กลึงกล่อม

กลึงกล่อม

กลึงกล่อม

กลึงกล่อม เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ Annonaceae พบในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนของเอเชีย มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันหลายชื่อ เช่น กระทุ่มกลอง กระทุ่มคลอง ชั่งกลอง ไคร้น้ำ จิงกล่อม น้ำนอง น้ำน้อย ผักจ้ำ มะจ้ำ และมงจาม ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รากและเนื้อไม้มีรสขมสุขุม ใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย และขับพิษภายใน ส่วนงานวิจัยสมัยใหม่พบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ suberosol ซึ่งได้รับความสนใจจากฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเชื้อ HIV ในการทดลองระดับเซลล์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กลึงกล่อม
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites
  • วงศ์ : Annonaceae
  • ชื่อท้องถิ่น : กระทุ่มกลอง, กระทุ่มคลอง, ชั่งกลอง, ท้องคลอง, กำจาย, ไคร้น้ำ, จิงกล่อม, ช่องคลอง, น้ำนอง, น้ำน้อย, ผักจ้ำ, มะจ้ำ, มงจาม
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Corky Debbar Tree
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ส่วนรากและเนื้อไม้ในตำรับยาไทย และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาของใบและส่วนอื่น ๆ ของพืช

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–5 เมตร แตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เป็นพืชไม่ผลัดใบ
  • ลำต้นและกิ่ง : เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มีลักษณะย่นเป็นสันนูนและขรุขระ กิ่งอ่อนอาจมีขนประปราย กิ่งแก่มีช่องอากาศเป็นตุ่มสีเทาอมชมพูกระจายอยู่
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 1.7–3.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5–10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบและอาจเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างเกลี้ยง
  • ดอก : ออกดอกเดี่ยวตามด้านข้างกิ่ง ตรงข้ามหรือเยื้องกับใบ ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.6 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 3 กลีบ ส่วนกลีบดอกมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ สีเหลืองอมน้ำตาล
  • ผล : เป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยจำนวนมากรวมกันอยู่บนแกนกลางกลม ผลย่อยมีรูปร่างกลม ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงถึงสีแดงเข้ม มีเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ดต่อผลย่อย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา จีนตอนใต้ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
  • ประเทศไทย : พบกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยมีรายงานจากภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคใต้
  • ถิ่นอาศัย : พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น โดยพบได้ถึงระดับความสูงประมาณ 1,100 เมตรจากระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะจากเมล็ดได้ เมล็ดที่ใช้ในการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเริ่มงอกประมาณวันที่ 14 และมีอัตราการงอกสูงสุดประมาณ 54.54% ในวันที่ 28
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยนำยอดจากต้นกล้าที่งอกมาชักนำให้เกิดยอดจำนวนมากบนอาหารสูตร MS ที่เติม BAP โดยความเข้มข้น 4 และ 6 มิลลิกรัมต่อลิตรให้จำนวนยอดเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 2.50 ยอดในการทดลองดังกล่าว ส่วน NAA ที่ใช้ในการทดลองไม่สามารถชักนำให้เกิดรากได้
  • การปลูกทั่วไป : ควรเลียนแบบสภาพแวดล้อมป่าธรรมชาติ ใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุ และมีความชื้นพอเหมาะ ทั้งนี้ข้อมูลด้านระยะปลูก การให้ปุ๋ย และการจัดการเชิงพาณิชย์ยังมีการศึกษาค่อนข้างจำกัด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • เนื้อไม้ : ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบและกิ่ง : มีการศึกษาด้านสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะสาร suberosol

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • รากและเนื้อไม้ : มีรสขมสุขุม ใช้ต้มเป็นยาดื่มเพื่อ แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย และขับพิษภายใน
  • ราก : มีการใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยบางตำรับ เช่น “ยาหกสิงห์” โดยใช้รากน้ำของพืชที่ระบุว่าเป็น Polyalthia suberosa และมีสรรพคุณตามตำรับสำหรับรักษาไข้พิษไข้กาฬ
  • ใบและกิ่ง : มีรายงานการพบสาร suberosol ซึ่งแสดงฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ HIV ในการทดลองระดับเซลล์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าการรับประทานกลึงกล่อมสามารถรักษาโรค HIV/AIDS ได้

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : นำรากหรือส่วนที่ระบุในตำรับมาหั่นและต้มเป็นยาดื่ม
  • ตำรับยาหกสิงห์ : เอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุ “รากน้ำ” ซึ่งหมายถึงรากของ Polyalthia suberosa เป็นส่วนประกอบในตำรับ โดยมีวิธีต้มยาและขนาดรับประทานตามตำรับ
  • ข้อควรระวังในการใช้ : ไม่ควรนำขนาดทดลองในสัตว์หรือวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปใช้รักษาโรคด้วยตนเองโดยตรง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และประกาศที่เกี่ยวข้อง ไม่พบว่ากลึงกล่อม (Polyalthia suberosa) เป็นรายการยาสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เป็นมาตรฐานในบัญชีดังกล่าว
  • อย่างไรก็ตาม รากกลึงกล่อมมีการใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยบางตำรับ เช่น ยาหกสิงห์ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการมีชื่อเป็นรายการยาเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร

สารสำคัญ

  • Suberosol : เป็นสารกลุ่ม lanostane-type triterpene ชนิด C31 ที่แยกได้จาก P. suberosa และเป็นสารที่ได้รับความสนใจจากฤทธิ์ต้าน HIV ในระดับเซลล์
  • Kalasinamide : เป็น alkaloid กลุ่ม azaanthracene ที่แยกได้จากลำต้น
  • N-trans-feruloyltyramine
  • N-trans-coumaroyltyramine
  • นอกจากนี้มีรายงานการพบสารกลุ่ม alkaloids, flavonoids, phenolics, steroids, triterpenes และสารกลุ่มอื่น ๆ
  • งานวิจัยปี 2026 ที่ใช้ UPLC-ESI-MS/MS รายงานการระบุสารในสารสกัดใบแบบ tentative identification จำนวนประมาณ 69 ชนิด โดย alkaloids เป็นกลุ่มสารที่พบเด่น ในการวิเคราะห์ดังกล่าว

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้าน HIV : งานวิจัยคลาสสิกพบสาร suberosol จาก Polyalthia suberosa และพบว่าสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ HIV ในเซลล์ H9 lymphocyte โดยมีค่า EC50 ประมาณ 3 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร การทดลองดังกล่าวเป็นการศึกษาในระดับเซลล์ ไม่ใช่การทดลองรักษาผู้ป่วย
  • ฤทธิ์ทางระบบประสาทและระงับปวด : การศึกษาในหนูทดลองพบว่าสารสกัดเอทิลอะซีเตตจากใบในขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีผลต่อพฤติกรรมของระบบประสาทและลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในการทดสอบแบบ acetic-acid-induced writhing
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : สารสกัดจากใบในหนูทดลองสามารถลดการถ่ายอุจจาระในแบบจำลองที่กระตุ้นด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมให้การยับยั้งประมาณ 50.07% และ 70.06% ตามลำดับ
  • ฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท : งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2026 พบว่าสารสกัดเมทานอลจากใบและส่วนสกัดของ P. suberosa มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase ทั้งในหลอดทดลองและในแบบจำลองหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดความบกพร่องด้านความจำด้วย scopolamine โดยการทดลองขนาด 150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมช่วยลดระดับ/กิจกรรมของ AChE และลดความผิดปกติของเนื้อเยื่อสมอง อย่างไรก็ตามยังเป็นหลักฐานระดับสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ในมนุษย์

เภสัชวิทยา

  • ระบบประสาทส่วนกลาง : สารสกัดใบมีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด : การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดสามารถลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวดได้
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : พบการลดความถี่ของการถ่ายในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase : งานวิจัยปี 2026 พบฤทธิ์ยับยั้ง AChE และผลต่อแบบจำลองความจำบกพร่องในหนู
  • ฤทธิ์ต้าน HIV : suberosol มีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวน HIV ในเซลล์ H9
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ : มีรายงานจากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมก่อนนำไปสรุปเป็นสรรพคุณในการรักษามนุษย์

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกลึงกล่อมในมนุษย์ยังมีจำกัด และยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ผ่านการยืนยันจากการศึกษาทางคลินิกอย่างเพียงพอ
  • งานวิจัยทางเภสัชวิทยาจำนวนมากใช้ สารสกัดและขนาดที่กำหนดในสัตว์ทดลอง จึงไม่สามารถนำขนาดดังกล่าวมาใช้กับคนโดยตรง
  • มีรายงานการใช้ P. suberosa ในภูมิปัญญาของบางประเทศเพื่อกระตุ้นการแท้ง จึงควร หลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านดังกล่าวมาใช้เป็นวิธีทำแท้งด้วยตนเอง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์ก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกลึงกล่อมกับยามาตรฐานในมนุษย์
  • เนื่องจากสารสกัดใบมีรายงานฤทธิ์ต่อระบบประสาทและฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase ในการทดลอง จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อระบบประสาทหรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบ cholinergic จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจน
  • ไม่ควรสรุปว่ากลึงกล่อมปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด เพียงเพราะยังไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กลึงกล่อมมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กำจาย ในบางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง, ไคร้น้ำ ในอุตรดิตถ์, จิงกล่อม ในภาคใต้, น้ำนอง ในปัตตานีและภาคใต้, น้ำน้อย ในเลย และ ผักจ้ำ/มะจ้ำ ในภาคเหนือ
  • ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับ รากและเนื้อไม้ โดยใช้เป็นยารสขมสุขุมสำหรับแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย และขับพิษภายใน
  • มีการบันทึกการใช้รากกลึงกล่อมในตำรับ ยาหกสิงห์ ซึ่งสะท้อนการนำพืชชนิดนี้เข้าสู่ระบบความรู้ด้านตำรับยาไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ “กลึงกล่อม” เป็นชื่อพื้นเมืองที่ใช้ในประเทศไทย และมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ สะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญาพืชสมุนไพรท้องถิ่น
  • ชนิดพืชนี้ได้รับการบันทึกทางพฤกษศาสตร์มาเป็นเวลานาน โดยชื่อ Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1864
  • ในทางการแพทย์แผนไทย กลึงกล่อมมีความสำคัญในฐานะพืชที่ให้ “รากน้ำ” สำหรับตำรับยาบางชนิด โดยเฉพาะตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการไข้

สถานะการอนุรักษ์

  • ข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน
  • การประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ระบุว่าชนิดนี้มี predicted extinction risk: not threatened ด้วยระดับความเชื่อมั่นที่ระบุว่า confident
  • อย่างไรก็ตาม การที่สถานะระดับโลกไม่ถูกประเมินว่าอยู่ในภาวะถูกคุกคาม ไม่ได้หมายความว่าประชากรกลึงกล่อมในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีความมั่นคง การเก็บรากและเนื้อไม้จากธรรมชาติจำนวนมากอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของประชากร จึงควรส่งเสริมการขยายพันธุ์และการปลูกทดแทน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Magnoliales
  • Family : Annonaceae
  • Genus : Polyalthia Blume
  • Species : Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites

ชื่อพ้องที่สำคัญ

  • Uvaria suberosa Roxb.
  • Guatteria suberosa Dunal
  • Phaeanthus malabaricus Bedd.
  • Phaeanthus malabaricus Náves
  • Polyalthia malabarica (Bedd.) I.M.Turner
  • Polyalthia suberosa (Roxb.) Hook.f. & Thomson
  • Polyalthia suberosa var. laevis Boerl.

ปัจจุบัน Plants of the World Online ระบุว่า Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted name)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่. (ม.ป.ป.). กลึงกล่อม: Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites. องค์การสวนพฤกษศาสตร์/โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). วิธีต้มยาและตำรับยาหกสิงห์. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. จิราวรรณ ฉายาวัฒน์. (2552). การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชสมุนไพรหายาก “กลึงกล่อม” ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี [งานวิจัย]. มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  5. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554: กลึงกล่อม.
  6. Amin, R., Quispe, C., Herrera-Bravo, J., Rahman, M. M., Novakovic, R., Daştan, S. D., Kabra, A., & Sharifi-Rad, J. (2022). Ethnopharmacological-based validation of Polyalthia suberosa leaf extract in neurological, hyperalgesic, and hyperactive gut disorders using animal models. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2022, 1345006. https://doi.org/10.1155/2022/1345006
  7. Li, H.-Y., Sun, N.-J., Kashiwada, Y., Sun, L., Snider, J. V., Cosentino, L. M., & Lee, K.-H. (1993). Anti-AIDS agents, 9. Suberosol, a new C31 lanostane-type triterpene and anti-HIV principle from Polyalthia suberosa. Journal of Natural Products, 56(7), 1130–1133. https://doi.org/10.1021/np50097a017
  8. Mahmoud, O. A., Ayoub, I. M., Tawfiq, R. A., Eldahshan, O. A., Singab, A. N. B., et al. (2026). Metabolic profiling of Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites leaf via UPLC-ESI-MS/MS and highlighting its neuroprotective effect against scopolamine-induced memory impairment rat model. Beni-Suef University Journal of Basic and Applied Sciences, 15, 74.
  9. Tuchinda, P., Pohmakotr, M., Munyoo, B., Reutrakul, V., & Santisuk, T. (2000). An azaanthracene alkaloid from Polyalthia suberosa. Phytochemistry, 53(8), 1079–1082. https://doi.org/10.1016/S0031-9422(99)00535-X
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Polyalthia suberosa (Roxb.) Thwaites. Plants of the World Online.

 

Scroll to top