กำจัดเถา

กำจัดเถา

กำจัดเถา

กำจัดเถา เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในกลุ่มไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อยวงศ์ส้ม มีชื่อที่พบในประเทศไทยว่า กำจัดหน่วย กำจัดเครือ และงูเห่า โดยใช้ รากกำจัดเถา เป็นส่วนสำคัญทางสมุนไพร พืชชนิดนี้มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านใบ และเส้นกลางใบ จึงมีลักษณะเด่นที่สามารถใช้ประกอบการจำแนกชนิดได้ ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับคือ Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC.

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กำจัดเถา
  • ชื่อไทย/ชื่อท้องถิ่น : กำจัดเถา, กำจัดหน่วย, กำจัดเครือ, งูเห่า, สรรพลังวน และมีชื่อท้องถิ่นอื่นที่พบในบางพื้นที่ เช่น ผักมาด และพริกพราน
  • ชื่อสามัญ : Shiny-leaf Prickly Ash, Prickly Ash
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Fagara nitida Roxb.; Fagara torva (F.Muell.) Engl.; Zanthoxylum hirtellum Ridl.; Zanthoxylum hamiltonianum Wall. ex Hook.f.; Zanthoxylum torvum F.Muell.
  • วงศ์ : RUTACEAE หรือวงศ์ส้ม
  • ประเภทพืช : ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มรอเลื้อยอายุหลายปี
  • ส่วนที่ใช้เป็นยาเด่น : ราก
  • ชื่อยาจีน : Liang-Mian-Zhen (两面针) หรือ Zanthoxyli Radix ซึ่งหมายถึงรากแห้งของ Zanthoxylum nitidum

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : กำจัดเถาเป็นไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มรอเลื้อยอายุหลายปี สูงประมาณ 1–3 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมกระจายอยู่เป็นระยะ เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำ และในต้นแก่สามารถพบปุ่มหรือลักษณะขรุขระตามลำต้นได้
  • หนาม : เป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้ พบได้ตามลำต้น กิ่ง ก้านใบ แกนใบ และบริเวณเส้นกลางใบย่อย โดยหนามบางส่วนมีลักษณะคล้ายตะขอ
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ก้านใบและแกนใบมีหนาม มีใบย่อยประมาณ 2–4 คู่ ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ กว้างประมาณ 2–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5–12 เซนติเมตร ขอบใบหยักห่าง ๆ และบริเวณรอยหยักอาจพบต่อมกลมเล็ก ๆ ใกล้ขอบใบ
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณง่ามใบหรือปลายยอด ช่อดอกยาวได้ประมาณ 15 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กและแยกเพศ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีลักษณะใกล้เคียงกัน ดอกมีประมาณ 4 กลีบ สีเหลืองอมเขียว
  • ผล : ผลมีลักษณะกลมรวมกันเป็นประมาณ 4 พู แต่ละพูมีขนาดประมาณ 3–7 มิลลิเมตร เมื่อแก่มีสีแดงหรือส้มอมแดงและแตกตามแนวยาว ภายในแต่ละพูมีเมล็ดประมาณ 1 เมล็ด
  • เมล็ด : ค่อนข้างกลม ผิวเรียบเป็นมัน สีดำหรือดำคล้ำเมื่อแก่

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและเขตกระจายพันธุ์ : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย และกระจายต่อเนื่องไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย
  • ประเทศที่พบ : อินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เนปาล นิวกินี และออสเตรเลีย เป็นต้น
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : ฐานข้อมูลพรรณไม้ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ ระบุการพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขณะที่แหล่งข้อมูลอื่นรายงานการพบในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย จึงอาจพบการกระจายที่กว้างกว่าขอบเขตดังกล่าว
  • สภาพนิเวศน์ : พบในพื้นที่ระดับต่ำถึงประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล และสามารถขึ้นในป่า พื้นที่ป่าโปร่ง และบริเวณที่มีความชื้นเหมาะสม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีสำคัญสำหรับการผลิตต้นพันธุ์ เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการรากเป็นวัตถุดิบยา การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดช่วยให้เกิดระบบรากแก้วที่เหมาะสมกว่าการปักชำ
  • การปักชำ : สามารถใช้เป็นวิธีขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ และช่วยเพิ่มจำนวนต้นได้รวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดคือระบบรากอาจไม่พัฒนารากแก้วได้ดีเท่าต้นที่เกิดจากเมล็ด จึงต้องพิจารณาเป็นพิเศษหากปลูกเพื่อผลิต รากกำจัดเถาเป็นสมุนไพร
  • การงอกของเมล็ด : เมล็ดกำจัดเถามีภาวะพักตัว ทำให้การงอกตามธรรมชาติค่อนข้างช้า งานวิจัยพบว่าการทำ cold stratification และการใช้ gibberellin สามารถช่วยกระตุ้นการงอกได้
  • สภาพแวดล้อม : ควรเลือกพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ระบายน้ำได้ดี และมีแสงตั้งแต่รำไรถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากพืชชนิดนี้เป็นไม้เถาที่พบในสภาพแวดล้อมป่าและพื้นที่เขตร้อน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลักตามภูมิปัญญาไทยและเป็นวัตถุดิบยาที่ได้รับการรับรองในตำรายาจีนในชื่อ Zanthoxyli Radix หรือรากแห้งของ Zanthoxylum nitidum
  • ลำต้นและส่วนอื่น : มีการศึกษาวิจัยด้านสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ในมาตรฐานยาจีนแบบดั้งเดิม รากแห้ง เป็นส่วนสำคัญของเครื่องยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีการใช้แก้พิษงู พิษตะขาบ พิษแมลงป่อง และพิษจากสัตว์มีพิษ
  • ราก : ใช้แก้อาการปวด ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดเมื่อยบริเวณเอวและเท้า
  • ราก : ใช้แก้ปวดฟัน และอาการเจ็บปวดบางชนิดในช่องปาก
  • ราก : มีการใช้ภายนอกสำหรับอาการบวม เจ็บ หรือบาดแผลจากสิ่งทิ่มตำ
  • ราก : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาในการแก้ฝีตะมอยและอาการอักเสบบางชนิด
  • การแพทย์แผนจีน : รากกำจัดเถาถูกใช้สำหรับอาการปวดท้อง ปวดฟัน ปวดข้อจากโรคข้อและรูมาติซึม การบาดเจ็บ และใช้ตามภูมิปัญญาเกี่ยวกับพิษงู นอกจากนี้ยังมีการใช้ในโรคอักเสบ แผลในช่องปาก และโรคทางเดินอาหารบางชนิด

หมายเหตุสำคัญเกี่ยวกับพิษงู : แม้กำจัดเถาจะมีประวัติการใช้เป็นยาพื้นบ้านแก้พิษงู แต่ ไม่ควรใช้แทนเซรุ่มต้านพิษงูหรือการรักษาในโรงพยาบาล เพราะหลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ารากกำจัดเถาสามารถรักษาพิษงูในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิผล

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย : รากมีการนำมาต้ม ฝน หรือบดใช้ตามตำรับยา และมีการใช้ภายนอกโดยตำหรือบดทำเป็นยาพอก
  • การใช้ตามตำรายาจีน : รากแห้งถูกนำไปเตรียมเป็นยาต้ม หรือใช้ภายนอกตามรูปแบบของเครื่องยา Zanthoxyli Radix โดยตำรายาจีนกำหนดขนาดการใช้รากแห้งโดยทั่วไปประมาณ 5–10 กรัม และเตือนไม่ให้ใช้เกินขนาด
  • การใช้ภายนอก : สามารถใช้ในรูปยาต้มล้างหรือยาพอกตามแนวทางของตำรายาจีน

ไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านไปปรับใช้เองเพื่อรักษาพิษงูหรือพิษสัตว์ร้ายแรง เพราะภาวะดังกล่าวต้องได้รับการประเมินและรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

สารสำคัญ

กำจัดเถาเป็นพืชที่มีการศึกษาทางเคมีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ กลุ่มอัลคาลอยด์ งานทบทวนปี 2020 รายงานว่าสามารถแยกและระบุสารจาก Z. nitidum ได้มากกว่า 150 ชนิด และงานทบทวนที่ตีพิมพ์ในปี 2025 รวบรวมสารที่มีการรายงานถึงประมาณ 184 ชนิด

  • Nitidine / Nitidine chloride : อัลคาลอยด์กลุ่ม benzophenanthridine ที่ได้รับการศึกษามาก และใช้เป็นหนึ่งในสารบ่งชี้คุณภาพของราก
  • Chelerythrine / Chelerythrine chloride : อัลคาลอยด์ที่พบในรากและมีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • Magnoflorine : อัลคาลอยด์อีกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นสารบ่งชี้คุณภาพร่วมกับสารอื่น
  • Oxynitidine : สารกลุ่มอัลคาลอยด์ที่พบในพืช
  • Dictamnine, γ-Fagarine, Skimmianine และ 5-methoxydictamnine : อัลคาลอยด์ที่มีรายงานจากราก
  • Aurantiamarin : สารกลุ่มฟลาโวนอยด์
  • Sesamin : สารกลุ่มลิกแนน
  • นอกจากนี้ยังพบ coumarins, lignans, flavonoids, terpenes, steroids และ alkylamides อีกหลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยปัจจุบันสนับสนุนว่ากำจัดเถามีศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับ การทดลองในเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

  • ฤทธิ์ระงับปวดและต้านการอักเสบ : สารสกัดจาก Z. nitidum แสดงฤทธิ์ลดอาการปวดและการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยเกี่ยวข้องกับเส้นทาง ERK และ NF-κB
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : มีงานวิจัยพบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และจุลชีพบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านไวรัส : อัลคาลอยด์บางชนิดที่แยกจากราก เช่น 5,6-dihydro-6-methoxynitidine, skimmianine และ 5-methoxydictamnine แสดงฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : nitidine และอัลคาลอยด์หลายชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งในระดับเซลล์ทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานกำจัดเถาสามารถรักษามะเร็งในคนได้
  • ฤทธิ์ห้ามเลือด : มีรายงานฤทธิ์ห้ามเลือดจากสารสกัดและสารสำคัญบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานจากการทดลองในหลอดทดลองและการวิเคราะห์สารประกอบในราก

เภสัชวิทยา

  • ระงับปวด : มีหลักฐานจากแบบจำลองสัตว์ทดลองว่าสารสกัดกำจัดเถาสามารถลดอาการปวดจากการอักเสบได้ โดยเกี่ยวข้องกับการลดการแสดงออกของตัวกลางการอักเสบ เช่น TNF-α, IL-1β และ IL-6 และการยับยั้งเส้นทาง ERK/NF-κB
  • ต้านการอักเสบ : สารสกัดและอัลคาลอยด์หลายชนิดแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ต้านจุลชีพ : สารประกอบบางชนิดมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส
  • ต้านเนื้องอก : nitidine และสารกลุ่ม benzophenanthridine หลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบเลือดและการอักเสบ : มีรายงานฤทธิ์ห้ามเลือดและต้านการอักเสบ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ กำจัดเถา ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับข้อมูลด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา งานทบทวนปี 2020 ระบุว่าการศึกษาความเป็นพิษของ Zanthoxylum nitidum ยังมีจำนวนน้อย และต้องการการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านพิษวิทยา เภสัชจลนศาสตร์ และขนาดที่เหมาะสม

  • การใช้ รากกำจัดเถา ควรใช้ตามตำรับและขนาดที่เหมาะสม ไม่ควรเพิ่มขนาดเอง
  • สารกลุ่ม nitidine มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูง และงานวิจัยของ nitidine chloride รายงานความเป็นพิษต่อเซลล์ของไต หัวใจ และตับในแบบจำลองบางชนิด จึงไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวไปสรุปว่าการใช้สมุนไพรในขนาดทั่วไปจะเกิดพิษในลักษณะเดียวกัน แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงตามข้อห้ามของตำรายาพื้นบ้านและข้อมูลการใช้ในจีน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานกำจัดเถา เนื่องจากมีคำเตือนในข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมว่ามีความเสี่ยงต่อการแท้ง
  • ไม่ควรใช้เกินขนาด เนื่องจากข้อมูลด้านพิษวิทยายังมีจำกัด และรากมีอัลคาลอยด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด
  • ตำรายาจีนมีคำเตือนว่า ไม่ควรรับประทานร่วมกับอาหารรสเปรี้ยวหรืออาหารที่มีกรด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาหลายชนิด เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องใช้สมุนไพรต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลจากฐานข้อมูลพืชอาหารนานาชาติว่า ใบและเมล็ดของ Zanthoxylum nitidum มีการใช้เป็นเครื่องปรุงรสหรือแต่งกลิ่นในบางภูมิภาค และมีรายงานการใช้ผลในอาหาร อย่างไรก็ตาม กำจัดเถาไม่ใช่สมุนไพรที่นิยมใช้เป็นอาหารในประเทศไทย และการนำส่วนของพืชมาใช้ประกอบอาหารควรแยกออกจากการใช้รากเป็นยา

การใช้ในผลิตภัณฑ์

สารสกัดจาก Zanthoxylum nitidum มีการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยเฉพาะในประเทศจีน เช่น

  • ยาสีฟันสมุนไพร
  • น้ำยาบ้วนปาก
  • สบู่
  • แชมพู
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิด
  • ผลิตภัณฑ์ยาจีนและตำรับสมุนไพร

ผลิตภัณฑ์ด้านช่องปากเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการใช้สารสกัดจากกำจัดเถามากที่สุด โดยมีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดูแลฟันและช่องปากในจีนมาเป็นเวลานาน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่เก็บเกี่ยว : โดยเฉพาะราก
  • ช่วงการเก็บเกี่ยว : ตำรายาจีนระบุว่าสามารถเก็บรากได้ตลอดทั้งปี จากนั้นล้างให้สะอาด ตัดเป็นแผ่นหรือท่อน แล้วทำให้แห้ง
  • อายุการเก็บเกี่ยว : งานวิจัยด้านคุณภาพวัตถุดิบพบว่าต้นที่มีอายุประมาณ 4–6 ปีให้รากที่มีองค์ประกอบและคุณภาพเหมาะสม และงานวิจัยอีกฉบับเสนอว่าต้นที่ปลูกมากกว่า 3 ปีสามารถให้วัตถุดิบที่มีสารสำคัญตามเกณฑ์การศึกษาที่ใช้
  • การเตรียม : ล้างดินและสิ่งปนเปื้อนออก ตัดเป็นท่อนหรือแผ่น แล้วตากหรืออบให้แห้ง
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บรากแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา และควรติดฉลากระบุชนิดสมุนไพร แหล่งที่มา และวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในประเทศไทยมีการใช้ กำจัดเถา/กำจัดหน่วย ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้รากหรือส่วนของต้นเกี่ยวกับอาการปวด ปวดฟัน ท้องเสีย และพิษจากสัตว์มีพิษ
  • งานศึกษาภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในจังหวัดพัทลุงพบพืชที่ระบุเป็น Zanthoxylum cf. nitidum และมีการใช้สำหรับ ขับพยาธิ ท้องเสีย และปวดฟัน โดยใช้เนื้อไม้ต้มเป็นยา
  • ในภูมิภาคอินโดจีนมีการใช้ส่วนของพืชชนิดนี้ในตำรับพื้นบ้านหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้เปลือกในบางพื้นที่เพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน

ประวัติและวัฒนธรรม

กำจัดเถาเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ยาวนานในเอเชีย โดยในระบบการแพทย์จีน รากของพืชชนิดนี้รู้จักในชื่อ Liang-Mian-Zhen และมีประวัติการบันทึกในตำราเภสัชวัตถุจีนโบราณ โดยถูกใช้ในแนวทางการแพทย์จีนสำหรับอาการปวด การอักเสบ ปวดฟัน ปวดท้อง และอาการจากการบาดเจ็บ

ในประเทศไทย กำจัดเถา มีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กำจัดหน่วยและงูเห่า และปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยและงานศึกษาภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรของหมอพื้นบ้าน

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Zanthoxylum nitidum เป็นชนิดที่ยอมรับทางอนุกรมวิธาน และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่ามีการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทรัพยากร Z. nitidum ในธรรมชาติลดลงจากการเก็บเกี่ยวและการตัดทำลายป่า จนทำให้เกิดความสนใจในการปลูกเชิงการเกษตรเพื่อทดแทนการเก็บจากธรรมชาติ ดังนั้นการใช้รากควรคำนึงถึงการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการขยายพันธุ์ในแปลงปลูก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Sapindales
  • Family : Rutaceae
  • Genus : Zanthoxylum L.
  • Species : Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC.
  • Accepted infraspecific taxa : Zanthoxylum nitidum var. nitidum และ Zanthoxylum nitidum var. tomentosum C.C.Huang

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Fagara nitida Roxb. เป็นชื่อพ้องที่ Kew ระบุไว้สำหรับชนิดนี้

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ กำจัดเถา/กำจัดหน่วย ควรดำเนินการทั้งด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางจุลทรรศน์ และการตรวจสอบทางเคมี เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชวงศ์ส้มชนิดอื่น

  • ลักษณะภายนอก : ตรวจสอบว่าเป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น ก้านใบ แกนใบ และเส้นกลางใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ และผลมีประมาณ 4 พู
  • รากแห้ง : วัตถุดิบมาตรฐานมีลักษณะเป็นท่อนหรือแผ่นแข็ง ผิวด้านนอกออกเหลืองหรือน้ำตาลอมเหลือง เนื้อไม้ด้านในมีสีเหลือง และมีกลิ่นเฉพาะตัว รสเผ็ดร้อนและทำให้รู้สึกชาที่ลิ้น
  • การตรวจทางจุลทรรศน์ : สามารถตรวจลักษณะโครงสร้างของเนื้อเยื่อราก เช่น ชั้นคอร์ก เซลล์น้ำมัน ผลึกแคลเซียมออกซาเลต ท่อลำเลียง และเส้นใย
  • การตรวจทางโครมาโทกราฟี : สามารถใช้ HPLC/UPLC เพื่อตรวจสารสำคัญ เช่น nitidine chloride, chelerythrine, magnoflorine, aurantiamarin และ sesamin เป็นสารบ่งชี้คุณภาพ
  • การตรวจด้วย Near-Infrared Spectroscopy (NIRS) : มีการพัฒนาวิธี NIRS ร่วมกับการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อแยกรากกำจัดเถาออกจากพืชที่มีลักษณะใกล้เคียง และแยกรากออกจากส่วนลำต้นที่นำมาปลอมปนได้
  • การตรวจสอบความถูกต้องของชนิดพืช : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงหรือ voucher specimen โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพมหานคร: เพื่อนพิมพ์.
  2. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กำจัดหน่วย Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  3. Maneenoon, K., Khuniad, C., Teanuan, Y., Saedan, N., Pattanaprateep, P., Wongwiwat, W., & Pinsook, S. (2015). Ethnomedicinal plants used by traditional healers in Phatthalung Province, Peninsular Thailand. Journal of Ethnobiology and Ethnomedicine, 11, 43.
  4. บุญวรพัฒน์, วิทยา. (ม.ป.ป.). สารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. ข้อมูลรายการกำจัดเถา.
  5. Lu, Q., Ma, R., Yang, Y., Mo, Z., Pu, X., & Li, C. (2020). Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC: Traditional uses, phytochemistry, pharmacological activities and toxicology. Journal of Ethnopharmacology, 260, 112946. https://doi.org/10.1016/j.jep.2020.112946
  6. Wang, X., Wu, Q., Li, L., Wang, P., Wang, Y., Wei, W., Ma, X., Shu, J., Zhang, K., & Ma, D. (2022). Determination of quality markers for quality control of Zanthoxylum nitidum using ultra-performance liquid chromatography coupled with near infrared spectroscopy. PLOS ONE, 17(6), e0270315. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0270315
  7. Yang, Y., Liu, Y., Yang, Y., Jia, H., Tan, P., Zeng, J., Zeng, L., Xie, T., Geng, X., He, H., Bai, M., Li, Y., & Wu, H. (2024). A comparative analysis of the composition of the primary bioactive molecules, antioxidant activities, and anti-inflammation abilities of the roots of Zanthoxylum nitidum harvested at different years of cultivation. Industrial Crops and Products, 221, 119426. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2024.119426
  8. Wang, L., Zhu, Y., Jiang, J., Tan, G., Ma, Q., & Zhang, H. (2023). Dynamic changes in the levels of metabolites and endogenous hormones during the germination of Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC. seeds. Plant Signaling & Behavior, 18(1), 2251750. https://doi.org/10.1080/15592324.2023.2251750
  9. Wang, X., Liang, S., Ma, D., Xu, C., Liu, H., Han, Z., Wei, W., & Guo, Q. (2020). Distribution survey, phytochemical and transcriptome analysis to identify candidate genes involved in biosynthesis of functional components in Zanthoxylum nitidum. Industrial Crops and Products, 150, 112345. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2020.112345
  10. Hu, J., Zhang, W.-D., Liu, R.-H., Zhang, C., Shen, Y.-H., Li, H.-L., Liang, M.-J., & Xu, X.-K. (2006). Benzophenanthridine alkaloids from Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC, and their analgesic and anti-inflammatory activities. Chemistry & Biodiversity, 3(9), 990–995. https://doi.org/10.1002/cbdv.200690108
  11. Li, C., & Lu, Q. (2025). Botany, phytochemistry, pharmacologic activities, traditional applications, pharmacokinetics, quality control and toxicity of Zanthoxyli Radix: An updated review. Journal of Ethnopharmacology, 337, 118783. https://doi.org/10.1016/j.jep.2024.118783
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC. Plants of the World Online.

 

Scroll to top