ข่าตาแดง
ข่าตาแดง เป็นสมุนไพรในวงศ์ขิงที่มีเหง้าใต้ดินมีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน นิยมใช้เป็นทั้ง สมุนไพรไทย เครื่องเทศ และวัตถุดิบในตำรับยาแผนไทย โดยเฉพาะเหง้าแก่ ข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์และเภสัชตำรับของไทยระบุข่าตาแดงเป็น Alpinia officinarum Hance หรือที่รู้จักในชื่อ ข่าเล็ก (Lesser galangal) อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแห่งใช้ชื่อ “ข่าตาแดง” กับ Alpinia siamensis K.Schum. จึงควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้และแหล่งอ้างอิงก่อนนำชื่อวิทยาศาสตร์ไปใช้ในฐานข้อมูลออนไลน์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข่าตาแดง
- ชื่อไทย : ข่าตาแดง
- ชื่อท้องถิ่น : ข่าเล็ก
- ชื่อสามัญ : Lesser galangal
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia officinarum Hance
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Languas officinarum (Hance) Farw.; Languas officinarum (Hance) P.H.Hô
- วงศ์ : Zingiberaceae
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้า โดยเฉพาะเหง้าแก่
- ชื่อเครื่องยา : Alpiniae Officinarum Rhizoma
- ชื่อจีน : 高良姜 (Gāo Liáng Jiāng)
- ชื่ออังกฤษของเครื่องยา : Lesser galangal
ข่าตาแดงมีลักษณะใกล้เคียงกับข่าใหญ่ แต่โดยทั่วไปต้นมีขนาดเล็กกว่าและหน่ออ่อนมีสีแดงเด่น จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข่าตาแดง”
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูล THBIF ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุชื่อ “ข่าตาแดง” เป็น Alpinia siamensis K.Schum. ขณะที่ตำราและฐานข้อมูลสมุนไพร ตลอดจนรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ระบุข่าตาแดงเป็น Alpinia officinarum Hance ดังนั้นเว็บไซต์ควรระบุความแตกต่างนี้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างพืชคนละชนิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน แตกหน่อเป็นกอ ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน โดยทั่วไปมีขนาดเล็กกว่าข่าใหญ่ แต่มีลักษณะโดยรวมคล้ายพืชในสกุล Alpinia
- เหง้า : อยู่ใต้ดิน รูปทรงกระบอก มีข้อและปล้องเห็นได้ชัด มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดร้อน เหง้าแก่เป็นส่วนสำคัญที่ใช้ทำยาและเป็นเครื่องเทศ
- หน่อ : หน่ออ่อนมีสีแดงเข้มหรือแดงจัด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ใช้แยกจากข่าบางชนิดและเป็นที่มาของชื่อข่าตาแดง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่ยาวหรือรูปใบพาย ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ดอกมีสีขาวและมีแต้มสีแดงหรือสีแดงบริเวณส่วนของกลีบดอกและกลีบปาก
- ผล : เป็นผลทรงกลมหรือค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีสีส้มหรือแดง และเมื่อแก่จัดอาจเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Alpinia officinarum มีถิ่นกำเนิดหลักในเอเชีย โดยเฉพาะจีนตอนใต้ เช่น กวางตุ้ง กวางสี และไหหลำ และมีการปลูกหรือพบในพื้นที่ของเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยมีการกล่าวถึงข่าตาแดงในฐานะพืชสมุนไพรและพืชอาหารในหลายพื้นที่
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมใช้เหง้าหรือแยกหน่อจากกอเดิมไปปลูก
- การเตรียมพันธุ์ : เลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ไม่มีอาการเน่าและไม่มีโรค ตัดแบ่งเป็นท่อนโดยให้มีตาหรือหน่อและรากติดอยู่
- ดิน : ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนอินทรียวัตถุ ระบายน้ำได้ดี
- น้ำ : ต้องการความชื้นเหมาะสม แต่ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
- การจัดการโรค : โรคเหี่ยวจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum เป็นปัญหาสำคัญในการผลิตข่าตาแดงในบางพื้นที่ งานวิจัยในจังหวัดพิจิตรพบว่าการจัดการดินร่วมกับชีวภัณฑ์ BS-DOA 24 และการกำจัดต้นที่เป็นโรคช่วยลดการเกิดโรคและเพิ่มผลผลิตได้เมื่อเทียบกับวิธีของเกษตรกร
- ระยะปลูก : งานวิจัยการผลิตข่าตาแดงในพื้นที่นาจังหวัดพิจิตรพบว่าระยะปลูก 100 × 100 เซนติเมตรให้ผลผลิตข่าอ่อนสูงสุดในการทดลองดังกล่าว
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีการศึกษาการเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ข่าตาแดงโดยใช้ชิ้นส่วนตาและยอดอ่อนบนอาหารสูตร MS ร่วมกับสารควบคุมการเจริญเติบโต เพื่อผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากและลดปัญหาโรคจากหัวพันธุ์
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้าแก่ : เป็นส่วนหลักที่ใช้ทำยา
- ใบและดอก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่สำหรับการใช้ภายนอก เช่น กลากและเกลื้อน
ในทางเภสัชตำรับ เหง้าข่าตาแดงมีชื่อเครื่องยาว่า Alpiniae Officinarum Rhizoma และเป็นส่วนที่ใช้ในตำรับยาสมุนไพร
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เหง้า : มีรสเผ็ดร้อน ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
- เหง้า : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการบิดและท้องร่วง
- เหง้า : ใช้เป็นยาขับลมและมีการใช้ในภูมิปัญญาหลังคลอดเพื่อขับสิ่งคั่งค้างหรือ “เลือดเสีย” ตามความเชื่อของการแพทย์พื้นบ้าน
- เหง้าสด : ตำพอกบริเวณที่ฟกช้ำหรือบวม
- ใบหรือดอก : ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาบางท้องถิ่นสำหรับกลากและเกลื้อน
ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและตำรับดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่
วิธีใช้
- ชงหรือต้มเป็นยา : ใช้เหง้าแก่แห้งต้มกับน้ำแล้วรับประทานตามตำรับ
- การแพทย์แผนจีน : มีการใช้เหง้าข่าตาแดงในรูปเครื่องยา โดยข้อมูลจากศูนย์สมุนไพรจีน-ไทยระบุขนาดการต้มประมาณ 3–6 กรัม หรือบางตำรับ 5–10 กรัม ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และตำรับยา
- ใช้ภายนอก : เหง้าสดอาจนำมาตำหรือคั้นเพื่อใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ไม่ควรนำข่าตาแดงไปกำหนดขนาดรับประทานเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะในรูปสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากขนาดยาและความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์แตกต่างจากการใช้เป็นอาหารหรือเครื่องเทศ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ข่าตาแดงได้รับการระบุเป็น เครื่องยาสมุนไพรในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 โดยระบุส่วนที่ใช้เป็น เหง้า และใช้ชื่อทางเภสัชกรรมว่า Alpiniae Officinari Rhizoma จาก Alpinia officinarum Hance
ควรแยกความหมายระหว่าง “มีรายชื่อเป็นเครื่องยาในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” กับ “เป็นยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” เพราะสถานะและข้อบ่งใช้ทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน
สารสำคัญ
เหง้าของ Alpinia officinarum พบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม ได้แก่
- Flavonoids : โดยเฉพาะ galangin ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามาก
- Kaempferol
- Galangin-3-O-methylether
- Diarylheptanoids
- Phenylpropanoids
- สารประกอบฟีนอลิก
- น้ำมันหอมระเหย
บทความทบทวนปี 2024 รวบรวมสารจาก A. officinarum ได้ประมาณ 337 ชนิด ครอบคลุม flavonoids, diarylheptanoids, phenylpropanes, glycosides และ volatile oils โดย galangin เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่มีการศึกษามากที่สุด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Alpinia officinarum มีทั้งการศึกษาระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และการทดลองในมนุษย์ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก
- งานทบทวนทางวิชาการพบสารสำคัญจำนวนมากและรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ บรรเทาปวด และปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- มีการศึกษาทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอกในผู้ชายที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ จำนวน 76 ราย โดยให้สารสกัดเหง้า A. officinarum ขนาดรวม 300 มก./วัน เป็นเวลา 3 เดือน และพบการเปลี่ยนแปลงของจำนวนอสุจิและรูปร่างอสุจิ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวมีขนาดตัวอย่างไม่มากและไม่ควรนำไปสรุปว่าเป็นการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับการยืนยันแล้ว
- มีการศึกษาทางคลินิกของตำรับสเปรย์ที่มีน้ำมัน A. officinarum เป็นหนึ่งในส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในผู้ป่วยอาการเจ็บหน้าอกก่อนถึงโรงพยาบาล แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลของข่าตาแดงเพียงชนิดเดียวได้
ข้อสรุปด้านหลักฐาน : มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่ยังต้องการการทดลองทางคลินิกที่มีขนาดใหญ่และออกแบบอย่างเหมาะสมเพิ่มเติมก่อนจะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคเฉพาะอย่าง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
งานศึกษาทางเภสัชวิทยาของ Alpinia officinarum รายงานฤทธิ์ที่น่าสนใจ ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและ galangin มีผลต่อเส้นทางสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น NF-κB และ MAPK ในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์บรรเทาปวด : สารสกัดหรือฟลาโวนอยด์รวมแสดงฤทธิ์ในแบบจำลองอาการปวดในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร : มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่พบว่าสารสกัดและสารสำคัญบางชนิดอาจช่วยลดความเสียหายของเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม flavonoids และสารสกัดมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : galangin และสารสกัดบางส่วนแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและจุลชีพบางชนิดในห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : มีรายงานระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่สามารถใช้แทนการรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
หลักฐานปัจจุบันยังชี้ว่าผลการทดลองจำนวนมากเป็นผลจาก สารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในขนาดทดลอง ซึ่งไม่ควรนำมาเทียบโดยตรงกับการรับประทานข่าตาแดงเป็นอาหารหรือสมุนไพรทั่วไป
ความปลอดภัย
ข้อมูลพิษวิทยาที่มีอยู่ยังไม่พบสัญญาณความเป็นพิษรุนแรงจากสารสกัดเหง้าในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางการศึกษา โดยการศึกษาหนึ่งรายงานว่าสารสกัดแอลกอฮอล์ของเหง้าในหนูไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิตหรืออาการพิษเฉียบพลัน และการให้สารสกัดในขนาดทดลองต่อเนื่องไม่พบความผิดปกติเด่นของตัวชี้วัดการทำงานของตับและไต
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ระยะยาวยังมีจำกัด จึงควรใช้ในปริมาณอาหารหรือภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์เมื่อใช้เป็นยา โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้น
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ควรหลีกเลี่ยง
- ผู้ที่มี นิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สมุนไพรกลุ่มขิงเป็นยา เนื่องจากอาจมีผลต่อการหลั่งน้ำดี
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในขนาดยา
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐานในโรคที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง
ข้อมูลข้อควรระวังเกี่ยวกับการแพ้และนิ่วในถุงน้ำดีมีการกล่าวถึงในแหล่งข้อมูลสมุนไพรไทย แต่ข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะของข่าตาแดงในประชากรกลุ่มเสี่ยงยังมีจำกัด
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
หลักฐานด้าน สมุนไพร–ยา ของ Alpinia officinarum ยังมีไม่มาก แต่มีข้อมูลจากงานวิจัยก่อนคลินิกที่ควรให้ความสนใจ โดยมีรายงานว่าการให้ A. officinarum ทางปากสามารถเปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์ทางเภสัชจลนศาสตร์ของ indomethacin ในสัตว์ทดลองได้
ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่มีการเปลี่ยนแปลงผ่านตับ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดข่าตาแดงในขนาดเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
ข่าตาแดงสามารถใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกับข่าชนิดอื่น โดยเฉพาะส่วนหน่อและเหง้า
- ใช้เป็น เครื่องเทศ เพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
- ใช้ใน พริกแกงและอาหารไทย
- ใช้หน่อหรือส่วนอ่อนเป็นผักในบางท้องถิ่น
- ใช้เป็นผักสดหรือลวกรับประทานกับน้ำพริก
ข่าตาแดงมีรสและกลิ่นค่อนข้างฉุน จึงมีบางพื้นที่ใช้เป็นเครื่องเทศและสมุนไพรในครัวเรือน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
เหง้าข่าตาแดงสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเทศ เช่น
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากเหง้าแห้ง
- ชาสมุนไพรและเครื่องดื่มสมุนไพร
- สารสกัดข่าตาแดง
- น้ำมันหอมระเหย
- ผลิตภัณฑ์เครื่องเทศและอาหาร
- ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก ตามแนวทางและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์สมุนไพร
การนำสารสกัดไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหรือยา จำเป็นต้องควบคุมชนิดพืช ส่วนที่ใช้ ปริมาณสารสำคัญ และมาตรฐานวัตถุดิบให้ชัดเจน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : เลือกเก็บเหง้าที่เจริญเต็มที่และมีสารสำคัญเหมาะสม
- การเตรียมเหง้า : ล้างดินออก ตัดส่วนที่เสียหายและรากฝอย จากนั้นหั่นเป็นชิ้นหากต้องการทำเป็นยาแห้ง
- การทำแห้ง : ทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมของสารสำคัญ
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- วัตถุดิบยา : ควรตรวจสอบเอกลักษณ์ ความชื้น สิ่งแปลกปลอม และการปนเปื้อนก่อนนำไปผลิตเป็นยา
สำหรับมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพรในต่างประเทศ Alpiniae Officinarum Rhizoma เป็นเครื่องยาที่มีมาตรฐานในเภสัชตำรับหลายประเทศ เช่น จีนและไต้หวัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาการใช้ข่าตาแดงของไทยเน้น เหง้าเป็นยาแก้ลมและอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร รวมถึงการใช้ภายนอกกับอาการทางผิวหนังและอาการฟกช้ำบางชนิด นอกจากนี้มีการใช้เหง้าร่วมกับน้ำส้มมะขามเปียกและเกลือในภูมิปัญญาสตรีหลังคลอดเพื่อขับลมและขับสิ่งคั่งค้างตามความเชื่อดั้งเดิม
ประวัติและวัฒนธรรม
ข่าตาแดงอยู่ในกลุ่มพืชวงศ์ขิงที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้ สมุนไพรและเครื่องเทศในอาหารเอเชีย มาเป็นเวลานาน โดย Alpinia officinarum หรือ lesser galangal เป็นเครื่องยาสำคัญของการแพทย์แผนจีน ใช้ในแนวคิดดั้งเดิมเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น บรรเทาปวดท้อง และให้ความอบอุ่นแก่ระบบทางเดินอาหาร
สถานะการอนุรักษ์
ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับการระบุ สถานะการอนุรักษ์เฉพาะของข่าตาแดงในประเทศไทย ในระดับชนิดพันธุ์จากแหล่งข้อมูลอนุรักษ์ที่ควรใช้เป็นมาตรฐาน จึงไม่ควรระบุว่าเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์หรือพืชคุ้มครองโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ในด้านการเกษตร ข่าตาแดงมีการเพาะปลูกเชิงเศรษฐกิจในบางพื้นที่ และมีงานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแก้ปัญหาโรคเหี่ยว ซึ่งสะท้อนว่ายังมีการใช้ประโยชน์และการเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร : Plantae
- หมวด : Tracheophyta
- ชั้น : Liliopsida
- อันดับ : Zingiberales
- วงศ์ : Zingiberaceae
- สกุล : Alpinia
- ชนิด : Alpinia officinarum Hance
ชื่อ Alpinia officinarum Hance เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และเป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารเภสัชตำรับของหลายประเทศ
ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Languas officinarum (Hance) Farw. และ Languas officinarum (Hance) P.H.Hô
ข้อควรระวังด้านชื่อไทย: ฐานข้อมูล THBIF ระบุ “ข่าตาแดง” เป็น Alpinia siamensis K.Schum. ซึ่งแตกต่างจาก A. officinarum ที่ใช้ในเภสัชตำรับ ดังนั้นการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรแยกเป็นคนละรายการหรือใส่หมายเหตุเรื่องชื่อพ้อง/ชื่อพื้นเมืองอย่างชัดเจน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ข่าตาแดง ควรดำเนินการตั้งแต่ระดับพืชสดจนถึงวัตถุดิบยาแห้ง ได้แก่
- ลักษณะมหภาค : ตรวจรูปร่างของเหง้า ข้อและปล้อง กลิ่นหอมฉุน สีและลักษณะภายนอก
- ลักษณะจุลทรรศน์ : ตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ เซลล์สะสมน้ำมันหอมระเหย และองค์ประกอบทางกายวิภาคที่จำแนกได้
- การตรวจทางเคมี : ตรวจสารกลุ่ม flavonoids และสารสำคัญ เช่น galangin
- โครมาโทกราฟี : สามารถใช้ TLC/HPTLC เพื่อสร้าง fingerprint ของวัตถุดิบและตรวจสอบเอกลักษณ์
- การตรวจ DNA : ใช้ DNA barcoding เมื่อจำเป็นต้องแยกชนิดที่มีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกัน
- ตัวอย่างอ้างอิง : ควรมี voucher specimen หรือเอกสารตัวอย่างพรรณไม้ที่ระบุแหล่งเก็บและผู้ตรวจสอบ
มาตรฐานเภสัชตำรับของ Alpiniae Officinarum Rhizoma มีการใช้วิธีทางโครมาโทกราฟีเพื่อตรวจสอบสารสำคัญ เช่น galangin ในการควบคุมคุณภาพเครื่องยา
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กาญจนา จันทร์สิงห์. (2563). ข่าตาแดง. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
- กรมวิชาการเกษตร. (2567). การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง. คลังผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร.
- วราพงษ์ ภิระบรรณ์. (2568). การผลิตต้นพันธุ์ข่าตาแดง (Alpinia galanga (L.) Willd) ปลอดโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ. วารสารเกษตรนเรศวร.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Alpinia siamensis K.Schum. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
- ศูนย์สมุนไพรจีน-ไทย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. (ม.ป.ป.). ข่าตาแดง (เหง้า): Alpiniae Officinarum Rhizoma.
- กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564.
- Lei, X., et al. (2024). Alpinia officinarum Hance: A comprehensive review of traditional uses, phytochemistry, pharmacokinetic and pharmacology. Frontiers in Pharmacology, 15. https://doi.org/10.3389/fphar.2024.1414635
- Ooi, J. B., et al. (2018). A review on the ethnomedicinal uses, phytochemistry and pharmacology of Alpinia officinarum Hance. Journal of Ethnopharmacology.
- Khattak, S., Saeed-ur-Rehman, Shah, H. U., Ahmad, W., & Ahmad, M. (2005). Biological effects of Alpinia officinarum Hance. Fitoterapia, 76(5), 465–470.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Alpinia officinarum Hance. Plants of the World Online.
