โกฐเชียง
โกฐเชียง เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่ได้จาก รากแขนงของต้น Angelica sinensis (Oliv.) Diels ในวงศ์ Apiaceae เป็นสมุนไพรจีนที่รู้จักกันในชื่อ ตังกุย (Dang Gui หรือ Dong Quai) และถูกนำมาใช้ในตำรับยาไทย โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงเลือด ระบบทางเดินอาหาร และอาการที่เกี่ยวกับสตรี โกฐเชียงยังเป็นหนึ่งในเครื่องยาในกลุ่ม โกฐ ที่ปรากฏในพิกัดเบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐของยาไทย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : โกฐเชียง
- ชื่อไทย : โกฐเชียง
- ชื่ออื่น : ตังกุย, กุยบ๊วย, กุยเหว่ย, Guiwei, Danggui, Dong quai
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Chinese Angelica, Dong Quai, Chinese Angelica Root
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Angelica sinensis (Oliv.) Diels
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Angelica polymorpha var. sinensis Oliv.; Angelica wilsonii H. Wolff
- วงศ์ : Apiaceae
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก โดยในตำรายาไทย โกฐเชียงหมายถึงรากแขนงที่ทำให้แห้ง
- ชื่อเครื่องยาในภาษาอังกฤษ : Radix Angelicae Sinensis, Chinese Angelica Branching Root
- รสยาและกลิ่น : มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสหวาน เผ็ด และขมเล็กน้อย
- การใช้ในแพทย์แผนไทย : ใช้เป็นเครื่องยาชนิดหนึ่งในพิกัด เบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 40–100 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง สีเขียวอมม่วง มีร่องตามยาว และแตกกิ่งบริเวณตอนบนของลำต้น
- ราก : รากใต้ดินอวบหนา รูปทรงกระบอก แตกเป็นรากแขนงจำนวนมาก มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะตัว โดยส่วนรากที่ใช้เป็นเครื่องยาโกฐเชียงในตำรายาไทยคือ รากแขนง
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนก 2–3 ชั้น รูปไข่ กว้างประมาณ 12–25 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปใบหอกแกมรูปไข่ ขอบใบจักฟันเลื่อยไม่สม่ำเสมอ ก้านใบยาวประมาณ 5–20 เซนติเมตร โคนก้านแผ่เป็นครีบแคบ สีเขียวแกมม่วง
- ดอก : ออกเป็นช่อซี่ร่มเชิงประกอบบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ มีช่อย่อยประมาณ 10–30 ช่อ ดอกมีสีขาวหรือสีแดงแกมม่วง กลีบดอก 5 กลีบ
- ผล : เป็นผลแห้งแยก รูปรี รูปไข่ รูปไข่กลับ หรือเกือบกลม กว้างประมาณ 3–4 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4–6 มิลลิเมตร ด้านข้างมีปีกบาง
- ช่วงออกดอกและติดผล : ออกดอกประมาณเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม และติดผลประมาณเดือนกรกฎาคม–กันยายน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในบริเวณภาคเหนือและภาคกลางของประเทศจีน
- แหล่งธรรมชาติ : พบในพื้นที่ภูเขาและบริเวณที่มีอากาศเย็นชื้น โดยข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุว่าพบในป่าดิบเขาที่ระดับประมาณ 2,500–3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- แหล่งปลูกสำคัญ : ประเทศจีน โดยเฉพาะมณฑลกานซู่เป็นแหล่งผลิตโกฐเชียงที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพ นอกจากนี้มีการปลูกในญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม
- การกระจายพันธุ์ตามฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล : Kew ระบุถิ่นกำเนิดในจีนตอนเหนือ–ตอนกลาง จีนตอนใต้–ตอนกลาง และเขตมองโกเลียใน และมีการนำเข้าไปปลูกในเวียดนาม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : โดยทั่วไปขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- การเพาะกล้า : เมล็ดมักหว่านในช่วงฤดูร้อน จากนั้นดูแลต้นกล้าจนถึงฤดูใบไม้ร่วง แล้วนำต้นกล้าไปพักตัวหรือเก็บรักษาเพื่อผ่านฤดูหนาว ก่อนย้ายปลูกในฤดูใบไม้ผลิ
- การปลูกเชิงการค้า : ระบบการผลิตทั่วไปใช้รอบการปลูกประมาณ 2 ปีเพื่อผลิตหัวรากสำหรับเป็นยา โดยเริ่มจากการเพาะต้นกล้าในปีแรกและย้ายปลูกในปีถัดไป
- สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่อากาศเย็นและชื้น ดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี ไม่เหมาะกับพื้นที่น้ำขัง
- ปัญหาสำคัญในการปลูก : การแทงช่อดอกก่อนเวลา หรือ early bolting อาจทำให้รากแข็งและมีคุณภาพลดลง เนื่องจากพืชเปลี่ยนทรัพยากรไปสู่การออกดอกและสร้างเมล็ด
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้เป็นยาสมุนไพร
- รากแขนง : เป็นส่วนที่เรียกว่า โกฐเชียง ในตำรายาไทย
- รากตังกุยในแพทย์แผนจีน : มีการแบ่งส่วนของรากเป็นกุยโถว กุยเซิน และกุยเหว่ย โดยการใช้แต่ละส่วนอาจแตกต่างกันตามแนวทางแพทย์แผนจีน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : ใช้โกฐเชียงในตำรับยาที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย และตำรายาไทยระบุว่ามีรสหวานขม ใช้แก้ไข้ แก้สะอึก และแก้เสียดแทงบริเวณชายโครง
- ในตำรับยาไทย : โกฐเชียงเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหลายชนิด เช่น ยาธาตุบรรจบ ยามันทธาตุ ยาหอมนวโกฐ และตำรับยาอื่น ๆ
- ตามแพทย์แผนจีน : รากตังกุยใช้เป็นยาในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงเลือด ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของประจำเดือนและอาการปวด
หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณตามภูมิปัญญาดังกล่าวเป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกสำหรับโกฐเชียงเดี่ยว ๆ ยังมีข้อจำกัด
วิธีใช้
- การใช้เป็นเครื่องยาเดี่ยว : กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุขนาดการใช้ วันละ 6–12 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา
- การใช้ในตำรับยา : ใช้ในปริมาณและวิธีเตรียมตามสูตรตำรับของแต่ละชนิด ไม่ควรนำขนาดของตำรับหนึ่งไปใช้แทนอีกตำรับหนึ่ง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
โกฐเชียงเป็นส่วนประกอบของตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพร ไม่ได้หมายความว่าโกฐเชียงเดี่ยว ๆ เป็นยาที่ใช้รักษาโรคตามรายการเดียวกันทั้งหมด ตัวอย่างตำรับที่มีโกฐเชียง ได้แก่
- ยาธาตุบรรจบ : มีโกฐเชียงเป็นหนึ่งในเครื่องยาหลายชนิด ใช้สำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหารตามข้อบ่งใช้ของตำรับ
- ยามันทธาตุ : มีโกฐเชียงเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้ธาตุไม่ปกติ
- ยาสตรีหลังคลอด : มีโกฐเชียงเป็นส่วนประกอบของตำรับ ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับในการขับน้ำคาวปลา บำรุงเลือด และช่วยให้มดลูกเข้าอู่
- ยาประสะเปราะใหญ่ : มีโกฐเชียงร่วมกับเครื่องยาชนิดอื่นในตำรับ
สารสำคัญ
โกฐเชียงมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยสารที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่
- Z-Ligustilide : เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันระเหยง่าย และเกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมเฉพาะของโกฐเชียง
- n-Butylidenephthalide : เป็นสารกลุ่ม phthalide ที่พบในราก
- Ferulic acid : กรดฟีนอลิกที่ถูกใช้เป็นสารบ่งชี้คุณภาพในการศึกษาทางเคมี
- Polysaccharides : กลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีการศึกษาด้านภูมิคุ้มกันและการสร้างเม็ดเลือด
- น้ำมันระเหยง่าย : พบประมาณร้อยละ 0.2–0.65 โดย Z-ligustilide มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 45–65 ของน้ำมันระเหยง่ายตามข้อมูลมอโนกราฟของกรมการแพทย์แผนไทยฯ
- นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม phenylpropanoids, organic acids, flavonoids และ phthalides อีกหลายชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Angelica sinensis มีจำนวนมาก โดยครอบคลุมด้านพฤกษเคมี เภสัชวิทยา การควบคุมคุณภาพ และการทดลองทางคลินิก อย่างไรก็ตาม ควรแยกผลจากการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ออกจากหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์
- งานทบทวนในช่วงที่ผ่านมาเสนอว่า A. sinensis มีสารออกฤทธิ์มากกว่า 290 ชนิด ครอบคลุมกลุ่มน้ำมันระเหยง่าย กรดอินทรีย์ พอลิแซ็กคาไรด์ phenylpropanoids และ flavonoids
- Z-ligustilide และ ferulic acid เป็นสารที่ได้รับการศึกษามากและถูกนำมาใช้เป็นสารบ่งชี้ในการควบคุมคุณภาพ
- งานวิจัยจำนวนมากรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด และการเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือด แต่หลักฐานจำนวนมากยังเป็นระดับ in vitro หรือสัตว์ทดลอง
- บทความทบทวนล่าสุดยังระบุว่าหลักฐานทางคลินิกของการใช้ A. sinensis แบบสมุนไพรเดี่ยวยังมีจำกัด และผลการศึกษาทางคลินิกจำนวนหนึ่งมาจาก ตำรับยาหลายสมุนไพร จึงไม่สามารถสรุปผลเฉพาะของโกฐเชียงได้โดยตรง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
จากข้อมูลพรีคลินิก มีการรายงานฤทธิ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับโกฐเชียงหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต่อระบบเลือดและการไหลเวียน : มีรายงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างเม็ดเลือดและการไหลเวียนเลือด
- ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดและต้านการเกิดลิ่มเลือด : เป็นประเด็นสำคัญด้านเภสัชวิทยาและสัมพันธ์กับข้อควรระวังเรื่องเลือดออก
- ฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ : โดยเฉพาะการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อเรียบของมดลูก
- ฤทธิ์แก้ปวด : มีข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ phthalides และ phenolic compounds ได้รับการศึกษา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการศึกษาทั้งในสารสกัดและสารประกอบบริสุทธิ์
- ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดและระบบประสาท : มีรายงานในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังต้องมีหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสำคัญต่อผู้ป่วย
ความปลอดภัย
โกฐเชียงไม่ควรถือว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน แม้จะมีประวัติการใช้มายาวนาน โดยเฉพาะเนื่องจากอาจมีผลต่อ การแข็งตัวของเลือดและการทำงานของมดลูก
- การใช้มากหรือใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงเลือดออกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก
- การใช้ระหว่างมีประจำเดือนอาจทำให้เลือดออกมากกว่าปกติ
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้โกฐเชียงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากมีข้อมูลเรื่องผลต่อมดลูกและความเสี่ยงต่อการแท้ง
- การใช้ในหญิงให้นมบุตรควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับอาการแพ้ในทารก
ข้อห้ามใช้
- ห้ามใช้ก่อนการผ่าตัดทุกชนิด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกและทำให้เลือดหยุดยาก
- หลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก เว้นแต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินและสั่งใช้
- ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีประจำเดือนมากผิดปกติควรหลีกเลี่ยงการใช้
- ผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
Warfarin : เป็นปฏิกิริยาที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด มีรายงานกรณีผู้ใช้ Angelica sinensis ร่วมกับ warfarin แล้วค่า INR และ prothrombin time เพิ่มขึ้น และงานทบทวนจัดโกฐเชียงอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่อาจเพิ่มฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดของ warfarin อย่างไรก็ตาม ระดับหลักฐานทางคลินิกยังมีข้อจำกัดและกลไกยังไม่สรุปได้ทั้งหมด
ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin และ Clopidogrel : มีเหตุผลทางเภสัชวิทยาที่อาจเกิดผลเสริมกันต่อการห้ามเลือด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงเลือดออก
ยาที่ผ่านเอนไซม์ตับ CYP : งานทดลองบางส่วนพบว่าองค์ประกอบของ A. sinensis อาจมีผลต่อเอนไซม์ CYP หลายชนิด แต่ความสำคัญทางคลินิกยังแตกต่างกันตามชนิดสารสกัดและขนาดที่ได้รับ จึงไม่ควรสรุปว่าเกิดปฏิกิริยากับยาทุกชนิด
การใช้ในอาหาร
ราก ตังกุย (Dang Gui) มีการใช้ในวัฒนธรรมอาหารจีนและไต้หวัน โดยเฉพาะอาหารประเภทน้ำซุปและอาหารตุ๋น เช่น ซุปไก่ ซุปแกะ และอาหารตุ๋นสมุนไพร รากแห้งให้กลิ่นหอมเฉพาะและใช้ในปริมาณไม่มากเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสของอาหาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ยาสมุนไพรและตำรับยาจีน : ใช้รากแห้งเป็นวัตถุดิบสำคัญ
- ยาสมุนไพรไทย : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายชนิด
- ผลิตภัณฑ์สารสกัด : มีการผลิตสารสกัดน้ำ สารสกัดแอลกอฮอล์ และสารสกัดที่ควบคุมสารสำคัญ
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสมุนไพร : ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหรือเครื่องดื่มแนวสุขภาพในบางประเทศ
- ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับกลิ่นหอม : น้ำมันระเหยง่ายและ phthalides จากรากได้รับความสนใจในด้านกลิ่นและผลิตภัณฑ์จากพืช
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- อายุเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปนิยมเก็บรากเมื่อพืชมีอายุประมาณ 2–3 ปี โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง
- วิธีเก็บเกี่ยว : ขุดรากอย่างระมัดระวัง สลัดดินออกเบา ๆ และไม่ควรล้างน้ำก่อนกระบวนการทำแห้งตามวิธีดั้งเดิม
- การทำแห้ง : ผึ่งในที่ร่มประมาณ 2–3 วัน จากนั้นมัดรวมและแขวนเหนือเตาไฟหรือใช้ความร้อนอ่อน ๆ เป็นระยะเวลาประมาณ 1–3 เดือนตามวิธีดั้งเดิม
- การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง
- คุณภาพระหว่างเก็บ : ข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุว่าหากเก็บไว้นานเกิน 1 ปี ปริมาณ ligustilide และ ferulic acid อาจลดลง จึงควรควบคุมอายุและสภาวะการเก็บรักษา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในภูมิปัญญาจีน รากโกฐเชียงหรือ ตังกุย มีประวัติการใช้มายาวนาน โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับสตรี เช่น ความผิดปกติของประจำเดือน อาการปวด และการดูแลร่างกายในช่วงหลังคลอด นอกจากนี้ยังใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับเลือด การไหลเวียน และระบบทางเดินอาหาร
ในภูมิปัญญาไทย โกฐเชียงถูกนำเข้าสู่ระบบ เภสัชกรรมแผนไทยในฐานะเครื่องยา และเป็นหนึ่งในกลุ่มโกฐที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นในพิกัดยาและตำรับยาหลายชนิด
ประวัติและวัฒนธรรม
ตังกุย (Dang Gui) เป็นชื่อที่ใช้ในแพทย์แผนจีนสำหรับรากของ Angelica sinensis และมีประวัติการใช้ในตำรับสมุนไพรมายาวนานกว่า 2,000 ปี จนได้รับการเรียกในภาษาอังกฤษว่า Chinese Angelica หรือ Dong Quai
ในวัฒนธรรมจีน ตังกุยมีความสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องการบำรุงเลือดและสุขภาพสตรี ขณะที่ในวัฒนธรรมอาหารยังพบการนำตังกุยมาใช้ในอาหารตุ๋นและซุปสมุนไพร โดยเฉพาะอาหารที่รับประทานในช่วงอากาศเย็น
สถานะการอนุรักษ์
ปัจจุบัน Angelica sinensis มีการปลูกเชิงการค้าอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับความต้องการทางยา จึงมีการผลิตจากแหล่งเพาะปลูกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีรายงานทางวิชาการว่าประชากรตามธรรมชาติได้รับผลกระทบจาก การเก็บจากธรรมชาติมากเกินไปและการสูญเสียถิ่นอาศัย จึงมีข้อเสนอให้เพิ่มการเพาะปลูกและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนเพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อประชากรธรรมชาติ
หมายเหตุ : ฐานข้อมูล World Flora Online ที่ตรวจสอบไม่แสดงระดับสถานะ IUCN ของ A. sinensis ไว้อย่างชัดเจน จึงไม่ควรระบุว่าเป็นชนิด “ใกล้สูญพันธุ์” ตาม IUCN โดยไม่มีแหล่งข้อมูลเฉพาะรองรับ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Apiales
- วงศ์ (Family) : Apiaceae
- สกุล (Genus) : Angelica L.
- ชนิด (Species) : Angelica sinensis (Oliv.) Diels
- ชื่อพ้อง (Synonym) : Angelica polymorpha var. sinensis Oliv.
- พันธุ์ที่ได้รับการยอมรับ : Angelica sinensis var. sinensis และ Angelica sinensis var. wilsonii (H.Wolff) Z.H.Pan & M.F.Watson
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์โกฐเชียงควรใช้ทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะเครื่องยา ลักษณะทางจุลทรรศน์ และการตรวจสอบทางเคมี เพื่อป้องกันการปลอมปนหรือการใช้พืชสกุล Angelica ชนิดอื่นแทน
- ลักษณะภายนอก : รากแขนงแห้งเป็นแท่งหรือทรงกระบอก ส่วนโคนมักใหญ่กว่าส่วนปลาย ผิวสีขาวนวลถึงน้ำตาล เนื้อเหนียว รอยหักสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ และมีรสหวาน เผ็ด ขมเล็กน้อย
- ลักษณะจุลทรรศน์ : ภาคตัดขวางพบชั้นคอร์ก เนื้อเยื่อ cortex ท่อหรือช่องน้ำมัน phloem rays cambium และท่อลำเลียง xylem ตามลักษณะเฉพาะของเครื่องยา
- การตรวจสอบ TLC/HPTLC : สามารถตรวจสอบลักษณะลายพิมพ์ทางเคมีและเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน เช่น Z-ligustilide และ ferulic acid
- การตรวจสอบ HPLC/LC-MS/GC-MS : ใช้เพื่อยืนยันและวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม phthalides และ ferulic acid
- การตรวจสอบชนิดพืช : มีความสำคัญเนื่องจากรากของพืชสกุล Angelica หลายชนิดอาจถูกนำมาทดแทนกันในตลาด แต่มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). โกฐเชียง: ข้อมูล Monograph. กระทรวงสาธารณสุข.
- ชยันต์ พิเชียรสุนทร, และวิเชียร จีรวงส์. (2546). ที่มาของคำ “โกษฐ์” และโกษฐ์ที่ใช้มากในยาไทย. วารสารราชบัณฑิตยสถาน, 28(1), 113–119.
- ชยันต์ พิเชียรสุนทร, และวิเชียร จีรวงส์. (2547). คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม 5 คณาเภสัช (พิมพ์ครั้งที่ 2). สำนักพิมพ์อมรินทร์.
- ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต, และวิเชียร จีรวงส์. (2548). คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์ ฉบับเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 (พิมพ์ครั้งที่ 2). สำนักพิมพ์อมรินทร์และมูลนิธิภูมิปัญญา.
- ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พิมพ์ครั้งที่ 2). ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์.
- Ge, B., Zhang, Z., & Zuo, Z. (2014). Updates on the clinical evidenced herb-warfarin interactions. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2014, 957362.
- Ma, Z. J., et al. (2016). Angelica sinensis in China—A review of botanical profile, ethnopharmacology, phytochemistry and chemical analysis. Journal of Ethnopharmacology, 190, 116–141.
- She, M., Pu, F., Pan, Z., Watson, M. F., Cannon, J. F. M., Holmes-Smith, I., Kljuykov, E. V., Phillippe, L. R., & Pimenov, M. G. (2005). Apiaceae. In Z. Y. Wu & P. H. Raven (Eds.), Flora of China (Vol. 14, p. 168). Science Press & Missouri Botanical Garden Press.
- Tang, W., & Eisenbrand, G. (1992). Chinese drugs of plant origin: Chemistry, pharmacology, and use in traditional and modern medicine. Springer-Verlag.
- World Health Organization. (2004). WHO monographs on selected medicinal plants: Volume 2. World Health Organization.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Angelica sinensis (Oliv.) Diels. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Angelica sinensis (Oliv.) Diels.
