ก้ามปูหลุด

ก้ามปูหลุด

ก้ามปูหลุด

ก้ามปูหลุดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์ Commelinaceae มีลักษณะเด่นคือใบสีเขียวสลับแถบสีเงินและสีม่วง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้คลุมดิน และไม้กระถางแขวน นอกจากนั้นยังมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย จีน และเม็กซิโก โดยเฉพาะการใช้ทั้งต้นหรือใบในตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ อาการอักเสบ และการดูแลบาดแผล อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลภูมิปัญญาดั้งเดิมออกจากข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: ก้ามปูหลุด
  • ชื่ออื่น: ปีกแมงสาบ, ปีกแมลงสาบ, ก้ามปู, โสะพาน และในเอกสารจีนพบชื่อ จุยเต็กเช่า
  • ชื่อสามัญ: Wandering Jew, Inch Plant, Silver Inch Plant, Wandering Dude
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Tradescantia zebrina Bosse
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Zebrina pendula Schnizl., Tradescantia pendula (Schnizl.) D.R.Hunt, Cyanotis zebrina (Bosse) Nees และ Commelina zebrina (Regel) André
  • วงศ์: Commelinaceae
  • ประเภท: ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อย
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพรไทย: ทั้งต้น
  • ลักษณะเด่น: ใบมีแถบสีเงินพาดตามความยาวบนพื้นใบสีเขียวและม่วง ด้านใต้ใบมักมีสีม่วงเข้ม
  • การใช้ประโยชน์: สมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม้ประดับ ไม้คลุมดิน และใช้เป็นวัตถุดิบในเครื่องดื่มพื้นบ้านของบางพื้นที่ในเม็กซิโก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นลำต้นอวบน้ำ แตกแขนงมาก ทอดเลื้อยไปตามพื้นดินและชูส่วนปลายกิ่งขึ้น สูงประมาณ 10–30 เซนติเมตร มีข้อและปล้องเห็นได้ชัด ลำต้นมีสีเขียว เขียวปนม่วง หรือม่วงลายเขียว และสามารถออกรากตามข้อได้ง่าย
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับในลักษณะสองแถว ใบเกือบไม่มีก้าน กาบใบหุ้มรอบข้อ แผ่นใบรูปไข่ถึงรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้างประมาณ 1.5–3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–8 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมนและมักเบี้ยว ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวมีแถบสีเงินและสีม่วง ส่วนด้านล่างสีม่วงหรือม่วงปนเขียว
  • ดอก: ออกเป็นช่อสั้นบริเวณปลายยอด มีใบประดับ 2 ใบ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกประมาณ 3 กลีบ สีขาว ชมพู ม่วง หรือม่วงอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านชูอับเรณูมีขนสีม่วง และรังไข่มี 3 ช่อง
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบแคปซูลขนาดเล็ก เมื่อแก่จะแตกออกและมีเมล็ดอยู่ภายใน
  • ราก: เป็นระบบรากฝอย และสามารถเกิดรากจากข้อของลำต้นที่สัมผัสดิน ทำให้ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้รวดเร็ว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: เม็กซิโกถึงโคลอมเบีย โดย Kew ระบุการกระจายตามธรรมชาติครอบคลุมเม็กซิโก อเมริกากลาง และโคลอมเบีย
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันถูกนำไปปลูกเป็นไม้ประดับในหลายประเทศ และมีการขึ้นเป็นพืชธรรมชาติในหลายพื้นที่ของเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมถึงบางส่วนของเอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย หมู่เกาะแปซิฟิก และอเมริกาใต้
  • ในประเทศไทย: พบปลูกเป็นไม้ประดับและไม้คลุมดิน และมีข้อมูลจากเอกสารไทยว่าพืชสามารถแพร่ขยายได้รวดเร็วในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น บริเวณริมห้วยหรือพื้นที่ชื้น

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง: เจริญได้ดีในบริเวณที่มีแสงรำไรหรือแสงแดดบางส่วน หากได้รับแดดจัดเกินไปอาจทำให้ใบไหม้หรือสีใบเปลี่ยน
  • ดิน: ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี แต่สามารถเก็บความชื้นไว้พอสมควร
  • น้ำ: ต้องการความชื้นปานกลางถึงสูง แต่ไม่ควรปล่อยให้ดินแฉะหรือน้ำขังเป็นเวลานาน
  • อุณหภูมิ: เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อนและกึ่งร้อน
  • การขยายพันธุ์: นิยมปักชำลำต้น เนื่องจากข้อของลำต้นสามารถออกรากได้ง่าย นอกจากนี้สามารถแยกกิ่งหรือส่วนของลำต้นที่มีข้อไปปลูกได้
  • ข้อควรระวังในการขยายพันธุ์: เนื่องจากลำต้นที่ขาดหรือเศษกิ่งสามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ การตัดแต่งในพื้นที่ธรรมชาติจึงควรเก็บเศษพืชออกจากพื้นที่ให้หมด โดยเฉพาะบริเวณที่มีความชื้นสูง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น: ใช้ทั้งต้นสดที่ล้างสะอาด หรือนำไปทำให้แห้งเพื่อเก็บไว้ใช้ตามภูมิปัญญาไทย
  • ใบ: มีการใช้ใบในภูมิปัญญาพื้นบ้านของเม็กซิโกและอเมริกากลาง รวมถึงนำใบไปทำเครื่องดื่มพื้นบ้าน
  • การใช้ภายนอก: มีข้อมูลการใช้ทั้งต้นบดหรือเตรียมเป็นยาพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น: ตามภูมิปัญญาสมุนไพรไทย มีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และใช้ในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ
  • ลดอาการอักเสบและบวม: ในตำรับยาพอกเข่าสมุนไพร “จับโปงแห้งเข่า” มีการใช้ก้ามปูหลุดทั้งต้นเป็นส่วนประกอบ โดยมีการระบุสรรพคุณของก้ามปูหลุดในตำรับว่าใช้แก้อาการบวมตามข้อ
  • แก้บิด: ตำราสมุนไพรไทยบางแหล่งระบุการใช้ทั้งต้นต้มกับน้ำข้าวสำหรับอาการบิด
  • ตกขาว: มีการบันทึกภูมิปัญญาการใช้ทั้งต้นร่วมกับส่วนประกอบอื่นสำหรับอาการตกขาว
  • อาการไอหรือไอเป็นเลือด: มีการใช้ต้นสดในตำรับพื้นบ้านร่วมกับปอดหมู
  • ฝีและการอักเสบของผิวหนัง: ใช้ทั้งต้นตำพอกบริเวณที่มีฝีตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก: มีการบันทึกการใช้ต้นสดบดพอกบริเวณแผลในภูมิปัญญาไทย
  • ระบบไตและทางเดินปัสสาวะ: ภูมิปัญญาของจีนและบางพื้นที่ในเอเชียมีการใช้ก้ามปูหลุดในกลุ่มโรคไตและระบบทางเดินปัสสาวะ ส่วนในเม็กซิโกมีการใช้เป็นเครื่องดื่มพื้นบ้านและมีการกล่าวถึงฤทธิ์ขับปัสสาวะตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลในมนุษย์แล้ว งานวิจัยสมัยใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสารสกัด การทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือสัตว์ทดลอง

วิธีใช้

  • ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับขับปัสสาวะ: มีข้อมูลการใช้ต้นสดประมาณ 50–100 กรัม ต้มกับน้ำประมาณ 3 ถ้วย เคี่ยวจนเหลือประมาณ 1 ถ้วย แล้วแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง
  • ตามตำรับสำหรับอาการไอเป็นเลือด: ใช้ต้นสดประมาณ 60–90 กรัม ต้มร่วมกับปอดหมูประมาณ 120 กรัม แล้วแบ่งดื่มวันละ 2 ครั้ง
  • ตามตำรับสำหรับตกขาว: ใช้ต้นสดร่วมกับน้ำตาลกรวดและส่วนประกอบอื่น แล้วต้มรับประทาน
  • ตามตำรับสำหรับบิด: ใช้ต้นสดประมาณ 50–100 กรัม ต้มกับน้ำข้าว แล้วแบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • ใช้ภายนอก: ใช้ต้นสดล้างสะอาด ตำละเอียด แล้วพอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้อควรระวัง: ปริมาณข้างต้นเป็น “ขนาดตามตำรับภูมิปัญญา” ไม่ใช่ขนาดยาที่ผ่านการยืนยันทางคลินิก และไม่ควรนำไปใช้รักษาโรคไต นิ่วในไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโรคร้ายแรงแทนการรักษามาตรฐาน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าก้ามปูหลุดมี รายการยาเดี่ยวจากก้ามปูหลุดเป็นตัวยาหลักในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ ในลักษณะเดียวกับสมุนไพรที่มีรายการยาเดี่ยวและข้อบ่งใช้มาตรฐาน
  • อย่างไรก็ตาม ก้ามปูหลุดเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพอกเข่าสมุนไพร “จับโปงแห้งเข่า” ซึ่งเป็นตำรับที่ใช้ในงานการแพทย์แผนไทยและมีการศึกษาประสิทธิผลของหัตถการพอกเข่า โดยก้ามปูหลุดใช้ทั้งต้นเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับ
  • ดังนั้น ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทย” กับ “เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีรายการยาและข้อบ่งใช้ในบัญชียาจากสมุนไพร”

สารสำคัญ

มีรายงานการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มใน Tradescantia zebrina ได้แก่

  • สารฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • แทนนิน (tannins)
  • ซาโปนิน (saponins)
  • เทอร์พีน/เทอร์พีนอยด์ (terpenes/terpenoids)
  • อัลคาลอยด์ (alkaloids)

งานวิเคราะห์ด้วย HPLC-DAD รายงานสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์บางชนิด ได้แก่ caffeic acid, ellagic acid, ferulic acid, p-coumaric acid, protocatechuic acid, chrysin, rutin และ vanillin โดยองค์ประกอบและปริมาณสารอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก วิธีสกัด และสภาพตัวอย่าง

งานวิจัยอีกชิ้นพบว่าใบที่สกัดด้วยเมทานอลมีปริมาณสารฟีนอลิก แทนนิน และฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพืชวงศ์ Commelinaceae ที่นำมาทดสอบร่วมกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดใบด้วยเมทานอลแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและความสามารถในการรีดิวซ์เหล็กในหลายการทดสอบ โดย T. zebrina เป็นหนึ่งในพืชที่ให้ผลเด่นที่สุดในการศึกษาพืชวงศ์ Commelinaceae จำนวน 5 ชนิด
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดใบด้วยเมทานอลแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวก 6 ชนิดและแกรมลบ 2 ชนิดในระดับความเข้มข้นประมาณ 5–10 มก./มล. ในการทดสอบแบบ broth microdilution
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: งานวิจัยในหนูทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลและบางส่วนสกัดของ T. zebrina ลดอาการบวมของอุ้งเท้าที่เหนี่ยวนำด้วย carrageenan และบางส่วนสกัดลดพฤติกรรมตอบสนองต่อความเจ็บปวดในการทดสอบ formalin
  • ฤทธิ์ระงับปวด: งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบฤทธิ์ antinociceptive จากสารสกัดและส่วนสกัดบางชนิด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น: งานวิจัยปี 2023 รายงานว่าสารสกัดไฮโดรแอลกอฮอล์มีปริมาณฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และแทนนินสูง และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และต้านการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • การศึกษาด้านอาหาร: งานวิจัยปี 2026 พบว่าสามารถสกัดสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์จากใบด้วยการสกัดน้ำร้อนร่วมกับ ultrasound ได้ดี แต่สารออกฤทธิ์ลดลงอย่างชัดเจนหลังผ่านแบบจำลองการย่อยอาหาร จึงยังต้องพัฒนาวิธีเพิ่มความคงตัวก่อนนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่

เภสัชวิทยา

  • ต้านอนุมูลอิสระ: เกี่ยวข้องกับสารฟีนอลิก แทนนิน และฟลาโวนอยด์ที่สามารถจับหรือกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางเคมี
  • ต้านการอักเสบ: สารสกัดบางชนิดลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลองและการทดสอบในหลอดทดลอง
  • ระงับปวด: มีผลในแบบจำลอง formalin และการทดสอบความเจ็บปวดในสัตว์ทดลอง
  • ต้านจุลชีพ: สารสกัดใบมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิดในการทดลอง
  • ศักยภาพด้านการสมานแผล: มีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพที่สนับสนุนการศึกษาต่อด้านการดูแลบาดแผล แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาแผลในมนุษย์
  • ด้านระบบทางเดินปัสสาวะ: การใช้เป็นยาขับปัสสาวะเป็นภูมิปัญญาที่มีการบันทึก แต่หลักฐานทางเภสัชวิทยาและการทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคไตหรือนิ่วยังไม่เพียงพอ

ความปลอดภัย

  • ก้ามปูหลุดมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานในขนาดยาและระยะยาว
  • น้ำยางหรือน้ำจากลำต้นเมื่อพืชถูกหักหรือบาดอาจทำให้เกิด ผิวหนังระคายเคือง แดง หรือผื่นแพ้สัมผัส ได้
  • การรับประทานอาจทำให้เกิด การระคายเคืองบริเวณปากและกระเพาะอาหาร ในบางกรณี
  • แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่ชัดเจน
  • ควรสวมถุงมือเมื่อเก็บ ตัด หรือเตรียมต้นสด และหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำยางสัมผัสตาและเยื่อบุ
  • หากนำมาใช้เป็นสมุนไพรรับประทาน ควรใช้วัตถุดิบที่ระบุชนิดพืชได้แน่นอนและไม่ควรใช้ต้นที่ปลูกด้วยสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่ไม่ทราบระยะปลอดภัย

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างก้ามปูหลุดกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ
  • เนื่องจากมีการใช้ตามภูมิปัญญาในลักษณะ ขับปัสสาวะ จึงควรใช้ความระมัดระวังหากรับประทานร่วมกับยาขับปัสสาวะหรือยาที่มีผลต่อสมดุลน้ำและเกลือแร่ แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันปฏิกิริยาโดยตรง
  • ผู้ที่รับประทานยาสำหรับโรคไต ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ก้ามปูหลุดเป็นยารับประทาน
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรเพื่อ “ล้างไต” หรือทดแทนการรักษาโรคไตโดยไม่มีการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

การใช้ในอาหาร

  • ในรัฐทาบัสโกและเชียปัสทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก ใบก้ามปูหลุดซึ่งเรียกว่า Matalí ถูกนำไปทำเป็นเครื่องดื่มพื้นบ้าน โดยใช้ใบต้ม หรือนำใบไปแช่/บด แล้วกรองเป็นเครื่องดื่มเย็น
  • เครื่องดื่มจากใบมีสีม่วงหรือม่วงอมชมพู และมีการเติมมะนาวหรือน้ำตาลตามรูปแบบการบริโภคในท้องถิ่น
  • การใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มควรแยกจากการใช้เป็นยา เนื่องจากความปลอดภัยของการบริโภคในปริมาณสูงหรือระยะยาวยังมีข้อมูลจำกัด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ประดับ: นิยมใช้เป็นไม้กระถาง ไม้แขวน และไม้คลุมดิน เนื่องจากเจริญเติบโตเร็วและใบมีสีสวยงาม
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายนอก: มีการนำทั้งต้นไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพอกเข่า “จับโปงแห้งเข่า”
  • เครื่องดื่มสมุนไพร: ในเม็กซิโกใช้ใบเป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่ม Matalí
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่: มีงานวิจัยล่าสุดที่ศึกษาการสกัดสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์จากใบเพื่อประเมินศักยภาพในการพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารเชิงหน้าที่ แต่ยังอยู่ในขั้นการวิจัยและพัฒนา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เก็บเกี่ยว: หากใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกต้นที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นในบริเวณน้ำเสียหรือพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีการเกษตร
  • ส่วนที่ใช้: เก็บทั้งต้นหรือส่วนที่ต้องการใช้ตามตำรับ
  • การเตรียมสด: ล้างด้วยน้ำสะอาดและคัดส่วนที่เสียหายออกก่อนใช้
  • การทำแห้ง: หากต้องการเก็บระยะยาว ควรหั่นเป็นชิ้นพอเหมาะแล้วผึ่งหรือตากในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสงและแมลง
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรเก็บวัตถุดิบสมุนไพรไว้ในบริเวณที่มีความชื้นสูง เพราะอาจเกิดเชื้อราและทำให้คุณภาพลดลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภูมิปัญญาไทย: มีการใช้ทั้งต้นในกลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะ บิด ตกขาว ฝี และอาการอักเสบบางชนิด รวมถึงใช้ในตำรับพอกเข่า
  • ภูมิปัญญาจีน: มีการใช้ในกลุ่มโรคไตและระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ภูมิปัญญาเม็กซิโก: ใบก้ามปูหลุดหรือ Matalí ถูกนำไปทำเครื่องดื่มพื้นบ้าน และมีการใช้ในภูมิปัญญาด้านสุขภาพของชุมชน
  • ภูมิปัญญาในประเทศอื่น: มีรายงานการใช้ในจาเมกา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และภูมิภาคแคริบเบียนสำหรับอาการต่าง ๆ เช่น ไอ การอักเสบ ริดสีดวงทวาร และปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ

ประวัติและวัฒนธรรม

ก้ามปูหลุดมีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโกและอเมริกากลาง ก่อนถูกนำไปปลูกเป็นไม้ประดับในหลายประเทศ เนื่องจากมีใบลวดลายโดดเด่นและขยายพันธุ์ได้ง่าย ชื่อสามัญภาษาอังกฤษหลายชื่อสะท้อนลักษณะการเจริญเติบโตของพืชที่ทอดเลื้อยและแพร่ขยายได้รวดเร็ว

ในเม็กซิโก โดยเฉพาะบริเวณทาบัสโกและเชียปัส พืชชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารและภูมิปัญญาสุขภาพในท้องถิ่น โดยใช้ชื่อ Matalí และนำใบมาทำเครื่องดื่มเย็นแบบพื้นบ้าน

ในประเทศไทยก้ามปูหลุดเป็นทั้งไม้ประดับและสมุนไพรพื้นบ้าน และมีการนำเข้าสู่ตำรับยาพอกเข่าสมุนไพรที่ใช้ในงานการแพทย์แผนไทย

สถานะการอนุรักษ์

  • ยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่าก้ามปูหลุดเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ระดับโลก
  • ข้อมูลจากแหล่งพฤกษศาสตร์ระบุว่าพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์กว้างและถูกนำไปปลูกในหลายประเทศ
  • ในทางกลับกัน ก้ามปูหลุดมีศักยภาพในการแพร่กระจายและกลายเป็น พืชต่างถิ่นที่รุกราน ในบางพื้นที่นอกถิ่นกำเนิด โดยเฉพาะพื้นที่ชื้นและมีการรบกวนดิน
  • เอกสารด้านพืชต่างถิ่นของไทยระบุว่าการตัดหญ้าหรือทำลายโดยปล่อยเศษลำต้นไว้ในพื้นที่อาจทำให้เศษลำต้นเหล่านั้นออกรากและเกิดต้นใหม่ได้ จึงควรจัดการเศษพืชอย่างเหมาะสม
  • สถานะในบัญชี IUCN Red List ไม่ควรระบุว่าเป็น LC โดยไม่มีการอ้างอิงการประเมินของ IUCN โดยตรง เนื่องจากแหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งระบุว่ายังไม่ได้ประเมินอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Commelinales
  • วงศ์ (Family): Commelinaceae
  • สกุล (Genus): Tradescantia L.
  • ชนิด (Species): Tradescantia zebrina Bosse
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Zebrina pendula Schnizl.; Tradescantia pendula (Schnizl.) D.R.Hunt; Cyanotis zebrina (Bosse) Nees; Commelina zebrina (Regel) André
  • ชนิดย่อย/วาไรตีที่ Kew ยอมรับ: Tradescantia zebrina var. zebrina, var. flocculosa และ var. mollipila

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). รายงานเรื่องประสิทธิผลและความปลอดภัยหัตถการพอกเข่ากลุ่มผู้ป่วยโรคลมจับโปงแห้งเข่าในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ.
  • โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด: ปีกแมลงสาบ หรือก้ามปูหลุด.
  • มูลนิธิโครงการหลวง และคณะ. (2544). รายงานผลการวิจัยการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
  • สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ก้ามปูหลุด.
  • สถาบันการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร. (2563). ก้ามปูหลุด ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาบำรุงไต. Thailand Plus.
  • กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
  • Baghalpour, N., Ayatollahi, S. A., Naderi, N., Hosseinabadi, T., Taheri, Y., Mahroo-Bakhtiyari, J., Shinwari, Z. K., Khalil, A. T., & Sharifi-Rad, J. (2021). Antinociceptive and anti-inflammatory studies on Tradescantia zebrina. Pakistan Journal of Botany, 53(1), 357–365. https://doi.org/10.30848/PJB2021-1(30).
  • Lankalapalli, S., Bejjam, R. D., Kota, P., Bandi, B., Bathula, M., Panda, J., Uddandam, R., & Kunuku, J. (2026). Tradescantia zebrina: Traditional uses, phytochemical profile, and pharmacological perspectives. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 8(4), 19–25. https://doi.org/10.33545/26647222.2026.v8.i4a.348.
  • Lim, W.-L., Wong, F.-C., Manan, F. A., & Chai, T.-T. (2026). Sequential ultrasound-hot water extraction of Tradescantia zebrina leaves: Optimized bioactivities with limited gastrointestinal stability. Food Innovation and Advances, 5(1), 37–44. https://doi.org/10.48130/fia-0025-0054.
  • Tan, J. B. L., Yap, W. J., Tan, S. Y., Lim, Y. Y., & Lee, S. M. (2014). Antioxidant content, antioxidant activity, and antibacterial activity of five plants from the Commelinaceae family. Antioxidants, 3(4), 758–769. https://doi.org/10.3390/antiox3040758.
  • World Flora Online. (2026). Tradescantia zebrina Heynh. ex Bosse.
  • Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Plants of the World Online: Tradescantia zebrina.

 

Scroll to top