โกฐน้ำเต้า

โกฐน้ำเต้า

โกฐน้ำเต้า เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่มีประวัติการใช้มายาวนานทั้งใน การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน และการแพทย์ตะวันออก โดยเป็นเหง้าและรากแห้งของพืชในสกุล Rheum โดยเฉพาะ Rheum palmatum L., Rheum officinale Baill. และ Rheum tanguticum Maxim. ex Balf. โกฐน้ำเต้ามีสารสำคัญกลุ่ม แอนทราควิโนน (anthraquinones) และ แทนนิน (tannins) ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระบายและฤทธิ์ฝาดสมาน จึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายชนิด โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โกฐน้ำเต้า
  • ชื่อไทย : โกฐน้ำเต้า
  • ชื่อสามัญ : Rhubarb, Chinese rhubarb, Medicinal rhubarb, Turkish rhubarb
  • ชื่อจีน : ต้าหวง (大黄, Dàhuáng) หรือในภาษาแต้จิ๋วเรียก ตั้วอึ๊ง
  • ชื่อเครื่องยา : Rhei Radix et Rhizoma
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่เป็นแหล่งของเครื่องยา : Rheum palmatum L., Rheum officinale Baill. และ Rheum tanguticum Maxim. ex Balf.
  • วงศ์ : Polygonaceae
  • ส่วนที่ใช้ทำยา : รากและเหง้าแห้ง
  • ลักษณะเครื่องยา : ชิ้นรากหรือเหง้าแห้ง มีสีเหลือง น้ำตาล เหลืองน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง ภายในอาจมีลายหรือเส้นสีแดง น้ำตาล หรือเหลือง และเมื่อบดเป็นผงจะมีลักษณะสีเหลืองถึงน้ำตาลอมเหลือง
  • รสตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : รสฝาดหอม และมีการกล่าวถึงรสขมอมหวานในตำราและพจนานุกรมบางแหล่ง
  • ประเภทการออกฤทธิ์ทางเภสัชตำรับ : ยาระบาย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าและรากอวบหนา ลำต้นตั้งตรง อ้วนค่อนข้างสั้นและกลวง มีร่องตามยาว โดยชนิด Rheum palmatum และ Rheum tanguticum โดยทั่วไปสูงประมาณ 1.5–2 เมตร ส่วน Rheum officinale สูงประมาณ 1.5–2 เมตร และอาจมีช่อดอกสูงกว่านี้
  • ราก : มีรากหลักและรากแขนงขนาดใหญ่ เหง้าและรากมีเนื้อแน่น เมื่อแก่จะสะสมสารสำคัญกลุ่มแอนทราควิโนนและแทนนิน เป็นส่วนที่นำมาใช้ทำ เครื่องยาโกฐน้ำเต้า
  • เหง้า : อวบสั้น หนา แข็งแรง มีสีเหลืองถึงเหลืองน้ำตาลภายใน เป็นแหล่งสะสมสารออกฤทธิ์สำคัญ นิยมขุดจากต้นที่มีอายุหลายปี
  • ลำต้น : ตั้งตรง อ้วน กลวง มีร่องตามยาว บริเวณข้ออาจพองออก ผิวอาจเกลี้ยงหรือมีขนละเอียดแตกต่างกันตามชนิด
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบโคนต้นมีขนาดใหญ่มาก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กว้าง ขอบใบเว้าลึกเป็นแฉกคล้ายนิ้วมือ มีเส้นใบหลักประมาณ 5 เส้น โดย R. palmatum มีใบขนาดประมาณ 40–60 เซนติเมตร และ R. tanguticum มีใบประมาณ 30–60 เซนติเมตร
  • ก้านใบ : ก้านใบของใบโคนต้นยาวและค่อนข้างอวบ มีลักษณะเป็นทรงกระบอก
  • หูใบ : เป็นปลอกหุ้มลำต้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชในวงศ์ Polygonaceae
  • ดอก : ออกเป็นช่อขนาดใหญ่แบบช่อแยกแขนง ดอกมีขนาดเล็ก ดอกของ R. palmatum และ R. tanguticum มักมีสีม่วงแดงหรือแดงอมม่วง ส่วน R. officinale มีดอกสีเขียวถึงขาวอมเหลือง
  • ผล : เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหรือรูปรี มีปีกโดยรอบ ผลเมื่อแก่มีสีน้ำตาลถึงดำ และมีเมล็ดอยู่ภายใน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตภูเขาสูงของจีน โดยเฉพาะจีนตอนเหนือและตะวันตก รวมถึงบริเวณทิเบต และมีการกระจายถึงเวียดนามตอนเหนือ
  • Rheum palmatum พบตามพื้นที่ภูเขา ทุ่งหญ้า และป่าละเมาะในระดับความสูงประมาณ 2,500–4,400 เมตร
  • Rheum tanguticum พบในมณฑลกานซู ชิงไห่ เสฉวน และเขตทิเบต โดยพบในพื้นที่สูงประมาณ 1,600–3,000 เมตร
  • Rheum officinale มีการกระจายพันธุ์ตามพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกและตอนกลางของจีน
  • แหล่งเพาะปลูกสำคัญ : จีนเป็นแหล่งผลิตสำคัญ และมีการปลูกในประเทศอื่น เช่น รัสเซีย เกาหลี และบางพื้นที่ของยุโรปเพื่อใช้เป็นสมุนไพรและไม้ประดับ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่อากาศเย็นหรือเขตอบอุ่น โดยเฉพาะพื้นที่สูง อุณหภูมิไม่ร้อนจัด
  • ดิน : ควรเป็นดินอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุสูง อุ้มน้ำได้ดีแต่ต้องระบายน้ำได้ ไม่ควรมีน้ำขัง
  • แสง : เจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ถึงรำไร แต่ในพื้นที่อากาศร้อนควรมีร่มเงาบางส่วน
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดได้ โดยควรเพาะในสภาพอากาศเย็นแล้วจึงย้ายปลูก
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า : เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการผลิต เนื่องจากได้ต้นใหม่ที่เจริญเร็วกว่า การแบ่งเหง้าควรมีตาหรือส่วนเจริญติดอยู่กับแต่ละชิ้น
  • การขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ : มีรายงานการขยายพันธุ์ด้วยเนื้อเยื่อและยอดเจริญบนอาหารเพาะเลี้ยง เช่น Murashige and Skoog medium

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • รากและเหง้า : เป็นส่วนที่ใช้ทำ โกฐน้ำเต้า (Rhei Radix et Rhizoma) โดยนำรากและเหง้ามาล้าง ทำความสะอาด ตัดส่วนรากฝอยและส่วนที่ไม่ต้องการออก ปอกเปลือกบางส่วน แล้วหั่นหรือผ่าเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้ง
  • เครื่องยามาตรฐาน : ตำรายาของประเทศไทยระบุว่า Rhubarb ประกอบด้วยส่วนใต้ดินแห้งของ Rheum palmatum, R. tanguticum, R. officinale หรือพันธุ์ลูกผสมระหว่างชนิดดังกล่าว หรือส่วนผสมของพืชเหล่านี้

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เป็นยาระบาย : ใช้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและบรรเทาอาการท้องผูก
  • ช่วยขับลม : ตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยใช้ในอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อย
  • ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก : ตำราไทยกล่าวถึงการช่วยให้อุจจาระและปัสสาวะเดินสะดวก
  • แก้ธาตุพิการและอาหารไม่ย่อย : เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • ฝาดสมาน : แทนนินในโกฐน้ำเต้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ฝาดสมาน จึงมีการใช้ในตำรับยาที่ต้องการควบคุมการถ่าย
  • ริดสีดวงทวาร : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยบางชนิดสำหรับบรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก
  • ในตำราไทยมีคำอธิบายว่าเป็นยาระบายชนิด “รู้เปิดรู้ปิด” หมายถึงช่วยระบายในขนาดที่เหมาะสม และมีฤทธิ์ฝาดสมานภายหลังการระบาย

หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคทุกชนิดตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน

วิธีใช้

  • การใช้ในตำรับยาแผนไทย : โดยทั่วไปใช้โกฐน้ำเต้าเป็นเครื่องยาประกอบในตำรับยา ไม่ควรนำผงสมุนไพรดิบมารับประทานเองโดยกำหนดขนาดยาโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญ
  • การเตรียมเครื่องยา : ภูมิปัญญาไทยมีการนำรากหรือเหง้ามา นึ่งให้สุกแล้วตากแห้ง ก่อนนำไปใช้ในตำรับยา โดยการเตรียมและการแปรรูปมีผลต่อองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ของเครื่องยา
  • การใช้เป็นยาระบาย : ควรใช้ในระยะสั้นและใช้ตามขนาดที่ระบุในตำรับยาหรือคำแนะนำของแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกร
  • การใช้แบบยาต้ม/ชง : มีประวัติการใช้รากและเหง้าโกฐน้ำเต้าในรูปยาต้มและยาชงในศาสตร์การแพทย์จีน แต่ขนาดและวิธีเตรียมแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์และชนิดของตำรับ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

โกฐน้ำเต้าเป็น ตัวยาสำคัญหรือตัวยาประกอบในตำรับยาแผนไทย ที่อยู่ในระบบบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร โดยมีการใช้ในตำรับ เช่น

  • ยาผสมเพชรสังฆาต สูตรที่ 1 : มีเถาเพชรสังฆาต รากอัคคีทวาร และโกฐน้ำเต้า ใช้สำหรับบรรเทาอาการ ริดสีดวงทวารหนัก
  • ยาผสมเพชรสังฆาต สูตรที่ 2 : มีเถาเพชรสังฆาต กะเม็ง โกฐน้ำเต้า และหัวกระชาย ใช้สำหรับบรรเทาอาการ ริดสีดวงทวารหนัก
  • ยาธรณีสันฑะฆาต : มีโกฐน้ำเต้าเป็นส่วนประกอบ ใช้ในตำรับสำหรับ แก้กษัยเส้น และมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย
  • ยากษัยเส้น : มีการระบุโกฐน้ำเต้าเป็นตัวยาช่วยในตำรับบางสูตร ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับสำหรับกลุ่มอาการปวดเมื่อยและกษัยเส้น

สารสำคัญ

  • แอนทราควิโนน (Anthraquinones) : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบมากในรากและเหง้า
  • Rhein : เป็นสารสำคัญที่ใช้เป็นตัวอ้างอิงในการควบคุมคุณภาพของโกฐน้ำเต้าในหลายมาตรฐาน
  • Emodin : พบในรากและเหง้า และมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลายด้าน
  • Aloe-emodin : เป็นอนุพันธ์แอนทราควิโนนที่พบในโกฐน้ำเต้า
  • Chrysophanol : เป็นสารแอนทราควิโนนอีกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นสารบ่งชี้ทางเคมี
  • Physcion : พบในกลุ่มสารแอนทราควิโนน
  • Sennoside A และอนุพันธ์ dianthrone : เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระบาย
  • แทนนิน (Tannins) : มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ฝาดสมานและอาจช่วยถ่วงฤทธิ์ระบายของแอนทราควิโนน
  • สารกลุ่ม stilbenes, phenylbutanones, flavonoids และสารฟีนอลิกอื่น ๆ : มีรายงานจากการศึกษาทางพฤกษเคมีของพืชในกลุ่ม Rheum

การศึกษาตัวอย่างโกฐน้ำเต้า 19 ตัวอย่างจากจีนและร้านยาสมุนไพรในประเทศไทยพบสารสำคัญอย่างน้อย chrysophanol, emodin และ rhein และเสนอเกณฑ์คุณภาพเบื้องต้นของ hydroxyanthracene derivatives โดยคำนวณเป็น rhein ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.6 โดยน้ำหนัก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • การศึกษาด้านการขับถ่าย : งานวิจัยระดับก่อนคลินิกพบว่าสารกลุ่มแอนทราควิโนน เช่น aloe-emodin, rhein และ chrysophanol สามารถช่วยเพิ่มการเคลื่อนผ่านของน้ำในลำไส้และทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • การศึกษาด้านสารต้านอนุมูลอิสระ : มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดน้ำจาก R. palmatum มีผลต่อภาวะ oxidative stress และลดตัวชี้วัดบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ
  • การศึกษาด้านต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ : มีการศึกษาสารสกัดและสารประกอบจาก Rheum หลายชนิดในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง ซึ่งพบฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพบางชนิด แต่ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
  • หลักฐานทางคลินิก : European Medicines Agency ประเมินว่า preparations จาก rhubarb root สามารถใช้สำหรับ ท้องผูกเป็นครั้งคราวในระยะสั้น โดยจำกัดการใช้ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 12 ปี และไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์
  • ภาพรวมหลักฐาน : งานทบทวนล่าสุดของ R. palmatum, R. tanguticum และ R. officinale รวบรวมหลักฐานด้านองค์ประกอบทางเคมี เภสัชวิทยา พิษวิทยา และงานวิจัยทางคลินิก แต่ยังมีความจำเป็นต้องศึกษาด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์เพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ระบาย : แอนทราควิโนนและ dianthrones ถูกเปลี่ยนแปลงโดยจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นสารที่ออกฤทธิ์บริเวณลำไส้ใหญ่ ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้และการหลั่งน้ำเข้าสู่ลำไส้
  • ฤทธิ์ฝาดสมาน : แทนนินมีคุณสมบัติฝาดสมานและอาจช่วยลดการหลั่งของเยื่อบุทางเดินอาหาร
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารหลายชนิด โดยเฉพาะ rhein และอนุพันธ์แอนทราควิโนน มีการศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory pathways ในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดและสารแอนทราควิโนนบางชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์อื่น ๆ : มีการศึกษาด้านตับ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบหัวใจและหลอดเลือด เมแทบอลิซึมของน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

  • การใช้ระยะสั้น : โดยทั่วไปการใช้รากและเหง้าโกฐน้ำเต้าในขนาดที่เหมาะสมและระยะสั้นมีการใช้เป็นยาระบาย แต่ควรใช้ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
  • อาการไม่พึงประสงค์ : อาจทำให้ปวดบิดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือมีการถ่ายมากเกินไป
  • การใช้เป็นเวลานาน : อาจทำให้เกิดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะ ภาวะโพแทสเซียมต่ำ (hypokalaemia) และอาจทำให้ลำไส้พึ่งพายาระบาย
  • ไต : การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี hydroxyanthracene derivatives ในระยะยาวหรือในขนาดสูงมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยต่อไตและสมดุลเกลือแร่
  • ตับ : มีรายงานและข้อมูลการศึกษาบางส่วนเกี่ยวกับความเป็นพิษต่อตับจากสารแอนทราควิโนน จึงควรระมัดระวังการใช้ในผู้ที่มีโรคตับ
  • ความเสี่ยงด้าน genotoxicity : EFSA ประเมินว่าความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากรากหรือเหง้า R. palmatum, R. officinale และลูกผสมที่มี hydroxyanthracene derivatives ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลที่มี และมีข้อกังวลด้านสารบางชนิดในกลุ่มนี้

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือลำไส้ตีบ
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีลำไส้ไม่ทำงานหรือมีภาวะลำไส้หยุดเคลื่อนไหว
  • ห้ามใช้ในผู้ที่สงสัยไส้ติ่งอักเสบ
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคลำไส้อักเสบ เช่น Crohn’s disease หรือ ulcerative colitis
  • ห้ามใช้เมื่อมีอาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ห้ามใช้ในภาวะขาดน้ำหรือสูญเสียเกลือแร่รุนแรง
  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
  • ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์รากโกฐน้ำเต้าที่ใช้เป็นยาระบายตามแนวทาง EMA
  • หากมีอาการท้องผูกต่อเนื่องหรือจำเป็นต้องใช้ยาระบายเป็นประจำ ควรตรวจหาสาเหตุแทนการใช้โกฐน้ำเต้าต่อเนื่อง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยากลุ่ม cardiac glycosides เช่น digoxin : การใช้โกฐน้ำเต้าหรือยาระบายแอนทราควิโนนมากเกินไปอาจทำให้โพแทสเซียมต่ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษของยากลุ่มนี้
  • ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ : ภาวะโพแทสเซียมต่ำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของจังหวะหัวใจ และอาจเกี่ยวข้องกับยาที่ทำให้ QT prolongation
  • ยาขับปัสสาวะ : โดยเฉพาะยาขับปัสสาวะที่ทำให้สูญเสียโพแทสเซียม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเกลือแร่ผิดปกติ
  • ยากลุ่ม corticosteroids : อาจเสริมการสูญเสียโพแทสเซียมเมื่อใช้ร่วมกับยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้นลำไส้
  • ชะเอมเทศ : อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมต่ำเมื่อใช้ร่วมกัน
  • ยาระบายชนิดกระตุ้นอื่น ๆ : อาจเพิ่มการสูญเสียน้ำและเกลือแร่
  • Warfarin : การใช้มากเกินไปจนเกิดท้องเสียและการเปลี่ยนแปลงของสมดุลน้ำอาจส่งผลต่อ INR และเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • ผู้ที่รับประทาน ยารักษาโรคหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

การใช้ในอาหาร

  • โกฐน้ำเต้าในความหมายของเครื่องยาไทย ไม่ได้ใช้เป็นผักหรืออาหารทั่วไป แต่ใช้ส่วนรากและเหง้าแห้งเป็นหลัก
  • พืชสกุล Rheum บางชนิดมีการใช้ ก้านใบ (petiole) เป็นอาหาร เช่น rhubarb ที่ใช้ทำแยม เยลลี่ ซอส ขนม และเครื่องดื่ม
  • ไม่ควรนำใบของ rhubarb มารับประทาน เนื่องจากใบมีสารออกซาเลตและสารอื่นที่อาจเป็นพิษ
  • ควรแยกความแตกต่างระหว่าง โกฐน้ำเต้าในฐานะเครื่องยา กับ rhubarb ที่ปลูกเพื่อใช้เป็นอาหาร เพราะแหล่งพืชและวัตถุประสงค์ในการใช้แตกต่างกัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ยาสมุนไพรและยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาระบายและตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
  • ยาสำหรับริดสีดวงทวาร : เป็นส่วนประกอบในตำรับยาผสมเพชรสังฆาต
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัด : มีการพัฒนาสารสกัดรากและเหง้าสำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยา
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและสุขภาพ : ส่วนเหนือดินของพืชบางชนิดในสกุล Rheum มีการวิจัยเพื่อพัฒนาเป็นอาหารหรือส่วนประกอบอาหาร แต่ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้มาอ้างสรรพคุณเทียบเท่าเครื่องยาโกฐน้ำเต้า
  • เครื่องสำอาง : มีรายงานการใช้สารสกัดจาก rhubarb ในผลิตภัณฑ์บางประเภท โดยสารในกลุ่มฟีนอลิกและแอนทราควิโนนเป็นองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจด้านการวิจัย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • อายุเก็บเกี่ยว : พืชที่ปลูกเพื่อทำยามักปล่อยให้มีอายุหลายปีเพื่อให้รากและเหง้าพัฒนาเต็มที่ โดยมีแหล่งข้อมูลระบุการเก็บเกี่ยวประมาณ 6–10 ปีในบางระบบการผลิต
  • ช่วงเก็บเกี่ยว : นิยมขุดในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อส่วนเหนือดินเริ่มเหี่ยวหรือเหลือง หรือในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก่อนการเจริญเติบโตใหม่
  • การเตรียม : ขุดรากและเหง้า ล้างให้สะอาด ตัดรากฝอยและส่วนที่ไม่ต้องการออก ปอกเปลือกตามมาตรฐานของเครื่องยา แล้วหั่นเป็นชิ้น
  • การทำให้แห้ง : ผึ่งหรือตากในสภาพที่สะอาดและมีอากาศถ่ายเทจนความชื้นลดลงอย่างเหมาะสม
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะปิดสนิท สะอาด แห้ง ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
  • การควบคุมคุณภาพ : ควรตรวจสอบความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด สารสกัด และปริมาณ hydroxyanthracene derivatives เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในตำราเภสัชกรรมไทย โกฐน้ำเต้า จัดเป็นเครื่องยากลุ่มโกฐและมีการใช้เป็นยาระบาย
  • ภูมิปัญญาไทยมีการนำรากมาปอกเปลือก นึ่งให้สุกแล้วตากแห้ง ก่อนนำไปประกอบตำรับยา
  • มีการใช้เพื่อ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ขับลม และช่วยให้การขับถ่ายสะดวก
  • มีการใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับ ริดสีดวงทวาร
  • แนวคิดเรื่อง “รู้เปิดรู้ปิด” เป็นเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาไทยที่กล่าวถึงการออกฤทธิ์ระบายร่วมกับฤทธิ์ฝาดสมานของโกฐน้ำเต้า

ประวัติและวัฒนธรรม

  • โกฐน้ำเต้าเป็นเครื่องยาสำคัญของการแพทย์จีน มีชื่อว่า “ต้าหวง” และมีประวัติการใช้ในเอเชียมานาน
  • มีการใช้รากและเหง้าของ Rheum palmatum และชนิดใกล้เคียงในตำรับยาจีนเพื่อจัดการภาวะท้องผูกและกลุ่มอาการตามทฤษฎีการแพทย์จีน
  • เครื่องยา rhubarb ยังมีประวัติการใช้ในญี่ปุ่น โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ว่ามีการนำเหง้า Rheum จากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณ
  • ในประเทศไทย โกฐน้ำเต้าได้รับการบรรจุอยู่ในองค์ความรู้ เภสัชกรรมแผนไทย และใช้เป็นตัวยาประกอบในตำรับยาไทยจำนวนหนึ่ง

สถานะการอนุรักษ์

  • Rheum palmatum มีถิ่นกำเนิดกว้างในจีนและทิเบต และมีการเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นยาและไม้ประดับ
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในจีนและเวียดนามเหนือ และมีการนำไปปลูกในพื้นที่อื่น
  • ข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ที่แสดงในฐานข้อมูล Kew ระบุว่า Rheum palmatum มีการคาดการณ์สถานะ not threatened แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำไปตีความว่าไม่จำเป็นต้องอนุรักษ์ เนื่องจากการเก็บเกี่ยวรากและเหง้าต้องทำลายต้น
  • แนวทางอนุรักษ์ที่เหมาะสม : ส่งเสริมการปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบแทนการเก็บจากธรรมชาติ ควบคุมคุณภาพพันธุ์และแหล่งผลิต และใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Caryophyllales
  • วงศ์ (Family) : Polygonaceae
  • สกุล (Genus) : Rheum L.
  • ชนิด (Species) :
    • Rheum palmatum L.
    • Rheum officinale Baill.
    • Rheum tanguticum Maxim. ex Balf.

ตามตำรายาของประเทศไทย “โกฐน้ำเต้า” เป็นชื่อของเครื่องยา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพืชชนิดเดียว โดยยอมรับรากและเหง้าแห้งของ 3 ชนิดดังกล่าว รวมถึงลูกผสมระหว่างชนิดเหล่านี้

สำหรับ Rheum palmatum ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Rheum palmatum L. เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัดอยู่ในวงศ์ Polygonaceae อันดับ Caryophyllales

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • การตรวจสอบลักษณะภายนอก : ตรวจสี รูปร่าง ขนาด ความแข็ง กลิ่น และลักษณะภายในของชิ้นรากและเหง้า
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ผงโกฐน้ำเต้าพบลักษณะสำคัญ เช่น ผลึกแคลเซียมออกซาเลตชนิดผลึกรวม (calcium oxalate cluster crystals) เม็ดแป้งจำนวนมาก และภาชนะท่อลำเลียงที่มีผนังหนาแบบร่างแห
  • การตรวจสอบทางเคมี : ใช้ TLC หรือ HPLC ตรวจสารกลุ่มแอนทราควิโนน โดยเฉพาะ rhein, emodin, chrysophanol, aloe-emodin และ sennosides
  • การตรวจสอบคุณภาพ : ควรตรวจความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด สารสกัด และปริมาณ hydroxyanthracene derivatives
  • การตรวจสอบแหล่งพืช : เนื่องจากโกฐน้ำเต้าเป็นเครื่องยาที่อาจได้จากหลายชนิดในสกุล Rheum การระบุชนิดพืชและการตรวจสอบสารสำคัญจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพและความสม่ำเสมอของเครื่องยา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2558). ข้อกำหนดทางเคมีและกายภาพของโกฐน้ำเต้า. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 57(4), 352–363.
  2. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2554). ศาสตร์ยาสมุนไพรจีน. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. ชยันต์ พิเชียรสุนทร, และ วิเชียร จีรวงศ์. (2547). คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม 5 คณาเภสัช (พิมพ์ครั้งที่ 2). อมรินทร์.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก (พิมพ์ครั้งที่ 2). อรุณการพิมพ์.
  5. กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564.
  6. กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย. (2562). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562.
  7. สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. กระทรวงสาธารณสุข.
  8. สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2567). ตำรายาของประเทศไทย: Rhubarb (โกฐน้ำเต้า).
  9. European Medicines Agency. (2020). European Union herbal monograph on Rheum palmatum L. and Rheum officinale Baillon, radix. Committee on Herbal Medicinal Products.
  10. EFSA Panel on Food Additives and Nutrient Sources added to Food. (2018). Safety of hydroxyanthracene derivatives for use in food. EFSA Journal, 16(1), 5090.
  11. EFSA Panel on Nutrition, Novel Foods and Food Allergens. (2024). Scientific opinion on additional scientific data related to the safety of preparations of Rheum palmatum L., Rheum officinale Baill. and their hybrids. EFSA Journal, 22.
  12. Li, A., Bao, B., Grabovskaya-Borodina, A. E., Hong, S., McNeill, J., Mosyakin, S. L., et al. (2003). Polygonaceae. In Z. Y. Wu, P. H. Raven, & D. Y. Hong (Eds.), Flora of China (Vol. 5, pp. 277–350). Science Press & Missouri Botanical Garden Press.
  13. Tang, W., & Eisenbrand, G. (1992). Chinese drugs of plant origin: Chemistry, pharmacology, and use in traditional and modern medicine. Springer.
  14. Zhang, et al. (2024). The phytochemistry and pharmacology of three Rheum species: A comprehensive review with future perspectives. Phytomedicine, 127, 155772. https://doi.org/10.1016/j.phymed.2024.155772
  15. Shang, X., Dai, L., He, J., Yang, X., Wang, Y., Li, B., Zhang, J., Pan, H., & Gulnaz, I. (2022). A high-value-added application of the stems of Rheum palmatum L. as a healthy food: The nutritional value, chemical composition, and anti-inflammatory and antioxidant activities. Food & Function, 13, 4901–4913.
  16. Plants of the World Online. (2026). Rheum palmatum L. Royal Botanic Gardens, Kew.

 

Scroll to top