กำจัด

กำจัด

กำจัด

กำจัด เป็นไม้ยืนต้นสมุนไพรและเครื่องเทศพื้นบ้านที่รู้จักกันในชื่อ มะแขว่น กำจัดต้น มะข่วง หมากแคว่น พริกหอม และลูกระมาศ โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ผลและเมล็ดมีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อนและให้ความรู้สึกซ่า จึงมีบทบาททั้งใน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน และ วัฒนธรรมอาหารล้านนา ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับคือ Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. โดยชื่อ Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston เป็นชื่อพ้องทางอนุกรมวิธาน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กำจัด
  • ชื่อไทย : กำจัด, กำจัดต้น
  • ชื่อท้องถิ่น : มะแขว่น, มะข่วง, มะแข่น, หมักข่วง, หมากแคว่น, หมากมาศ, ลูกระมาศ, พริกหอม, ผักมาด, แคนโข่ง, มะนาวป่า และพริกม้า
  • ชื่อสามัญ : Indian ivy-rue, Indian prickly ash, Cape yellowwood
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston, Zanthoxylum budrunga (Roxb.) DC., Fagara rhetsa Roxb.
  • วงศ์ : Rutaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้ง สมุนไพร เครื่องเทศ พืชอาหาร และพืชเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • รสยาไทยที่กล่าวถึงในภูมิปัญญา : เมล็ดมีรสเผ็ดสุขุมและมีกลิ่นหอม ส่วนรากและเนื้อไม้มีรสร้อนขื่น

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งของไทยยังใช้ชื่อ Zanthoxylum limonella แต่ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และฐานข้อมูล TH-BIF จัด Zanthoxylum limonella เป็นชื่อพ้องของ Zanthoxylum rhetsa ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลควรใช้ Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. เป็นชื่อหลัก และใส่ Z. limonella เป็นชื่อพ้องเพื่อให้ค้นหาได้ครบถ้วน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูงได้ประมาณ 12–20 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกสีเทาอมขาวหรือขาวอมเทา และมีหนามแหลมรูปกรวยตามลำต้นและกิ่ง
  • หนาม : มีหนามแข็งและแหลมตามลำต้น กิ่ง และบริเวณก้านใบ เป็นลักษณะเด่นที่ใช้ช่วยจำแนกพืช
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ก้านใบมักมีสีแดง ใบย่อยมีหลายคู่ รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบอ่อนและใบแก่บางระยะมีสีออกน้ำตาลแดง
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว และพืชมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันคนละต้น
  • ผล : ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 6–7 มิลลิเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีแดงถึงน้ำตาล และเมื่อแห้งเปลือกผลจะแตก
  • เมล็ด : เมล็ดกลมขนาดเล็ก สีดำเป็นมัน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเป็นส่วนที่นิยมนำมาใช้เป็น เครื่องเทศมะแขว่น

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียต่อเนื่องไปถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงบางส่วนของนิวกินีและออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : มีรายงานพบในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยแหล่งข้อมูลไทยระบุว่าพบในป่าดิบและพื้นที่ภูเขา ส่วนแหล่งปลูกสำคัญในปัจจุบันอยู่ทางภาคเหนือ
  • สภาพแวดล้อม : พบในป่าดิบ ป่าดิบแล้ง และพื้นที่ป่าเขตร้อน โดยข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์ระบุว่าสามารถพบได้ถึงระดับประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลในแหล่งธรรมชาติบางพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีหลักที่ใช้ในการขยายพันธุ์กำจัดหรือมะแขว่น แต่เมล็ดมีปัญหาเรื่องการพักตัวและความงอก จึงควรจัดการเมล็ดก่อนเพาะ
  • การเพาะกล้า : กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เพาะเมล็ดในกระบะทราย รดน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่ให้น้ำขัง ใช้เวลาประมาณ 1–2 เดือน เมื่อต้นกล้ามีใบจริงและแข็งแรงจึงย้ายลงถุงเพาะชำ
  • การย้ายปลูก : กล้าที่เหมาะสมสำหรับย้ายปลูกมีอายุประมาณ 3 เดือน สูงประมาณ 3–5 นิ้ว และควรย้ายปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
  • ระยะปลูก : มีคำแนะนำให้ใช้ระยะประมาณ 4 × 4 เมตร และควรเลือกพื้นที่ระบายน้ำดี
  • การดูแล : ระบบรากอยู่ค่อนข้างตื้น จึงควรระมัดระวังการพรวนดินและกำจัดวัชพืชไม่ให้กระทบราก
  • การจัดการต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย : สามารถเริ่มแยกเพศได้เมื่อเข้าสู่ระยะออกดอกประมาณปีที่ 3–4 และในแปลงปลูกอาจจัดการต้นตัวผู้หรือใช้การเสียบยอดต้นตัวเมียเพื่อเพิ่มสัดส่วนต้นที่ให้ผลผลิต
  • การขยายพันธุ์แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีรายงานการชักนำยอดจากข้อของต้นโตเต็มวัยและจาก cotyledonary nodes ของ Z. rhetsa โดยสามารถพัฒนาต้นกล้าและย้ายลงดินได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดฟันและรำมะนาด
  • ผลและเมล็ด : ใช้เป็นเครื่องเทศและใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับลมและระบบทางเดินอาหาร
  • รากและเนื้อไม้ : ใช้ในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับขับลม แก้อาการวิงเวียน และเกี่ยวข้องกับการขับระดู
  • เปลือกผล : มีน้ำมันหอมระเหยและสารกลุ่มเทอร์พีนจำนวนมาก จึงได้รับความสนใจในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก
  • น้ำมันหอมระเหยจากผลหรือเมล็ด : มีการศึกษาเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอม

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เมล็ด : ใช้แก้ลมวิงเวียน บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ และขับลมในลำไส้
  • ใบ : ตามภูมิปัญญาใช้แก้ปวดฟันและรำมะนาด โดยนำใบสดมาเคี้ยวหรือขยี้ใช้เฉพาะที่
  • รากและเนื้อไม้ : ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้ลมขึ้นเบื้องบน อาการหน้ามืด ตาลาย และวิงเวียน และมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อขับระดู
  • ผล : ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้เพื่อช่วยเรื่องท้องอืด ท้องเฟ้อ และระบบทางเดินอาหาร
  • การแพทย์พื้นบ้านในภูมิภาคเอเชีย : มีรายงานการใช้ Z. rhetsa สำหรับไข้ อาการปวด บิด ท้องเสีย อหิวาตกโรค ผื่นผิวหนัง และอาการปวดข้อ แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลจากการใช้แบบดั้งเดิมและไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหารหรือเครื่องเทศ : ผลแห้งหรือเมล็ดแห้งนำไปคั่ว บด หรือตำ แล้วใช้ปรุงอาหาร
  • ใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการปวดฟัน : ใบสดนำมาเคี้ยวหรือขยี้และใช้เฉพาะบริเวณที่ปวด ก่อนบ้วนทิ้ง
  • ใช้ในตำรับพื้นบ้าน : รากหรือเนื้อไม้มีการนำไปต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ไม่ควรนำไปกำหนดขนาดรับประทานเอง เพราะยังไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับการใช้ในประชาชนทั่วไป
  • การใช้ภายนอกในงานวิจัยสมัยใหม่ : มีการพัฒนาสเปรย์น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผล Z. rhetsa สำหรับใช้บริเวณที่มีอาการปวด และมีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

สารสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย : เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้กำจัดหรือมะแขว่นมีกลิ่นหอมและรสเผ็ดซ่า
  • Sabinene : พบเป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากหลายส่วนของพืช
  • Limonene : พบในน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะจากใบและผล
  • Terpinen-4-ol : พบในน้ำมันหอมระเหยจากผลและส่วนอื่น ๆ ในปริมาณแตกต่างกัน
  • Terpinolene : เป็นองค์ประกอบเด่นอีกชนิดหนึ่งในน้ำมันหอมระเหยจากผล
  • Linalool : พบในน้ำมันหอมระเหยจากใบและก้านใบ
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์ : มีรายงานการพบ benzophenanthridine alkaloids และ alkaloids ชนิดอื่น ๆ
  • สารกลุ่มคูมาริน ลิกแนน ฟลาโวนอยด์ และเทอร์พีน : มีรายงานจากการศึกษาทางพฤกษเคมีของพืชชนิดนี้
  • องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันอย่างมากตาม ส่วนของพืช แหล่งปลูก อายุพืช สภาพแวดล้อม และวิธีสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : การศึกษาสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยของ Z. rhetsa พบแนวโน้มยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ โดยเฉพาะการสร้าง nitric oxide ในแบบจำลองเซลล์
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการศึกษาพบฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพบางชนิดจากสารสกัดและน้ำมันหอมระเหย แต่ผลแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีสกัด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดหลายส่วน
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิ : สารสกัดใบและผลแสดงฤทธิ์ต้านพยาธิในแบบจำลอง in vitro แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้รักษาพยาธิในคน
  • การศึกษาระดับสารออกฤทธิ์ : มีการแยกสารอัลคาลอยด์จากเปลือกต้น และพบสารบางชนิดที่แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งและจุลชีพในระดับห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตามยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • การศึกษาทางคลินิกด้านอาการปวด : งานวิจัยแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และปกปิดสองฝ่ายในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมจำนวน 60 ราย เปรียบเทียบสเปรย์ Z. rhetsa กับ diclofenac spray พบว่าสเปรย์ Z. rhetsa ให้ผลลดอาการปวดและปรับปรุงการทำงานของข้อเข่าได้โดยไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่ม diclofenac ในการศึกษาระยะ 14 วัน
  • ข้อจำกัดของหลักฐาน : งานวิจัยส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง หรือใช้สารสกัดดิบ และยังมีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลว่าสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยสามารถลดตัวชี้วัดบางชนิดของกระบวนการอักเสบ เช่น nitric oxide และ prostaglandin E₂ ในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด : น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลสามารถยับยั้งการสร้าง PGE₂ ในแบบจำลองเซลล์ และมีข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกที่สนับสนุนฤทธิ์ลดปวดเมื่อใช้ภายนอกในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดมีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากราก เปลือก ใบ และผลในรูปแบบการทดลองต่าง ๆ
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิและต้านท้องเสีย : มีรายงานจากแบบจำลองทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดเป็นการรักษามาตรฐาน
  • กลไกที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหอมระเหย : สารกลุ่ม monoterpenes เช่น sabinene, limonene, terpinolene และ terpinen-4-ol มีส่วนสำคัญต่อคุณสมบัติทางชีวภาพของน้ำมันหอมระเหย

ความปลอดภัย

  • งานศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเมทานอลจาก ใบและผล ในสัตว์ทดลองไม่พบการเสียชีวิตหรือความผิดปกติเด่นชัด และรายงานค่า LD₅₀ ทางปากมากกว่า 5,000 มก./กก. ในแบบจำลองดังกล่าว
  • การศึกษาสารสกัดจากเปลือกรากในสัตว์ทดลองที่ให้ทางปากถึง 3,000 มก./กก. ไม่พบความผิดปกติหรือการเสียชีวิตในช่วงติดตามผลของการทดลอง
  • อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็น ข้อมูลความเป็นพิษในสัตว์ทดลองของสารสกัดเฉพาะชนิด ไม่ควรนำไปแปลงเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง
  • สำหรับผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก มีการศึกษาความปลอดภัยของสเปรย์น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลในอาสาสมัคร พบว่าความเข้มข้นที่ศึกษาโดยรวมมีความปลอดภัยในระยะสั้น แต่พบการระคายเคืองเล็กน้อยในบางราย และปฏิกิริยาส่วนใหญ่หายไปภายใน 24 ชั่วโมง
  • ผู้ที่แพ้น้ำมันหอมระเหยหรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมควรระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้นเฉพาะที่

การใช้ในอาหาร

  • ผลและเมล็ดแห้ง : ใช้เป็นเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์ของอาหารภาคเหนือ
  • อาหารล้านนา : ใช้ในลาบ น้ำพริก พริกลาบ แกงแค แกงอ่อม ยำไก่ และอาหารพื้นเมืองอื่น ๆ
  • คุณสมบัติด้านอาหาร : ช่วยเพิ่มกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อนและรสซ่า รวมถึงช่วยกลบกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์
  • ใบและยอดอ่อน : สามารถนำมารับประทานเป็นผักสดหรือใช้ประกอบอาหาร
  • การใช้เป็นเครื่องเทศ : ในบางประเทศของเอเชียมีการใช้ผลและเมล็ดแห้งเป็นเครื่องเทศ และมีการใช้ในลักษณะใกล้เคียงกับเครื่องเทศกลุ่มพริกหอม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันหอมระเหย : ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก
  • ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวด : มีการพัฒนาสเปรย์น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลสำหรับใช้ภายนอกบริเวณที่มีอาการปวด และมีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกระยะสั้น
  • เครื่องสำอาง : มีการกล่าวถึงการนำน้ำมันหอมระเหยไปพัฒนาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เช่น แชมพูและครีมบำรุงผิว
  • ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง : มีการศึกษาศักยภาพของน้ำมันหอมระเหยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ผลแห้งและผงมะแขว่นใช้เป็นเครื่องเทศและอาจนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพิ่มมูลค่า

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • อายุเริ่มให้ผลผลิต : ต้นที่ปลูกสามารถเริ่มให้ผลผลิตประมาณ 3–5 ปี ขึ้นกับพันธุ์และสภาพแวดล้อม
  • ช่วงเก็บเกี่ยว : ในพื้นที่ปลูกภาคเหนือมีรายงานการเก็บเกี่ยวช่วงประมาณตุลาคม–ธันวาคม โดยขึ้นกับพันธุ์และพื้นที่
  • ลักษณะผลที่เหมาะสม : ควรเก็บผลที่แก่จัด เมล็ดเปลี่ยนเป็นสีดำหรือน้ำตาลและมีกลิ่นหอม
  • การทำแห้งแบบพื้นบ้าน : มัดช่อผลเป็นกำแล้วแขวนผึ่งแดดบนราวยกพื้นประมาณ 3–4 วัน และเก็บเข้าที่ในช่วงกลางคืนเพื่อป้องกันน้ำค้างและความชื้น
  • การอบแห้ง : สามารถใช้อบลมร้อนเพื่อควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอ โดยมีงานของกรมวิชาการเกษตรที่ศึกษาการอบแห้งมะแขว่นในช่วงประมาณ 50–60 องศาเซลเซียส
  • การเก็บรักษา : หลังทำให้แห้งสนิทควรเก็บในภาชนะหรือถุงที่ป้องกันความชื้นและอากาศ เช่น ถุงฟอยล์หรือถุงสุญญากาศ เพื่อช่วยรักษากลิ่นและคุณภาพของน้ำมันหอมระเหย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคเหนือ : มะแขว่นเป็นหนึ่งในเครื่องเทศสำคัญของอาหารล้านนา ใช้ในพริกลาบ ลาบ แกง และน้ำพริก
  • ชุมชนชาติพันธุ์ : มีการเก็บและใช้มะแขว่นเป็นทั้งอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพร โดยเฉพาะชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคเหนือ
  • การแพทย์พื้นบ้าน : ใบใช้กับอาการปวดฟัน เมล็ดใช้เกี่ยวกับลมวิงเวียนและระบบทางเดินอาหาร ส่วนรากและเนื้อไม้ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับขับลมและอาการวิงเวียน
  • ภูมิปัญญาการจัดการป่า : ชุมชนบ้านแม่ส้าน จังหวัดลำปาง มีการใช้มะแขว่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบไร่หมุนเวียนและวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับการจัดการทรัพยากรป่าอย่างยั่งยืน

ประวัติและวัฒนธรรม

  • มะแขว่นกับวัฒนธรรมล้านนา : มะแขว่นเป็นวัตถุดิบที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมอาหารของภาคเหนือ และพบเป็นส่วนประกอบในอาหารพื้นเมืองจำนวนมาก
  • อาหารและอัตลักษณ์ท้องถิ่น : รสเผ็ดร้อนและความซ่าของมะแขว่นเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยสร้างรสชาติของอาหารล้านนา โดยเฉพาะลาบและพริกลาบ
  • เศรษฐกิจชุมชน : มะแขว่นเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นของหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน เชียงใหม่ และลำปาง
  • วัฒนธรรมร่วมสมัย : ปัจจุบันมีการนำมะแขว่นมาต่อยอดเป็นเครื่องเทศ ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มจากท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก : Zanthoxylum rhetsa ได้รับการประเมินในบัญชี IUCN Red List เป็น Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
  • อย่างไรก็ตาม แม้สถานะระดับโลกจะอยู่ในกลุ่ม LC แต่ในบางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากการเก็บเกี่ยวมากเกินไป การสูญเสียถิ่นอาศัย และการใช้ประโยชน์จากไม้
  • มีงานวิจัยระบุว่าการเก็บผลก่อนแก่เต็มที่เพื่อจำหน่ายอาจทำให้คุณภาพและความมีชีวิตของเมล็ดลดลง จึงควรมีการจัดการเมล็ดพันธุ์และการปลูกทดแทนเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Rutaceae
  • สกุล (Genus) : Zanthoxylum L.
  • ชนิด (Species) : Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Zanthoxylum limonella (Dennst.) Alston; Zanthoxylum budrunga (Roxb.) DC.; Fagara rhetsa Roxb.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ควรตรวจสอบลักษณะต้น หนาม ใบประกอบแบบขนนก ก้านใบสีแดง ช่อดอก ผลกลม และเมล็ดสีดำเป็นมันประกอบกัน
  • การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรยึด Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน และระบุ Z. limonella เป็นชื่อพ้อง
  • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) : งานวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยที่ใช้ Z. rhetsa มีการยืนยันชนิดพืชโดยนักพฤกษศาสตร์และเทียบกับตัวอย่างอ้างอิง BKF No. 193835 ที่เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ กรุงเทพฯ
  • การตรวจสอบทางเคมี : มีงานวิจัยพัฒนา fingerprint ของสารทุติยภูมิจากผลด้วย HPTLC ซึ่งสามารถใช้ช่วยตรวจสอบเอกลักษณ์และแยกความแตกต่างจากพืชปลอมปนได้
  • สารบ่งชี้ที่ใช้ประกอบการตรวจสอบ : กลุ่มน้ำมันหอมระเหย เช่น sabinene, limonene, terpinolene และ terpinen-4-ol สามารถใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมิน chemical profile แต่ปริมาณอาจแตกต่างตามแหล่งและส่วนของพืช

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลมะแขว่น: Zanthoxylum myriachanthum. สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร.
  2. กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). วิธีการปลูกดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวมะแขว่น. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่.
  3. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). มะแขว่น: Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพสิรีรุกขชาติ.
  4. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อุทยานพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กำจัดต้น: Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC.
  5. สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดน่าน. (2560). มะแขว่น.
  6. ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). ผักพื้นบ้าน–อาหารล้านนา: มะแขว่น.
  7. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กำจัดต้น Zanthoxylum rhetsa. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  8. Aziz, F., Rahman, F. I., Huque, S., Ether, S. A., Hasan, C. M., & Ahsan, M. (2022). Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC: A systematic review on traditional uses, phytochemistry, and pharmacology. Journal of Pharmacy & Pharmacognosy Research, 10(1), 52–72.
  9. Imphat, C., Woottisin, N., & Chiewsilp, W. (2025). Efficacy of topical analgesia Zanthoxylum rhetsa in the treatment of primary knee osteoarthritis: A randomized, double-blind, positive-controlled clinical trial. Journal of Ayurveda and Integrative Medicine, 16(3), 101108.
  10. Imphat, C., & Woottisin, N. (2025). Formulation and topical safety evaluation of Zanthoxylum rhetsa spray containing essential oil from pericarp: A phase 1, double-blind, non-randomized, single-arm patch test trial. Tropical Journal of Natural Product Research, 9(10), 4915–4926.
  11. Mallya, R., & Suvarna, V. (2024). Phytochemical and toxicity evaluation of methanol extracts of leaves and fruits of Zanthoxylum rhetsa (Rutaceae). Biomedical & Pharmacology Journal, 17(3), 1523–1530.
  12. Pham, C. B., Cam, T. I., Tran, T. T., et al. (2021). The chemical composition and biological activities of essential oils from Zanthoxylum rhetsa grown in Son La, Northwest Vietnam. Journal of Food Quality, 2021, Article 9922283.
  13. Purwaning, D. (2011). Struktur benih dan dormansi pada benih panggal buaya (Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) D.C.). Jurnal Manajemen Hutan Tropika, 15(2), 66–74.
  14. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zanthoxylum rhetsa (Roxb.) DC. Plants of the World Online.
  15. Jacob, S. R., Mishra, A., John, J. K., & Gupta, V. (2023). Rapid viability test—a tool to aid conservation efforts in Zanthoxylum rhetsa. Journal of Tropical Forest Science, 35(1), 77–81.
Scroll to top