กำลังช้างเผือก

กำลังช้างเผือก

กำลังช้างเผือก

กำลังช้างเผือก เป็นชื่อพื้นเมืองของพรรณไม้ที่มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรในประเทศไทย โดยเฉพาะในภูมิปัญญาภาคเหนือและภาคกลาง ทั้งยังเป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อยที่มีดอกหอมและมีคุณค่าด้านไม้ประดับ สำหรับข้อมูลสมุนไพรในบทความนี้หมายถึง กำลังช้างเผือก ชนิด Hiptage benghalensis (L.) Kurz วงศ์ Malpighiaceae ไม่ใช่ รางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งในบางพื้นที่ก็มีชื่อเรียก “กำลังช้างเผือก” เช่นกัน จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ทุกครั้งก่อนนำไปใช้เป็นยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กำลังช้างเผือก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Hiptage benghalensis (L.) Kurz
  • วงศ์: Malpighiaceae
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Banisteria benghalensis L., Hiptage madablota Gaertn., Hiptage javanica Blume และ Hiptage parvifolia Wight & Arn.
  • ชื่อท้องถิ่น: กำลังช้างเผือก, พญาช้างเผือก, โนรา, สะเลา, แหนปีก, กะลังจ่าง โดยชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Bengal clock vine, Helicopter flower, Hiptage
  • ลักษณะโดยทั่วไป: ไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอม และผลมีปีก 3 ปีก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้

ข้อควรระวังเรื่องชื่อ: ชื่อ “กำลังช้างเผือก” ในเอกสารไทยไม่ได้หมายถึงพืชชนิดเดียวเสมอไป เพราะ รางจืด (Thunbergia laurifolia) ก็มีชื่อท้องถิ่นว่ากำลังช้างเผือกเช่นกัน ดังนั้นฐานข้อมูลสมุนไพรควรใช้ ชื่อวิทยาศาสตร์ควบคู่กับชื่อไทย เพื่อป้องกันการใช้สมุนไพรผิดชนิด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาขนาดใหญ่ ลำต้นและกิ่งมีเนื้อไม้ สามารถเลื้อยหรือพาดไปตามต้นไม้อื่นได้
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี รูปรีแกมขอบขนานถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างหนาและมีต่อมบริเวณโคนแผ่นใบหรือก้านใบในบางลักษณะ
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีกลิ่นหอม กลีบดอกโดยทั่วไปมี 5 กลีบ สีขาว ครีม หรืออมชมพู และมักมีแต้มสีเหลืองบริเวณกลางดอก เกสรเพศผู้มี 10 อัน
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบมีปีก หรือ samara มีปีก 3 ปีกไม่เท่ากัน โดยปีกหนึ่งมีขนาดใหญ่เด่นชัด ช่วยให้ผลกระจายไปกับลม
  • เมล็ด: มีลักษณะค่อนข้างกลมและอยู่ภายในผลมีปีก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กำลังช้างเผือกมีถิ่นกำเนิดกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย โดยพบตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา เมียนมา จีนตอนใต้ อินโดจีน ไทย ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในประเทศไทยมีรายงานการพบในหลายพื้นที่ และข้อมูลของไทยระบุว่าพบได้ทั่วประเทศยกเว้นภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณป่าผลัดใบและบริเวณชายป่าในพื้นที่สูงประมาณ 300–1,600 เมตรสำหรับกลุ่มที่ระบุเป็น Hiptage benghalensis subsp. candicans

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเพาะเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยผลที่มีปีกช่วยให้เมล็ดกระจายโดยลม
  • การตอนกิ่ง: เป็นวิธีที่มีรายงานว่าเหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์ในประเทศไทย และช่วยให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่
  • การปักชำ: สามารถใช้กิ่งปักชำได้เช่นกัน โดยมีรายงานการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำ
  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ทั้งในสภาพชื้นและพื้นที่ที่มีช่วงแห้งแล้ง พบได้ตั้งแต่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงพื้นที่สูงประมาณ 1,000–2,000 เมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่และชนิดย่อย
  • แสง: สามารถปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อปลูกเพื่อให้ดอก
  • การดูแล: เนื่องจากเป็นไม้เลื้อย ควรมีค้างหรือโครงสร้างให้เกาะ และควรควบคุมการแตกกิ่งและการกระจายพันธุ์หากปลูกในพื้นที่จำกัด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อไม้หรือแก่น: เป็นส่วนที่มีการใช้ในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะในฐานะยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ และช่วยเจริญอาหาร
  • เปลือก: มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรในระบบการแพทย์พื้นบ้านของหลายประเทศ
  • ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคผิวหนังและหิดในบางพื้นที่ของเอเชีย
  • รากหรือเปลือกราก: มีการศึกษาทางพฤกษเคมีและพบสารสำคัญหลายชนิด เช่น hiptagin และ mangiferin

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ตามข้อมูลภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรไทย กำลังช้างเผือก โดยเฉพาะเนื้อไม้หรือแก่น มีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาเพื่อ

  • บำรุงกำลังและบำรุงร่างกาย
  • บำรุงธาตุ
  • ช่วยให้เจริญอาหาร
  • แก้อ่อนเพลีย
  • ขับลม
  • แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ
  • บำรุงกำหนัด
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ตามความเชื่อและภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของประเทศอื่น มีการใช้ ใบ เปลือก และส่วนต่าง ๆ ของต้น สำหรับอาการทางผิวหนัง หิด โรคข้อและรูมาติก รวมถึงอาการไอและหอบหืด แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นการใช้ตามระบบการแพทย์ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

วิธีใช้

ข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมของไทยพบว่า เนื้อไม้หรือแก่นกำลังช้างเผือก สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา หรือใช้ในลักษณะ ยาดอง เพื่อบำรุงกำลังและบำรุงร่างกาย โดยเอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวถึงกำลังช้างเผือกในกลุ่มสมุนไพรที่ใช้ประกอบตำรับยาดองเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐาน ระยะเวลาใช้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์สำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรกำหนดขนาดยารับประทานขึ้นเองจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Hiptage benghalensis ได้แก่

  • Hiptagin พบเด่นในส่วนเปลือกราก
  • Mangiferin พบในราก
  • Friedelin
  • Epifriedelanol / Epifriedelinol
  • α-Amyrin
  • β-Sitosterol
  • Daucosterol
  • β-Sitosterol-β-D-glucoside
  • 1-Octacosanol
  • Tannins และ saponins ในใบ
  • สารกลุ่ม flavonoids ในส่วนเหนือดิน เช่น ใบ ดอก และลำต้น

นอกจากนี้ เมล็ดของกำลังช้างเผือกมีน้ำมันที่มี ricinoleic acid ในสัดส่วนสูง โดยงานวิจัยหนึ่งรายงานว่ามีประมาณ 80% ของกรดไขมันในน้ำมันเมล็ด ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสนใจในด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรมมากกว่าการใช้เป็นอาหารหรือยารับประทาน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกำลังช้างเผือกส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การศึกษาในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาทางพฤกษเคมี มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

  • งานวิจัยด้าน ฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารกลุ่ม triterpenes และ steroid derivatives ที่แยกได้จากเปลือกลำต้นสามารถลดการสร้าง NO และ PGE₂ รวมทั้งลดการแสดงออกของ iNOS และ COX-2 ในเซลล์ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS และสารบางชนิดเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเส้นทาง NF-κB
  • งานศึกษาด้าน ฤทธิ์ต้านแมลง พบว่าสารสกัดจากเปลือกรากมีฤทธิ์ต่อลูกน้ำและตัวเต็มวัยของยุงบางชนิด เช่น Aedes albopictus, Anopheles barbirostris และ Culex quinquefasciatus ในการทดลอง
  • มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ากำลังช้างเผือกรักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
  • งานศึกษาพฤกษเคมีพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด จึงมีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อด้าน ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และเภสัชวิทยา

สรุปหลักฐาน: ปัจจุบันยังไม่ควรนำผลการทดลองในเซลล์หรือสัตว์มาอ้างว่า กำลังช้างเผือกรักษาโรคในมนุษย์ได้ เนื่องจากยังขาดข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพและขนาดตัวอย่างเพียงพอ

เภสัชวิทยา

ข้อมูลเภสัชวิทยาที่มีการรายงาน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารบางชนิดจากเปลือกลำต้นมีผลต่อ NO, PGE₂, iNOS, COX-2 และ NF-κB ในเซลล์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง: มีรายงานว่าสารสกัดเอทานอลจากส่วนเหนือดินมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางในการศึกษาก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต: มีรายงานฤทธิ์ลดความดันในสัตว์ทดลอง/การศึกษาก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิ: มีการศึกษาสารสกัดจากใบและพบฤทธิ์ต่อหนอนพยาธิในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านแมลง: สารสกัดจากเปลือกรากมีฤทธิ์ต่อลูกน้ำและยุงบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ: เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากองค์ประกอบกลุ่ม triterpenes, sterols และสารฟีนอลิก

ผลดังกล่าวเป็น เภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิก ไม่ควรนำไปเทียบเท่าประสิทธิผลของยาที่ได้รับการรับรองสำหรับรักษาโรค

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของกำลังช้างเผือกในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับ การใช้ระยะยาว การใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ขนาดสูง และการใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน

งานทดลองความเป็นพิษในสัตว์มีผลแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัด ส่วนของพืช และวิธีการทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่า “ปลอดภัยในทุกขนาด” จากผลการศึกษาก่อนคลินิกเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่ต้องการใช้กำลังช้างเผือกเป็นยารับประทานควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุ ชื่อวิทยาศาสตร์และส่วนของพืชอย่างชัดเจน และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อการรักษาโรคด้วยตนเองในกรณีต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • เด็ก: ไม่มีข้อมูลขนาดใช้ที่เหมาะสมเพียงพอ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้
  • ผู้ที่แพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรชนิดนี้: ควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคข้ออักเสบ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกำลังช้างเผือกกับยาในมนุษย์

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลก่อนคลินิกว่าสารสกัดของพืชอาจมีฤทธิ์ ลดความดันโลหิต กดระบบประสาทส่วนกลาง และลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง ดังนั้นในทางทฤษฎีผู้ที่ใช้ ยาลดความดัน ยากดประสาท หรือยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรใช้ความระมัดระวังและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน

ข้อมูลข้างต้นเป็น ข้อควรระวังจากหลักฐานก่อนคลินิก ไม่ใช่การยืนยันว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาในมนุษย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

สำหรับการใช้เป็นสมุนไพร ควรเก็บเกี่ยวจากต้นที่ ระบุชนิดได้ถูกต้อง และแยกส่วนที่ใช้ เช่น แก่น เนื้อไม้ เปลือก หรือใบอย่างชัดเจน

  • เก็บเกี่ยวในพื้นที่สะอาด ห่างจากสารเคมีและแหล่งมลพิษ
  • หลีกเลี่ยงพืชที่มีเชื้อรา แมลง หรือการปนเปื้อน
  • หากใช้เนื้อไม้หรือเปลือก ควรทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม
  • ทำให้แห้งสนิท ก่อนเก็บเพื่อช่วยลดความชื้นและการเกิดเชื้อรา
  • เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และพ้นแสงแดด
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อสมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการสับสนกับสมุนไพรที่มีชื่อท้องถิ่นเหมือนกัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กำลังช้างเผือกมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีการใช้ แก่นหรือเนื้อไม้ เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้อ่อนเพลีย ขับลม และแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังบันทึก กำลังช้างเผือก (Hiptage bengalensis var. candicans) ไว้ในข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้ในตำรับยาดองเหล้าพื้นบ้านของภาคเหนือ โดยระบุการใช้แก่นเพื่อบำรุงกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร แก้อ่อนเพลีย ขับลม และแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ

ประวัติและวัฒนธรรม

กำลังช้างเผือกมีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ โดยชื่อ พญาช้างเผือก กำลังช้างเผือก โนรา สะเลา และแหนปีก สะท้อนการเรียกชื่อพรรณไม้ตามภูมิภาคของประเทศไทย

นอกจากเป็นสมุนไพรแล้ว พืชชนิดนี้ยังมีคุณค่าด้าน ไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกสวยและมีกลิ่นหอม จึงมีการนำไปปลูกตามสวนและพื้นที่จัดภูมิทัศน์ในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Hiptage benghalensis มีสถานะการประเมินความเสี่ยงเป็น Least Concern (LC) และการประเมินการสูญพันธุ์ในระดับหนึ่งระบุว่าไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม พืชชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้ดีและมีรายงานว่าเป็น พืชต่างถิ่นรุกราน ในบางประเทศ เช่น ฮาวาย ฟลอริดา มอริเชียส และออสเตรเลีย ดังนั้นการนำไปปลูกนอกถิ่นกำเนิดควรมีการควบคุมการแพร่กระจายของเมล็ด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Malpighiales
  • Family: Malpighiaceae
  • Genus: Hiptage
  • Species: Hiptage benghalensis (L.) Kurz
  • ชื่อเดิม/ชื่อพ้องสำคัญ: Banisteria benghalensis L.
  • ชื่อระดับชนิดย่อยที่พบในข้อมูลประเทศไทย: Hiptage benghalensis subsp. candicans (Hook.f.) Sirirugsa

ปัจจุบัน Kew ยอมรับ Hiptage benghalensis (L.) Kurz เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิด และมีการยอมรับชนิดย่อยหลายกลุ่มภายในชนิดนี้

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์กำลังช้างเผือก ควรเริ่มจากการตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นสดหรือชิ้นส่วนพืชร่วมกับชื่อวิทยาศาสตร์

  • ลักษณะเด่นของต้น: ไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปใบหอก ขอบเรียบ
  • ดอก: ดอกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวหรืออมชมพูและมักมีสีเหลืองบริเวณกลางดอก
  • ผล: ผลแห้งแบบมีปีก 3 ปีก โดยมีปีกหนึ่งเด่นกว่าปีกอื่น
  • การตรวจทางเภสัชเวท: ควรพิจารณาลักษณะมหภาค จุลทรรศน์ องค์ประกอบทางเคมี และสารบ่งชี้ร่วมกันเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะวัตถุดิบแห้งหรือผง
  • การตรวจ DNA: ในกรณีวัตถุดิบที่ไม่สามารถระบุจากลักษณะภายนอกได้ อาจใช้วิธี DNA barcoding เป็นเครื่องมือช่วยยืนยันชนิด

การตรวจสอบชนิดมีความสำคัญอย่างมากสำหรับกำลังช้างเผือก เนื่องจาก ชื่อพื้นเมือง “กำลังช้างเผือก” สามารถหมายถึงรางจืด (Thunbergia laurifolia) ได้ด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). ยาดองเหล้าหนึ่งในการรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กำลังช้างเผือก (Hiptage benghalensis). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.
  3. มหาวิทยาลัยสุรนารี. (ม.ป.ป.). กำลังช้างเผือก. สารสนเทศท้องถิ่นนครราชสีมา.
  4. ศูนย์ข้อมูลพรรณไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โนรา (Hiptage benghalensis). คลังข้อมูลทรัพยากรพรรณพืช.
  5. Alonzo, D. S. (2003). Hiptage benghalensis (L.) Kurz. In R. H. M. J. Lemmens & N. Bunyapraphatsara (Eds.), Plant Resources of South-East Asia No. 12(3): Medicinal and poisonous plants 3. PROSEA Foundation.
  6. Meena, A. K., Meena, J., Jadhav, A., & Padhi, M. M. (2014). A review on Hiptage benghalensis (Madhavilata) used as an Ayurvedic drug. Asian Journal of Pharmacy and Technology, 4(1), 28–31.
  7. Plants of the World Online. (2026). Hiptage benghalensis (L.) Kurz. Royal Botanic Gardens, Kew.
  8. Yadav, S., & Kumar, P. (2012). Production, isolation and identification of flavonoids from aerial parts of Hiptage benghalensis. International Journal of Life Science and Pharma Research, 2(3).
  9. [Anonymous]. (2015). Anti-inflammatory effects of triterpenes and steroid compounds isolated from the stem bark of Hiptage benghalensis. Journal of Functional Foods, 12, 420–427.

 

Scroll to top