Miq.) K.Schum.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia conchigera Griff. ควรเป็นข้อมูลหลักในการระบุชนิด ไม่ควรใช้ชื่อ “ข่าลิง” เพียงอย่างเดียว
  • เหง้า : มีเหง้าใต้ดิน มีกลิ่นหอมฉุนและมีรสเผ็ด
  • ลำต้นเทียม : เกิดจากกาบใบซ้อนกันเป็นกอ
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน ผิวใบค่อนข้างเรียบ
  • ดอก : ช่อดอกออกบริเวณปลายยอด ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน กลีบปากมีสีเหลืองหรือชมพูและมีลายสีแดง
  • ผล : ผลค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีส้มหรือแดง เมล็ดมีกลิ่นหอม
  • การตรวจยืนยันระดับห้องปฏิบัติการ : สามารถใช้ลักษณะทางเภสัชเวท ร่วมกับ HPTLC หรือการวิเคราะห์สารเคมี เช่น chromatographic fingerprint เพื่อยืนยันเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ โดย HPTLC Association มีข้อมูลวิธีเตรียมตัวอย่างและระบบตัวทำละลายสำหรับ A. conchigera
  • ข้อควรระวัง : เนื่องจากชื่อ “ข่าลิง” ใช้กับ Globba obscura ได้ด้วย การเก็บตัวอย่างเพื่อทำยาควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ ลักษณะดอก ใบ เหง้า และตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้ก่อนนำไปใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. นพวัฒน์ เพ็งคำศรี, จัตุพล กันทะมูล, ภัทราภรณ์ โตวัฒนกิจ, วชิรวิทย์ วงศ์ษารัฐ, วนิดา ใจหมั่น, นิภาพร เมืองจันทร์, และสุภารัตน์ จันทร์เหลือง. (2554). ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเหง้าข่าลิง. วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ, 6(3), 195–201.
  2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. ราชกิจจานุเบกษา.
  3. ศูนย์สารสนเทศทรัพยากรพรรณพืช. (ม.ป.ป.). ข่าลิง ๑: Alpinia conchigera Griff. สารานุกรมพืช.
  4. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2568). ข่าลิง (Alpinia conchigera Griff.). คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้.
  5. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2562). Globba obscura K.Larsen. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
  6. Awang, K., Nurul Azmi, M., Lian Aun, L. I., Nazif Aziz, A., Ibrahim, H., & Nagoor, N. H. (2010). The apoptotic effect of 1′S-1′-acetoxychavicol acetate from Alpinia conchigera on human cancer cells. Molecules, 15(11), 8048–8059.
  7. Islam, M. T. (2019). A literature-based phyto-pharmacological review on Alpinia conchigera Griff. Advances in Traditional Medicine, 19(4), 379–392.
  8. Kojima-Yuasa, A., & Matsui-Yuasa, I. (2020). Pharmacological effects of 1′-acetoxychavicol acetate, a major constituent in the rhizomes of Alpinia galanga and Alpinia conchigera. Journal of Medicinal Food, 23(5), 465–475.
  9. Pengkumsri, N., Kantamul, C., Towattanakit, P., Wongsarat, W., Jaiman, W., Muangchan, N., & Chanluang, S. (2011). Antioxidative effect of Alpinia conchigera rhizome extracts. Thai Pharmaceutical and Health Science Journal, 6(3), 195–201.
  10. Sulaiman, M. R., Zakaria, Z. A., Adilius, M., Mohamad, A. S., Ismail, M., & Israf, D. A. (2010). Antinociceptive and anti-inflammatory effects of the ethanol extract of Alpinia conchigera rhizomes in various animal models. Phytotherapy Research, 24(6), 861–868.
  11. Taib, N. I. A., et al. (2020). Chemicals constituents isolated from cultivate Alpinia conchigera Griff. and antimicrobial activity. Malaysian Journal of Pharmaceutical Sciences.
  12. Haque, M. A., et al. (2017). In vitro inhibitory mechanisms and molecular docking of 1′-S-1′-acetoxychavicol acetate on human cytochrome P450 enzymes. Phytomedicine, 31, 1–9.
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Alpinia conchigera Griff. Plants of the World Online.
  14.  
Scroll to top