แก้วมังกร
แก้วมังกร เป็นผลไม้จากพืชตระกูลกระบองเพชรที่มีลักษณะโดดเด่นด้วยผลทรงรีหรือทรงกลม เปลือกสีแดงหรือชมพูอมแดง และมีเนื้อได้หลายสี โดยเฉพาะเนื้อสีขาวและสีแดงอมม่วง นิยมรับประทานเป็นผลไม้สด และมีการนำส่วนต่าง ๆ ไปศึกษาด้านโภชนาการ เภสัชวิทยา และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ สารสำคัญที่ได้รับความสนใจมากคือ betalains รวมถึงสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ อย่างไรก็ตาม แก้วมังกรควรจัดอยู่ในกลุ่ม อาหารและพืชที่มีศักยภาพทางสมุนไพร มากกว่าการกล่าวว่าเป็นยารักษาโรคโดยตรง เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำนวนจำกัด
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : แก้วมังกร
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Dragon fruit, Pitaya, Pitahaya
- ชื่อที่ใช้ในทางการค้า : Dragon fruit
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารเดิม : Hylocereus undatus (Haw.) Britton & Rose สำหรับแก้วมังกรเปลือกแดงเนื้อขาว และ Hylocereus polyrhizus (F.A.C.Weber) Britton & Rose สำหรับแก้วมังกรเนื้อแดง
- ชื่อวิทยาศาสตร์ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันของ Kew : Selenicereus undatus (Haw.) D.R.Hunt สำหรับชนิดเนื้อขาวเปลือกแดง โดย Hylocereus undatus เป็นชื่อพ้อง (synonym)
- วงศ์ : Cactaceae
- ลักษณะการใช้ : ใช้เป็นอาหาร ผลไม้ และมีการศึกษาศักยภาพด้านสมุนไพรและเภสัชวิทยา
- ส่วนที่มีการศึกษามาก : เนื้อผล เปลือกผล และเมล็ด
- จุดเด่นด้านสารสำคัญ : betalains, phenolic compounds, flavonoids, dietary fiber และสารอาหารต่าง ๆ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นพืชอวบน้ำและเป็นไม้เลื้อยหรือกึ่งอิงอาศัย ลำต้นมีลักษณะเป็นปล้องและมีสันประมาณ 3 แฉก สีเขียวถึงเขียวอมเทา
- หนาม : บริเวณลำต้นมี areoles หรือกลุ่มหนาม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของพืชวงศ์กระบองเพชร
- ราก : มีทั้งรากที่อยู่ในดินและรากอากาศ ช่วยยึดเกาะและรับความชื้น
- ดอก : ดอกมีขนาดใหญ่ สีขาวหรือขาวอมเขียว ลักษณะคล้ายปากแตร มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และมักบานในช่วงกลางคืนถึงช่วงเช้า
- ผล : เป็นผลแบบ berry มีรูปร่างกลมหรือรี เปลือกมีสีแดงหรือชมพูอมแดง และมีกลีบหรือใบประดับคล้ายเกล็ด
- เนื้อผล : มีได้ตั้งแต่สีขาว ชมพู แดง จนถึงแดงอมม่วง ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์
- เมล็ด : มีขนาดเล็ก สีดำ กระจายอยู่ในเนื้อผลจำนวนมาก
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
แก้วมังกรกลุ่มที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา โดย Selenicereus undatus มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่เม็กซิโกถึงฮอนดูรัส ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew และปัจจุบันมีการนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนและกึ่งร้อนหลายแห่งทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าเริ่มมีการปลูกแก้วมังกรในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2540 และมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อมาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและรสชาติดีขึ้น
ปัจจุบันแก้วมังกรสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีแหล่งผลิตสำคัญหลายจังหวัด และจังหวัดเลยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่สำคัญของประเทศ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอและมีอากาศถ่ายเท
- ดิน : เหมาะกับดินร่วน โปร่ง ระบายน้ำได้ดี ไม่ควรมีน้ำขัง
- น้ำ : ต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต แต่ควรหลีกเลี่ยงสภาพแฉะหรือน้ำขัง
- ค้างหรือหลัก : เนื่องจากเป็นไม้เลื้อย จึงควรมีเสาหรือค้างเพื่อให้ลำต้นยึดเกาะและแผ่กิ่ง
- การขยายพันธุ์ : นิยมใช้การปักชำกิ่ง เพราะทำได้ง่าย ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะตรงตามต้นแม่ และให้ผลผลิตเร็วกว่าการเพาะเมล็ด
- การเตรียมกิ่งพันธุ์ : เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง และปราศจากโรค โดยแนวทางการปลูกเชิงการค้าของหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรไทยมีการใช้กิ่งพันธุ์ที่ตัดเป็นท่อนเพื่อปักชำหรือปลูกลงแปลง
- การตัดแต่งกิ่ง : เป็นขั้นตอนสำคัญในการควบคุมทรงพุ่มและส่งเสริมการออกดอกติดผล โดยเฉพาะต้นที่มีอายุตั้งแต่ประมาณ 2 ปีขึ้นไป
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อผล : เป็นส่วนที่ใช้รับประทานและมีการศึกษาทางเภสัชวิทยามากที่สุด
- เปลือกผล : มีสารสี betalains และสารฟีนอลิกหลายชนิด จึงมีการศึกษาเพื่อใช้เป็นแหล่งสารออกฤทธิ์และสีธรรมชาติ
- เมล็ด : มีกรดไขมันและสารอาหารบางชนิด และมีการศึกษาศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์
หมายเหตุ: ข้อมูลปัจจุบันยังไม่ควรตีความว่าเนื้อผล เปลือก หรือเมล็ดแก้วมังกรเป็น “ยารักษาโรค” ในทางการแพทย์ แต่เป็นส่วนของพืชที่มีสารออกฤทธิ์และมีการศึกษาศักยภาพทางเภสัชวิทยา
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
จากข้อมูลด้านสมุนไพรและโภชนาการ แก้วมังกรมีคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหลายด้าน โดยเฉพาะจาก ใยอาหาร วิตามินซี สารกลุ่ม betalains และสารประกอบฟีนอลิก
- ช่วยส่งเสริมการขับถ่าย : ใยอาหารในเนื้อผลช่วยเพิ่มกากอาหารและสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
- มีสารต้านอนุมูลอิสระ : โดยเฉพาะสาร betalains และสารประกอบฟีนอลิก
- สนับสนุนสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร : แก้วมังกรมีโอลิโกแซ็กคาไรด์ที่ได้รับความสนใจในฐานะสารที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก
- อาจมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด : มีการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและมนุษย์ แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนการรักษาโรคเบาหวาน
- อาจมีส่วนช่วยด้านการควบคุมไขมันในเลือด : มีรายงานจากการศึกษาบางส่วน แต่ผลการศึกษาในมนุษย์ยังไม่สม่ำเสมอ
- สนับสนุนการได้รับสารอาหาร : มีวิตามินซี โพแทสเซียม และใยอาหาร
วิธีใช้
- รับประทานเป็นผลไม้สด : ปอกเปลือกแล้วรับประทานเฉพาะเนื้อ สามารถรับประทานได้ทั้งแก้วมังกรเนื้อขาวและเนื้อแดง
- น้ำแก้วมังกร : นำเนื้อผลไปปั่นหรือคั้น สามารถรับประทานเป็นเครื่องดื่มได้
- อาหารและของหวาน : ใช้เป็นส่วนประกอบของสลัด สมูทตี เยลลี่ ไอศกรีม และขนมต่าง ๆ
- ผลิตภัณฑ์สารสกัด : เปลือกและเนื้อผลอยู่ระหว่างการศึกษาสำหรับการพัฒนาสารสกัดและผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์
ไม่ควรระบุขนาดรับประทานเพื่อรักษาโรคเป็นขนาดยาสมุนไพร เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับการรักษาโรคที่ได้รับการยอมรับในทางคลินิก
สารสำคัญ
แก้วมังกรมีสารสำคัญหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบจะแตกต่างกันตามชนิด สีของเนื้อผล พันธุ์ และส่วนของพืช
- Betalains : เป็นสารสีสำคัญ โดยเฉพาะในแก้วมังกรเนื้อแดงหรือแดงอมม่วง ประกอบด้วยกลุ่ม betacyanins และ betaxanthins
- Phenolic compounds : เช่น gallic acid, vanillic acid, syringic acid, caffeic acid, ferulic acid และ chlorogenic acid
- Flavonoids : เช่น rutin, kaempferol และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์อื่น ๆ
- วิตามินซี (Vitamin C)
- ใยอาหาร (Dietary fiber)
- โอลิโกแซ็กคาไรด์ (Oligosaccharides)
- กรดไขมันในเมล็ด : เมล็ดมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและกรดไขมันจำเป็นบางชนิด
โดยเฉพาะ betalains เป็นกลุ่มสารที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นสีธรรมชาติในอาหารได้
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับแก้วมังกรมีทั้งการศึกษาในระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ โดยผลการศึกษาบ่งชี้ว่าแก้วมังกรมีศักยภาพด้านสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมัน รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกที่มีขนาดใหญ่และออกแบบอย่างเหมาะสมเพิ่มเติม
การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานเกี่ยวกับ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า จากการทดลองแบบสุ่มที่เข้าเกณฑ์ 4 การศึกษา มีผู้เข้าร่วมที่เป็นภาวะก่อนเบาหวาน 36 ราย และเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 109 ราย ผลพบว่ากลุ่มภาวะก่อนเบาหวานมีระดับน้ำตาลขณะอดอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่พบผลที่มีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงยังไม่ควรใช้แก้วมังกรแทนยารักษาเบาหวาน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
จากการศึกษาทดลองพบศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ
- ฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือด
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล
- ฤทธิ์ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- ฤทธิ์ปกป้องตับจากสารพิษ
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการยับยั้งหรือควบคุมการเจริญของเซลล์มะเร็งในระดับการทดลอง
อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวจำนวนมากมาจาก การทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้
มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดจากเนื้อแก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดงมีศักยภาพลดกระบวนการอักเสบของลำไส้ โดยเกี่ยวข้องกับการลดตัวชี้วัดการอักเสบและเส้นทาง NF-κB แต่ยังเป็นหลักฐานระดับสัตว์ทดลอง
ความปลอดภัย
โดยทั่วไป แก้วมังกรที่รับประทานเป็นอาหารมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และสารกลุ่ม betalains ได้รับความสนใจในการใช้เป็นสีธรรมชาติในอาหาร
ข้อควรสังเกตที่พบได้หลังรับประทานแก้วมังกรเนื้อแดงหรือเนื้อแดงอมม่วง คือ ปัสสาวะหรืออุจจาระอาจมีสีแดงหรือชมพู ซึ่งเกิดจากสารสี betalains และอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเลือด โดยเรียกภาวะดังกล่าวว่า pseudohematuria
ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชในตระกูลกระบองเพชรหรือแพ้กีวี ควรระมัดระวัง เนื่องจากมีรายงานความเป็นไปได้ของปฏิกิริยาแพ้
ผู้ที่มี โรคไตหรือจำเป็นต้องควบคุมโพแทสเซียม ควรระมัดระวังการบริโภคในปริมาณมาก เนื่องจากแก้วมังกรมีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่เคยแพ้แก้วมังกรหรือพืชในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง : ควรหลีกเลี่ยง
- ผู้ที่มีโรคไตและต้องควบคุมโพแทสเซียม : ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานในปริมาณมาก
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังรับประทาน : เช่น ผื่น คัน บวม หายใจลำบาก ควรหยุดรับประทานและพบแพทย์
- การใช้สารสกัดเข้มข้น : ไม่ควรนำข้อมูลจากการทดลองในสัตว์หรือหลอดทดลองมาใช้กำหนดขนาดเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างแก้วมังกรกับยาชนิดใดเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานเป็นอาหารตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีงานวิจัยบางส่วนรายงานแนวโน้มของแก้วมังกรต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ผู้ที่ใช้ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือยาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเมแทบอลิซึม และต้องการรับประทานสารสกัดแก้วมังกรในปริมาณสูง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน
การใช้ในอาหาร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานสด และสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารได้หลายรูปแบบ ได้แก่
- รับประทานสด
- น้ำแก้วมังกร
- สมูทตี
- สลัดผลไม้
- เยลลี่
- แยม
- ไอศกรีมและซอร์เบต์
- ขนมและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
- เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
- สีผสมอาหารจากธรรมชาติ
โดยเฉพาะแก้วมังกรเนื้อแดงมีสารสี betalains ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นสีธรรมชาติในอุตสาหกรรมอาหารได้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม : น้ำผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เยลลี่ แยม และผลิตภัณฑ์แปรรูป
- สีผสมอาหารธรรมชาติ : ใช้สารสี betalains จากแก้วมังกร โดยเฉพาะจากเนื้อและเปลือกของชนิดที่มีสีแดง
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : มีการนำสารสกัดจากผลหรือส่วนต่าง ๆ ไปศึกษาสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
- เครื่องสำอาง : สารสกัดจากแก้วมังกรและสารต้านอนุมูลอิสระจากผลและเปลือกมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดต้องประเมินเป็นรายสูตร
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว : มีงานวิจัยระดับสัตว์ทดลองเกี่ยวกับครีมที่มีสารสกัดแก้วมังกรเนื้อแดงและการสมานแผล แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาแผลในมนุษย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : ควรเก็บผลเมื่อมีสีเปลือกเปลี่ยนไปตามลักษณะของพันธุ์และอยู่ในระยะที่เหมาะสมต่อการบริโภคหรือการขนส่ง
- การคัดผล : คัดแยกผลที่มีรอยช้ำ แตก หรือมีโรคออกจากผลที่สมบูรณ์
- การเก็บรักษา : ควรเก็บในสภาพอุณหภูมิเหมาะสมและหลีกเลี่ยงความเสียหายทางกายภาพ
- โรคหลังการเก็บเกี่ยว : ผลแก้วมังกรสามารถเกิดโรคผลเน่าจากเชื้อราหลายชนิด จึงต้องระมัดระวังตั้งแต่การเก็บเกี่ยวจนถึงการขนส่ง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในบริบทของประเทศไทย แก้วมังกรมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะ อาหารและผลไม้เพื่อสุขภาพ มากกว่าการใช้เป็นยาสมุนไพรตำรับพื้นบ้านแบบพืชสมุนไพรดั้งเดิมหลายชนิด
การใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ การรับประทานผลสดเพื่อเพิ่มใยอาหารและสารอาหาร และการนำผลไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “แก้วมังกร” เป็นชื่อที่ใช้ในประเทศไทยตามรูปลักษณ์ของผลที่มีเปลือกสีแดงอมชมพูและกลีบหรือใบประดับสีเขียวคล้ายเกล็ด ทำให้มีรูปลักษณ์คล้ายมังกร
แก้วมังกรเป็นพืชเศรษฐกิจที่เข้ามาปลูกในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2540 และต่อมาได้รับการพัฒนาสายพันธุ์และระบบการผลิตจนกลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ปลูกในหลายจังหวัด
ปัจจุบันแก้วมังกรยังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย โดยมีการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออก รวมถึงการนำผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานด้านรูปลักษณ์ไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
สถานะการอนุรักษ์
สำหรับ Selenicereus undatus ซึ่งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew ยอมรับในปัจจุบัน มีข้อมูลจาก Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าไม่อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าถูกคุกคาม และมีการปลูกแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม สถานะการอนุรักษ์ของแก้วมังกรควรพิจารณาแยกตามชนิดและประชากรธรรมชาติ ไม่ควรเหมารวมแก้วมังกรทุกสายพันธุ์เป็นชนิดเดียวกัน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
ลำดับอนุกรมวิธานของแก้วมังกรเนื้อขาวเปลือกแดง
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Caryophyllales
- Family : Cactaceae
- Genus : Selenicereus
- Species : Selenicereus undatus (Haw.) D.R.Hunt
ชื่อเดิมที่พบอย่างแพร่หลายในเอกสารด้านอาหารและสมุนไพร คือ Hylocereus undatus (Haw.) Britton & Rose ซึ่งปัจจุบัน Kew จัดเป็นชื่อพ้องของ Selenicereus undatus
สำหรับแก้วมังกรเนื้อแดง ชื่อ Hylocereus polyrhizus ที่พบในเอกสารวิชาการจำนวนมาก ปัจจุบันถูกจัดเป็นชื่อพ้องของ Selenicereus monacanthus (Lem.) D.R.Hunt ตาม Plants of the World Online
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ และลักษณะของผล
- ลำต้น : ลำต้นอวบน้ำ เป็นสันหรือแฉก และมีลักษณะเป็นปล้อง
- หนาม : พบเป็นกลุ่มบริเวณ areoles
- ดอก : ดอกขนาดใหญ่ บานในช่วงกลางคืนถึงเช้า
- ผล : ผลทรงกลมหรือรี เปลือกมีสีแดงหรือชมพูอมแดงและมีกลีบคล้ายเกล็ด
- เนื้อผล : อาจเป็นสีขาว ชมพู แดง หรือแดงอมม่วง
- เมล็ด : เมล็ดขนาดเล็กสีดำจำนวนมาก
- การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน เนื่องจากชื่อสกุล Hylocereus ที่ปรากฏในเอกสารเก่าหลายฉบับได้รับการจัดอนุกรมวิธานใหม่เป็น Selenicereus ในฐานข้อมูล Kew
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่และแหล่งข้อมูลด้านสมุนไพรที่เกี่ยวข้อง ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่าแก้วมังกรเป็นรายการยาในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ในฐานะตำรับยาสมุนไพรสำหรับใช้รักษาโรค
ดังนั้นเว็บไซต์ควรนำเสนอแก้วมังกรในฐานะ พืชอาหารและพืชที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มากกว่าระบุว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาสมุนไพร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กฤติยา ไชยนอก. (2559). แก้วมังกร. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี. (2565). องค์ความรู้เรื่องการปลูกแก้วมังกรเพื่อการค้า.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิจิตร. (2563). การปลูกแก้วมังกรในกระถางสำหรับผู้มีพื้นที่น้อย.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเลย. (2567). การปลูกแก้วมังกรเพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ.
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. (2568). ข้อมูลสถานการณ์การผลิตและการตลาดแก้วมังกร. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเลย.
- Hammel, B. E., Grayum, M. H., Herrera, C., & Zamora, N. (Eds.). (2020). Manual de plantas de Costa Rica. Missouri Botanical Garden Press.
- Poolsup, N., Suksomboon, N., & Paw, N. J. (2017). Effect of dragon fruit on glycemic control in prediabetes and type 2 diabetes: A systematic review and meta-analysis. PLoS ONE, 12(9), e0184577.
- Sánchez-Moreno, C., et al. (2023). Anti-inflammatory, antioxidant, and other health effects of dragon fruit and potential delivery systems for its bioactive compounds. Foods.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Selenicereus undatus (Haw.) D.R.Hunt. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Selenicereus monacanthus (Lem.) D.R.Hunt. Plants of the World Online.
