โกฐชฎามังสี
โกฐชฎามังสี หรือ โกฐชฎามังษี เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่มีความสำคัญในตำรับยาไทย โดยเฉพาะกลุ่ม พิกัดโกฐทั้งเก้า (เนาวโกฐ) และตำรับยาหอมหลายชนิด สมุนไพรชนิดนี้ได้จากพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตเทือกเขาหิมาลัย และมีชื่อสามัญว่า Jatamansi หรือ Spikenard ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับคือ Nardostachys jatamansi (D.Don) DC. อยู่ในวงศ์ Caprifoliaceae โดยในตำรายาและเอกสารเก่าบางแห่งอาจพบการจัดอยู่ในวงศ์ Valerianaceae เนื่องจากการปรับปรุงระบบอนุกรมวิธานในปัจจุบัน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: โกฐชฎามังสี
- ชื่อที่พบในเอกสาร: โกฐชฎามังษี, โกฐจุฬารส
- ชื่อสามัญ: Jatamansi, Spikenard, Indian Spikenard, Muskroot
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Nardostachys jatamansi (D.Don) DC.
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ: Nardostachys grandiflora DC., Nardostachys chinensis Batalin, Patrinia jatamansi D.Don และ Valeriana jatamansi D.Don
- วงศ์: Caprifoliaceae
- สกุล: Nardostachys
- ส่วนที่ใช้เป็นยา: เหง้าและราก โดยเฉพาะส่วนของเหง้าที่มีกลิ่นหอม
- ลักษณะเด่น: เป็นพืชล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดินและรากจำนวนมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- แหล่งวัตถุดิบในประเทศไทย: โดยทั่วไปเป็นเครื่องยาที่นำเข้าจากแหล่งผลิตในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย
- สถานะด้านการอนุรักษ์: มีรายงานอยู่ในสถานะ Critically Endangered (CR) ตามข้อมูลที่ Kew อ้างอิงจาก IUCN
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ขนาดเล็ก มีเหง้าใต้ดินและส่วนเหนือดินเป็นกอ ใบส่วนใหญ่รวมกันเป็นกระจุกบริเวณโคนต้น ก้านช่อดอกตั้งตรง โดยข้อมูลจาก Flora of China ระบุว่าช่อดอกมีความสูงประมาณ 5–50 เซนติเมตร
- เหง้า: เหง้าแข็งและค่อนข้างหนา มีลักษณะเป็นเหง้าอวบหรือเป็นแท่งแตกแขนงได้ มีรากเส้นเล็กจำนวนมากปกคลุมอยู่โดยรอบ มีกลิ่นหอมแรงและเป็นลักษณะสำคัญที่ใช้ในการจำแนกเครื่องยาโกฐชฎามังสี
- ราก: มีรากจำนวนมากเป็นเส้นเล็กยาวรวมกันเป็นกระจุก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รากและเหง้าเป็นส่วนที่มีสารกลุ่มน้ำมันหอมระเหยและสารกลุ่ม sesquiterpenes จำนวนมาก
- ใบ: ใบเดี่ยวออกเป็นกระจุกบริเวณโคนต้น รูปแคบถึงรูปใบหอกหรือรูปไข่กลับ แผ่นใบประมาณ 3–25 × 0.5–2.5 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบมนถึงแหลม ใบตามลำต้นมีขนาดเล็กกว่าและอาจไม่มีก้านใบ
- ดอก: ดอกออกเป็นช่อ ดอกย่อยมีสีม่วงอมแดง สีชมพู หรือสีม่วงแดง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ขนาดกลีบดอกประมาณ 4.5–9 มิลลิเมตร
- ผล: เป็นผลแห้งแบบ achene รูปไข่กลับ ขนาดประมาณ 3–4 มิลลิเมตร มีขนสีขาวปกคลุมบางส่วนหรือทั่วผล
- เมล็ด: เมล็ดมีขนาดเล็กและเป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยเมล็ดสามารถกระจายออกจากต้นหลังการติดผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
โกฐชฎามังสีมีถิ่นกำเนิดในเขตเทือกเขาหิมาลัย และพื้นที่ภูเขาสูงตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงจีนตะวันตกและตอนกลาง รวมถึงพื้นที่ทางตอนเหนือของเมียนมา โดยพบในระบบนิเวศแบบ subalpine และ subarctic เป็นหลัก
- แหล่งกระจายพันธุ์สำคัญ: อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน และพื้นที่หิมาลัยบางส่วน
- ระดับความสูง: มักพบในพื้นที่ภูเขาสูง โดยมีรายงานตั้งแต่ประมาณ 2,200 เมตรขึ้นไปจนมากกว่า 4,800 เมตรจากระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่
- สภาพแวดล้อม: ชอบพื้นที่เย็น บริเวณลาดเขา ทุ่งหญ้าอัลไพน์ พื้นที่หินและดินที่ระบายน้ำได้ดี
- ประเทศไทย: ไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของไทย และการใช้ในทางการแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่เป็นการใช้ในรูป เครื่องยาที่นำเข้า
การปลูกและการขยายพันธุ์
โกฐชฎามังสีเป็นพืชที่ต้องการสภาพแวดล้อมแบบภูเขาสูงและอากาศเย็น จึงไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนทั่วไปของประเทศไทย การปลูกเชิงอนุรักษ์และเชิงพาณิชย์จึงมักดำเนินการในพื้นที่สูงที่มีสภาพใกล้เคียงถิ่นกำเนิด
- การเพาะเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดได้ โดยการศึกษาพบว่าสภาพอุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส ร่วมกับแสงต่อเนื่องและการกระตุ้นด้วย GA₃ สามารถช่วยเพิ่มการงอกของเมล็ดได้
- วัสดุเพาะ: ดิน ทราย และปุ๋ยคอกหรืออินทรียวัตถุในสัดส่วนที่เหมาะสมช่วยสนับสนุนการงอกและการเจริญเติบโต
- การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า: สามารถใช้ส่วนของเหง้าที่มีตาหรือหน่อสำหรับขยายพันธุ์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีศักยภาพในการเพิ่มจำนวนต้นได้เร็วกว่าเมล็ดในบางระบบ
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีการพัฒนาเทคนิค micropropagation โดยใช้ชิ้นส่วนเหง้าที่มีตา สามารถกระตุ้นการเกิดหน่อและรากในอาหารสังเคราะห์ และมีศักยภาพสำหรับการผลิตต้นพันธุ์เพื่อช่วยลดการเก็บจากธรรมชาติ
- สภาพแสง: งานศึกษาด้านการขยายพันธุ์ระบุว่าสภาพกึ่งเปิดหรือมีร่มเงาเล็กน้อยสามารถเหมาะสมต่อการเจริญของต้นกล้าในระบบเพาะปลูกบางพื้นที่
- ข้อควรคำนึง: เนื่องจากเป็นพืชสถานะวิกฤตด้านการอนุรักษ์ การนำเหง้าหรือรากจากธรรมชาติมาใช้ในการขยายพันธุ์ไม่ควรส่งเสริมโดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ประชากรธรรมชาติ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้าและราก: เป็นส่วนสำคัญที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา
- เหง้า: เป็นส่วนที่มีกลิ่นหอมเด่นและมีสารกลุ่ม sesquiterpenes จำนวนมาก
- น้ำมันหอมระเหยจากรากและเหง้า: ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องหอม น้ำหอม และผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางประเภท
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
การใช้ โกฐชฎามังสีตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มักใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา มากกว่าการใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว โดยเฉพาะกลุ่ม พิกัดโกฐทั้งเก้า หรือเนาวโกฐ
- ตามตำรายาไทย: ใช้เกี่ยวกับอาการทางลม เช่น วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และลมจุกแน่นในท้อง
- ระบบทางเดินอาหาร: ใช้เป็นเครื่องยาที่เกี่ยวข้องกับการขับลม ช่วยย่อยอาหาร และบรรเทาอาการแน่นท้องตามภูมิปัญญา
- ตามตำรับยาไทย: ใช้ร่วมกับเครื่องยาชนิดอื่นเพื่อแก้อาการไข้บางชนิด แก้หอบ ไอ อาการสะอึก และอาการที่เกี่ยวข้องกับลมในกองธาตุ
- ด้านสตรี: ตำรายาโบราณบางแห่งกล่าวถึงการใช้เกี่ยวกับการขับระดูหรือโลหิตระดูที่ผิดปกติ
- การแพทย์อายุรเวท: มีการใช้เหง้าและรากในตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท การนอนหลับ อาการชัก และภาวะทางจิตประสาท
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด
วิธีใช้
- รูปแบบเครื่องยา: ใช้เหง้าและรากที่ผ่านการเตรียมเป็นเครื่องยาแห้ง บดเป็นผง หรือใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา
- ในตำรับยาไทย: ใช้ตามปริมาณและวิธีเตรียมที่กำหนดในตำรับยาแต่ละชนิด ไม่ควรกำหนดขนาดของสมุนไพรเดี่ยวจากข้อมูลตำรับโดยไม่พิจารณาส่วนประกอบอื่น
- ในงานศึกษาทางคลินิก: มีการศึกษาขนาดการใช้แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น การศึกษาความดันโลหิตใช้ผลิตภัณฑ์ N. jatamansi รวม 3 กรัมต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนการศึกษาภาวะนอนไม่หลับใช้ผง Jatamansi 4 กรัมร่วมกับนม วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 1 เดือน
ไม่ควรนำขนาดจากงานวิจัยมาใช้เป็นคำแนะนำในการรักษาด้วยตนเอง เนื่องจากรูปแบบสารสกัด คุณภาพวัตถุดิบ และผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
โกฐชฎามังสีมีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยในบัญชียาจากสมุนไพร โดยพบในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือกลุ่มยาแก้ลม
- ยาหอมเทพจิตร: มีโกฐชฎามังสีเป็นส่วนประกอบร่วมกับโกฐชนิดอื่น เทียน และเครื่องยาหอมหลายชนิด
- ยาหอมนวโกฐ: มีโกฐชฎามังสีเป็นหนึ่งใน โกฐทั้งเก้า
- พิกัดโกฐทั้งเก้า (เนาวโกฐ): โกฐชฎามังสีเป็นหนึ่งในเครื่องยาที่ประกอบด้วยโกฐ 9 ชนิด
- สรรพคุณของตำรับที่เกี่ยวข้อง: ใช้ในตำรับสำหรับอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และอาการจุกแน่นจากลมตามข้อกำหนดของตำรับ
สารสำคัญ
สารที่พบใน โกฐชฎามังสี มีทั้งสารระเหยและสารไม่ระเหย โดยกลุ่มที่มีความสำคัญ ได้แก่ sesquiterpenes, coumarins, lignans, neolignans และ alkaloids
- Jatamansone หรือ Valeranone: เป็น sesquiterpene ที่มีการกล่าวถึงอย่างเด่นในน้ำมันหอมระเหยของโกฐชฎามังสี
- Jatamansinol
- Jatamansin
- Jatamansic acid
- Jatamol A
- Jatamol B
- Nardosinone
- Nardol
- Nardal
- Oroselol
- Spirojatamol
- Patchouli alcohol
- Angelicin
- Actinidine
- สารกลุ่ม coumarins และ sesquiterpenes อีกหลายชนิด
องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยอาจเปลี่ยนแปลงตามแหล่งปลูก อายุพืช ส่วนของพืช และวิธีการทำแห้ง จึงไม่ควรถือว่าตัวอย่างโกฐชฎามังสีทุกแหล่งมีองค์ประกอบในสัดส่วนเดียวกัน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับ Nardostachys jatamansi โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับ สารสกัด เซลล์ และสัตว์ทดลอง ขณะที่หลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำนวนจำกัด
- ระบบประสาทและการนอนหลับ: งานวิจัยในสัตว์พบว่าสารจากเหง้าอาจมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางและมีฤทธิ์สงบประสาทในระดับหนึ่ง
- ภาวะนอนไม่หลับ: การศึกษาขนาดเล็กในมนุษย์เปรียบเทียบ Jatamansi กับ Tagara พบว่ากลุ่ม Jatamansi มีการปรับปรุงตัวชี้วัดด้านการเริ่มหลับ ระยะเวลาการนอน และการรบกวนการนอน แต่ขนาดตัวอย่างมีน้อย จึงยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลทั่วไป
- ความดันโลหิต: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่ม placebo ขนาดเล็กในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน 40 ราย รายงานว่ากลุ่มที่ได้รับ N. jatamansi 3 กรัมต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์มีความดันโลหิตลดลง อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และการศึกษาซ้ำเพื่อยืนยันผล
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดเอทานอลในน้ำจาก N. jatamansi สามารถลดตัวชี้วัดการอักเสบบางชนิดในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง เช่น nitric oxide, PGE₂, IL-1β, IL-6 และ TNF-α
- ระบบประสาทและการปกป้องเซลล์ประสาท: มีรายงานการศึกษาสารบางชนิด เช่น jatamansinol และสารสกัดจากพืชเกี่ยวกับฤทธิ์ neuroprotective และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความจำและโรคทางระบบประสาท แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
จากการทบทวนวรรณกรรมพบรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางและสงบประสาท
- ฤทธิ์ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ
- ฤทธิ์ต้านการชัก
- ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาท
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์ปกป้องตับ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด
- ฤทธิ์ลดความดันโลหิต
- ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
- ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด
- ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ
- ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาจำนวนมากเป็นผลจาก สารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในแบบจำลองทดลอง ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของเครื่องยาโกฐชฎามังสีที่ใช้ในมนุษย์โดยตรง
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของโกฐชฎามังสียังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้แพร่หลาย จึงควรใช้ตามตำรับและขนาดที่เหมาะสม
- การศึกษาทางสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดบางชนิดมีค่าความเป็นพิษเฉียบพลันค่อนข้างสูง แต่ค่าความเป็นพิษขึ้นกับชนิดของสารสกัด วิธีให้สาร และสัตว์ทดลอง
- มีข้อมูลการศึกษาที่พบฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง จึงควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับสารหรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท
- การใช้ขนาดสูงหรือใช้สารสกัดเข้มข้นไม่ควรเทียบเท่ากับการใช้เครื่องยาในตำรับแผนไทย
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกยังมีจำกัด จึงไม่ควรระบุข้อห้ามใช้เฉพาะโรคเกินกว่าหลักฐานที่มี แต่ควรใช้ความระมัดระวังในกรณีต่อไปนี้
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบสมุนไพรเดี่ยวหรือสารสกัดเข้มข้น หากไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่ใช้ยากดประสาทหรือยานอนหลับ: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาถึงฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง
- ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำหรือใช้ยาลดความดันโลหิต: ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะมีการศึกษาที่รายงานฤทธิ์ลดความดันโลหิต
- ก่อนการผ่าตัด: ควรแจ้งแพทย์ถึงการใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากโกฐชฎามังสีทั้งหมด
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
หลักฐานการเกิดปฏิกิริยาระหว่าง โกฐชฎามังสีกับยาในมนุษย์โดยตรงยังมีจำกัด จึงควรใช้หลักการเฝ้าระวังจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีรายงาน
- ยานอนหลับและยากดระบบประสาทส่วนกลาง: อาจมีโอกาสเสริมฤทธิ์กัน เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองที่แสดงฤทธิ์กดระบบประสาทและสงบประสาท
- ยาลดความดันโลหิต: ควรระวังการเสริมฤทธิ์ลดความดัน เนื่องจากมีการศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กที่พบผลลดความดันโลหิต
- ยาหรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- ยาชนิดอื่น: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่างยาที่ชัดเจน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
โกฐชฎามังสีมีคุณค่าด้าน น้ำมันหอมระเหยและกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท
- น้ำมันหอมระเหย Spikenard
- น้ำหอมและผลิตภัณฑ์เครื่องหอม
- ผลิตภัณฑ์อโรมาเทอราพี
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยา
- เครื่องหอมและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในบางวัฒนธรรม
น้ำมันจากราก Nardostachys jatamansi มีการระบุหน้าที่เป็นสารให้กลิ่นหอมและสารปรับสภาพผิวในฐานข้อมูลส่วนผสมเครื่องสำอาง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนที่เก็บเกี่ยว: รากและเหง้า
- ช่วงการเก็บ: ควรเก็บจากแหล่งปลูกที่มีการจัดการอย่างยั่งยืนและเก็บในช่วงที่ส่วนใต้ดินมีการสะสมสารสำคัญเหมาะสม
- การทำความสะอาด: แยกดินและสิ่งปนเปื้อนออกจากรากและเหง้า แล้วทำความสะอาดอย่างเหมาะสม
- การทำแห้ง: สามารถทำแห้งในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท หรือใช้การทำแห้งแบบควบคุมอุณหภูมิ งานวิจัยด้านองค์ประกอบน้ำมันหอมระเหยพบว่าวิธีการทำแห้งสามารถส่งผลต่อองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบ
- การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง
- น้ำมันหอมระเหย: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและป้องกันแสงและความร้อน เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของน้ำมันหอมระเหย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
โกฐชฎามังสีเป็นเครื่องยาที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการแพทย์หลายระบบในเอเชีย ทั้งอายุรเวท การแพทย์ทิเบต การแพทย์จีน และการแพทย์พื้นบ้านในพื้นที่หิมาลัย
ในภูมิปัญญาการแพทย์ไทย โกฐชฎามังสีมีความสำคัญในฐานะหนึ่งใน เนาวโกฐ และมักใช้ร่วมกับเครื่องยาหลายชนิดเพื่อจัดสมดุลอาการตามหลักการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับ ลม วิงเวียน คลื่นเหียน และระบบทางเดินอาหาร
ประวัติและวัฒนธรรม
โกฐชฎามังสีหรือ Jatamansi เป็นพืชหอมที่มีประวัติการใช้มายาวนานในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในระบบ อายุรเวทและการแพทย์พื้นบ้านของภูมิภาคหิมาลัย นอกจากการใช้เป็นยาแล้ว น้ำมันหอมระเหยจากพืชยังมีประวัติการใช้เป็นเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมและวัฒนธรรม
ในประเทศไทย โกฐชฎามังสีมีความสำคัญในฐานะ เครื่องยาไทยนำเข้า และปรากฏอยู่ในตำรับยาแผนไทย โดยเฉพาะตำรับ ยาหอมเทพจิตร และ ยาหอมนวโกฐ รวมถึงพิกัด โกฐทั้งเก้า
สถานะการอนุรักษ์
โกฐชฎามังสี (Nardostachys jatamansi) มีสถานะ Critically Endangered (CR) หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ตามข้อมูลสถานะ IUCN ที่ Kew นำมาแสดงใน Plants of the World Online
ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของประชากร ได้แก่
- การเก็บเกี่ยวรากและเหง้าจากธรรมชาติมากเกินไป
- ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหย
- การสูญเสียและเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัย
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การฟื้นตัวตามธรรมชาติที่ค่อนข้างจำกัด
งานวิจัยและโครงการอนุรักษ์จึงให้ความสำคัญกับ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การผลิตต้นพันธุ์ การปลูกทดแทน และการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Tracheophyta
- Class: Magnoliopsida
- Order: Dipsacales
- Family: Caprifoliaceae
- Genus: Nardostachys
- Species: Nardostachys jatamansi
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Nardostachys jatamansi (D.Don) DC.
ปัจจุบันฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล เช่น Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Nardostachys jatamansi (D.Don) DC. เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัดอยู่ในวงศ์ Caprifoliaceae ส่วนชื่อ Nardostachys grandiflora DC. ถือเป็นชื่อพ้อง
ชื่อพ้องที่สำคัญ: Patrinia jatamansi D.Don, Nardostachys grandiflora DC., Nardostachys chinensis Batalin และ Valeriana jatamansi D.Don
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ โกฐชฎามังสี ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางเภสัชเวท และองค์ประกอบทางเคมี
- ลักษณะภายนอก: เหง้าและรากมีลักษณะเป็นชิ้นหรือเส้นจำนวนมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- สีและลักษณะของเครื่องยา: เหง้าแห้งมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้มและมีรากเส้นเล็กจำนวนมากปกคลุม
- กลิ่น: มีกลิ่นหอมแรง เป็นลักษณะสำคัญของเครื่องยา
- การตรวจทางจุลทรรศน์: ใช้ตรวจลักษณะเนื้อเยื่อของเหง้าและรากเพื่อแยกจากเครื่องยาที่มีลักษณะคล้ายกัน
- การตรวจสารสำคัญ: สามารถใช้เทคนิค chromatographic เช่น GC-MS และ HPLC เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและใช้เป็นข้อมูลประกอบการควบคุมคุณภาพ
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรมีตัวอย่างพรรณไม้ที่ได้รับการระบุชนิดและเก็บเป็น voucher specimen เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบ งานวิจัยด้านองค์ประกอบน้ำมันหอมระเหยของ N. jatamansi มีการตรวจสอบตัวอย่างกับ Botanical Survey of India และจัดเก็บ voucher specimen ก่อนการวิเคราะห์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
เอกสารอ้างอิงภาษาไทย
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ: โกฐชฎามังษี Jatamansi. มหาวิทยาลัยมหิดล.
จันคนา บูรณะโอสถ, ปนัดดา พัฒนาวศิน, ภัทราวดี เหลืองชุวประณีต, ปกรณ์ คามวุฒิ และอุทัย โสธนะพันธุ์. (2559). การวิเคราะห์หาองค์ประกอบของสารหอมระเหยจากเครื่องยาในสกัดเนาวโกฐด้วยวิธีแก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโทรเมทรี. วารสารไทยไภษัชยนิพนธ์, 11(2), 45–60.
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร: โกฐชฎามังสี.
เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ
- Chauhan, R. S., & Nautiyal, M. C. (2007). Seed germination and seed storage behaviour of Nardostachys jatamansi DC., an endangered medicinal herb of high-altitude Himalaya. Current Science, 92(11), 1620–1624.
- Dhiman, N., Devi, K., & Bhattacharya, A. (2021). Development of low cost micropropagation protocol for Nardostachys jatamansi: A critically endangered medicinal herb of Himalayas. South African Journal of Botany, 140, 468–477. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2021.04.002
- Pathak, S., & Godela, R. (2024). Nardostachys jatamansi: Phytochemistry, ethnomedicinal uses, and pharmacological activities: A comprehensive review. Fitoterapia, 172, 105764. https://doi.org/10.1016/j.fitote.2023.105764
- Plants of the World Online. (2026). Nardostachys jatamansi (D.Don) DC. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Purnima, Bhatt, M., & Kothiyal, P. (2015). A review article on phytochemistry and pharmacological profiles of Nardostachys jatamansi DC—Medicinal herb. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 3(5), 102–106.
- Sharma, S., et al. (2015). A comparative clinical study on the effect of Tagara (Valeriana wallichii DC.) and Jatamansi (Nardostachys jatamansi DC.) in the management of Anidra (primary insomnia). AYU, 36(4), 427–431.
- Sharma, V., et al. (2020). Efficacy of Nardostachys jatamansi (D.Don) DC in essential hypertension: A randomized controlled study. Journal of Integrative Medicine.
- World Flora Online. (2026). Nardostachys jatamansi (D.Don) DC.
