ขมิ้นเครือ

ขมิ้นเครือ

ขมิ้นเครือ

ขมิ้นเครือ เป็นสมุนไพรประเภทไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ Menispermaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arcangelisia flava (L.) Merr. จุดเด่นคือเนื้อไม้และรากมีสีเหลือง และเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีเหลืองไหลออกมา สมุนไพรชนิดนี้มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการใช้เถาหรือเนื้อไม้สำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ขับลม และแก้ไข้ ปัจจุบันขมิ้นเครือยังได้รับความสนใจจากการศึกษาสารกลุ่มอัลคาลอยด์ โดยเฉพาะ berberine ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเนื้อไม้และลำต้น

หมายเหตุ: ชื่อพื้นเมืองว่า “ขมิ้นเครือ” อาจใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในวงศ์ Menispermaceae ดังนั้นเนื้อหานี้กำหนดขมิ้นเครือเป็น Arcangelisia flava (L.) Merr. ตามเอกสารมาตรฐานสมุนไพรไทยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อป้องกันการสับสนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อพ้องกัน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขมิ้นเครือ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arcangelisia flava (L.) Merr.
  • ชื่อวงศ์ : Menispermaceae
  • ชื่อสกุล : Arcangelisia
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Yellow-fruited moonseed
  • ชื่อท้องถิ่น : ขมิ้นฤาษี, ผ้าร้ายห่อทอง, มันแดง, แหเครือ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เถา หรือลำต้น ใบ ดอก และราก โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยให้ความสำคัญกับ ลำต้นแห้ง (Arcangelisiae Flavae Caulis) เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ลำต้นสามารถเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น ทุกส่วนโดยทั่วไปเกลี้ยง ยกเว้นบริเวณใบที่อาจมีต่อม ลำต้นมีเนื้อไม้สีเหลือง เมื่อถูกตัด สับ หรือเกิดบาดแผลจะมีน้ำยางหรือสารคัดหลั่งสีเหลืองออกมา ลำต้นแก่มีเปลือกสีเทาหรือสีน้ำตาล และมีรอยแผลเป็นรูปถ้วยบริเวณตำแหน่งที่ก้านใบหลุดออก
  • ราก : รากอ่อนอาจคดงอและค่อนข้างแบน ส่วนรากแก่มีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างตรง ผิวสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างบางและอาจมีรอยแตกตามยาวและตามขวาง เมื่อแห้งผิวมีสีน้ำตาลอ่อนและเปลือกหลุดได้ง่าย
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ ใบมีลักษณะรูปไข่ รูปไข่แกมรี หรือรูปไข่กว้าง เนื้อใบค่อนข้างหนาและคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบเป็นมัน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ตัด หรือเว้าเป็นรูปหัวใจเล็กน้อย เส้นใบหลักออกจากโคนใบเป็นรูปฝ่ามือประมาณ 5 เส้น และมีเส้นแขนงใบเพิ่มเติม
  • ดอก : เป็นดอกแยกเพศ อยู่ต่างต้นกัน ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือบริเวณเถา ดอกมีสีขาวอมเหลืองหรือเขียวอมเหลือง
  • ผล : ผลออกเป็นช่อ ผลสดมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างแบน เมื่อสุกมีสีเหลือง ภายในมีเมล็ดขนาดใหญ่และแข็ง 1 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ขมิ้นเครือมีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ เกาะไหหลำ ประเทศจีน ผ่านภูมิภาคอินโดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงนิวกินี พบในประเทศไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นในภูมิภาคมาเลเซีย

ในประเทศไทยมีรายงานพบทาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และมักพบตามป่าดิบ ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และบริเวณชายป่า โดยแหล่งข้อมูลไทยบางแห่งระบุว่าพบได้ในพื้นที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 300 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และมีรายงานการขยายพันธุ์โดยการปักชำ
  • การเพาะเมล็ด : ผลแก่จะมีสีดำตามข้อมูลแนวทางการส่งเสริมการปลูกสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เมล็ดสามารถนำมาล้างให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วเพาะในกระบะเพาะ โดยใช้เวลาประมาณ 30–45 วันจึงเริ่มงอก จากนั้นจึงย้ายลงถุงเพาะชำ
  • สภาพพื้นที่ : เหมาะกับพื้นที่ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และพื้นที่ที่มีต้นไม้สำหรับให้เถาพาดพัน
  • ฤดูปลูก : แนวทางของกรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะนำช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม
  • การเตรียมแปลง : เนื่องจากเป็นไม้เถา ควรมีไม้หลักหรือค้างให้เถาเลื้อยพาดพัน โดยเอกสารส่งเสริมการปลูกระบุการเตรียมหลุมบริเวณโคนไม้ขนาดประมาณ 50 × 50 × 50 เซนติเมตร และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถาหรือลำต้น : เป็นส่วนที่มีข้อมูลทางเภสัชเวทและมาตรฐานชัดเจนที่สุด โดยใช้ลำต้นแห้งเป็นวัตถุดิบยา Arcangelisia Flava Stem
  • ราก : ใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับลมและโรคตาบางชนิด
  • ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการขับโลหิตและน้ำคาวปลา
  • ดอก : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการบิดและบิดมูกเลือด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เถา : ตามตำรายาไทยมีรสฝาดเฝื่อนร้อน ใช้สำหรับ ขับลม ขับผายลม ทำให้เรอ แก้น้ำดีพิการ แก้ไข้ แก้ร้อนใน และบรรเทาอาการท้องเสียจากอาหารไม่ย่อย
  • ใบ : ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นใช้สำหรับ ขับโลหิตและขับน้ำคาวปลา และมีการกล่าวถึงการใช้ในอาการบิดมดลูก
  • ดอก : มีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการบิดและบิดมูกเลือด
  • ราก : มีการใช้เพื่อ ขับลม แก้ลมอัมพฤกษ์ บำรุงน้ำเหลือง และใช้ภายนอกหรือเตรียมเป็นยาสำหรับอาการเกี่ยวกับดวงตาตามตำรับพื้นบ้าน
  • เนื้อไม้ : ในบางพื้นที่ใช้เป็นยาสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร และใช้ล้างแผลหรือบรรเทาอาการคันตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

การกล่าวถึงสรรพคุณข้างต้นเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและข้อมูลจากตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกของ A. flava ยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • ตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสียหรือบำรุงโลหิต : มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ใช้ลำต้นหรือรากประมาณ 10–15 กรัม สับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำประมาณ 1 ลิตร นาน 10–15 นาที แล้วกรองน้ำดื่ม
  • การใช้ใบตามภูมิปัญญา : มีข้อมูลให้ใช้ใบสดประมาณ 10–20 กรัม ต้มกับน้ำและเคี่ยวให้เหลือประมาณครึ่งหนึ่ง สำหรับการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับการขับโลหิตและน้ำคาวปลา

ข้อควรระวัง: วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยาที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก และไม่ควรนำไปใช้แทนการรักษาโรคโดยแพทย์ โดยเฉพาะกรณีท้องเสียรุนแรง มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีภาวะขาดน้ำ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ขมิ้นเครือมีการระบุอยู่ใน บัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยมีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ตำรับยาบำรุงโลหิต ซึ่งมีเถาขมิ้นเครือเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับ

นอกจากนี้ ในประกาศเกี่ยวกับ ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ มีการระบุ “ขมิ้นเครือ (เถา)” เป็นตัวยาช่วยในตำรับ ยาแก้ท้องเสีย โดยสูตร ส่วนประกอบ วิธีทำ สรรพคุณ ขนาดรับประทาน และขนาดบรรจุต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

สารสำคัญ

สารสำคัญที่โดดเด่นของขมิ้นเครือคือกลุ่ม อัลคาลอยด์ประเภท isoquinoline/protoberberine โดยมี berberine เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ยังพบอัลคาลอยด์อื่น เช่น

  • Berberine
  • Columbamine
  • Palmatine
  • Jatrorrhizine
  • Diterpenoids และสารประกอบฟีนอลิก/ฟลาโวนอยด์บางชนิด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุว่า berberine เป็น major alkaloidal component ของลำต้นขมิ้นเครือ และใช้เป็นสารสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร

ปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันอย่างมากตาม แหล่งปลูก ส่วนของพืช อายุ วิธีเก็บเกี่ยว และกระบวนการเตรียมวัตถุดิบ จึงไม่ควรคาดคะเนปริมาณ berberine จากน้ำหนักสมุนไพรเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Arcangelisia flava ส่วนใหญ่เป็นการศึกษา ระดับหลอดทดลอง สารสกัด เซลล์เพาะเลี้ยง และสัตว์ทดลอง มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

มีการรวบรวมหลักฐานพบว่า A. flava มีศักยภาพทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านมาลาเรีย ต้านเบาหวาน และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง แต่หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระยะก่อนคลินิก และจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมก่อนสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรค

มีการศึกษาการใช้สารสกัดจากลำต้นต่อเชื้อจุลชีพหลายชนิด โดยพบฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด ขณะที่งานวิจัยด้านสารต้านอนุมูลอิสระพบว่าสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชสามารถกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลองได้ในระดับหนึ่ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากลำต้นและใบมีรายงานฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด รวมถึง Staphylococcus aureus, Salmonella spp., Pseudomonas spp. และเชื้อราบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดเมทานอลและสารสกัดจากใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ เช่น DPPH และระบบทดสอบอนุมูลชนิดอื่น
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : สารกลุ่ม berberine และอัลคาลอยด์บางชนิดมีฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเบาหวาน : สารสกัดบางส่วนของ A. flava มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase ในการทดลอง และมีการศึกษากลไกของสารประกอบหลายชนิดด้วยวิธีทางชีวสารสนเทศ
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดและสารอัลคาลอยด์บางชนิด เช่น berberine, palmatine และ jatrorrhizine แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในหลอดทดลอง แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้

งานวิจัยปี 2024 ยังรายงานการแยก berberine จากสารสกัดเมทานอลของลำต้น และพบฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและความเป็นพิษต่อเซลล์ในระบบทดลอง ซึ่งสะท้อนว่าพืชชนิดนี้มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ก็จำเป็นต้องประเมินความปลอดภัยควบคู่กับประสิทธิผล

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ขมิ้นเครือทั้งต้น ในมนุษย์ยังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการใช้ต่อเนื่องในขนาดสูงหรือการใช้สารสกัดเข้มข้น

  • ขมิ้นเครือมี berberine ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและอาจมีผลต่อการทำงานของยาอื่น
  • งานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองบางส่วนพบฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ จึงไม่ควรถือว่าสารสกัดเข้มข้นมีความปลอดภัยเช่นเดียวกับการใช้สมุนไพรในตำรับดั้งเดิม
  • มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัด A. flava ที่ให้ผลแตกต่างกันตามส่วนของพืช ตัวทำละลาย ปริมาณ และวิธีการทดลอง ดังนั้นข้อมูลจากการทดลองหนึ่งไม่สามารถนำไปกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้
  • ควรระมัดระวังเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์สารสกัดที่มีปริมาณ berberine สูง

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขมิ้นเครือหรือผลิตภัณฑ์ที่มี berberine เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ และ berberine มีข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะตัวเหลืองและการสะสมของ bilirubin ในทารก
  • ทารกและเด็กเล็ก : ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี berberine โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง : โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคไต ควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

เนื่องจากขมิ้นเครือมี berberine จึงควรพิจารณาปฏิกิริยาระหว่าง berberine กับยาต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสำคัญในปริมาณสูง

  • Cyclosporine : berberine อาจเพิ่มระดับยาในเลือด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันโดยไม่มีการติดตามจากแพทย์
  • Tacrolimus : มีรายงานการเพิ่มระดับยาและความเสี่ยงต่อพิษต่อไต
  • ยากลุ่ม sulfonylurea : อาจมีผลต่อการเผาผลาญยาและระดับน้ำตาลในเลือด
  • ยาที่ผ่านเอนไซม์ CYP2D6, CYP2C9 และ CYP3A4 : berberine อาจมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์เหล่านี้และอาจเปลี่ยนระดับยาในร่างกาย
  • ยาลดน้ำตาลในเลือด : เนื่องจาก berberine อาจมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล จึงควรระวังภาวะน้ำตาลต่ำเมื่อใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของ berberine หรือพืชที่มี berberine ไม่ใช่การทดลองโดยตรงกับขมิ้นเครือทุกกรณี ดังนั้นควรใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อควรระวัง ไม่ใช่การยืนยันว่าขมิ้นเครือจะเกิดปฏิกิริยากับยาทุกชนิดในระดับเดียวกัน

การใช้ในอาหาร

ขมิ้นเครือ ไม่ใช่สมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารทั่วไป และแนวทางการส่งเสริมการปลูกสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุว่าไม่มีพันธุ์ที่ใช้เป็นอาหาร

จึงควรแยก ขมิ้นเครือ (Arcangelisia flava) ออกจากพืชที่มีคำว่า “ขมิ้น” ในชื่อแต่ใช้เป็นเครื่องเทศหรืออาหาร เช่น ขมิ้นชัน (Curcuma longa)

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย : ใช้เถาหรือลำต้นเป็นวัตถุดิบในตำรับยาบางชนิด
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัด : มีการศึกษาสารสกัดเพื่อค้นหาสารออกฤทธิ์ เช่น berberine, palmatine และ jatrorrhizine
  • ผลิตภัณฑ์ย้อมสี : เนื้อไม้มีสีเหลืองเข้มจากสารกลุ่มอัลคาลอยด์ และมีการใช้เป็นแหล่งสีเหลืองสำหรับย้อมเสื่อและสิ่งทอในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเมื่อผสมกับสีครามสามารถให้โทนสีเขียวได้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

การเก็บเกี่ยว : ส่วนที่ใช้เป็นยาที่มีมาตรฐานชัดเจนคือ ลำต้น โดยนำมาตัดเป็นท่อนและทำให้แห้งก่อนใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

การเก็บรักษา : ตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย วัตถุดิบลำต้นขมิ้นเครือควรเก็บใน ภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บไว้ในบริเวณที่แห้ง เพื่อช่วยป้องกันความชื้นและการเสื่อมคุณภาพของสารสำคัญ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขมิ้นเครือมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการใช้ ลำต้นหรือเนื้อไม้ เป็นยาสำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหาร ไข้ และอาการที่เกี่ยวข้องกับน้ำดี

ในประเทศไทยมีการบันทึกการใช้เถาสำหรับ ขับลม แก้ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย และแก้ไข้ ส่วนใบและรากมีการใช้แตกต่างกันไปตามตำรายาพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่น

ในประเทศฟิลิปปินส์มีการใช้เนื้อไม้หรือยาต้มจากไม้เพื่อทำความสะอาดบาดแผลและการระคายเคืองของผิวหนัง ส่วนในอินโดนีเซียมีการใช้ลำต้นเป็นยาพื้นบ้านสำหรับไข้และโรคปากบางชนิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “ขมิ้นเครือ” สื่อถึงลักษณะเนื้อไม้ที่มีสีเหลืองคล้ายขมิ้น ขณะที่คำว่า “เครือ” สอดคล้องกับลักษณะการเจริญเติบโตแบบไม้เถาที่เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น

ขมิ้นเครือยังมีความสำคัญในภูมิปัญญาด้าน ยาสมุนไพรและการย้อมสีธรรมชาติ เนื่องจากเนื้อไม้มีสีเหลืองเด่นจากสารอัลคาลอยด์ โดยเฉพาะ berberine จึงถูกนำมาใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลด้านสถานะการอนุรักษ์ของขมิ้นเครือควรพิจารณาแยกตามพื้นที่

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ระบุว่า Arcangelisia flava เป็นชนิดที่ยอมรับในปัจจุบัน และแบบจำลอง Angiosperm Extinction Risk Predictions ประเมินว่า ยังไม่เข้าข่ายถูกคุกคาม (not threatened) ในระดับโลก
  • ในประเทศไทยมีแหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าขมิ้นเครือเป็น พืชที่พบค่อนข้างยาก และมีถิ่นอาศัยตามป่าธรรมชาติ
  • ในประเทศสิงคโปร์ ขมิ้นเครือมีสถานะท้องถิ่น Critically Endangered (CR) แม้สถานะดังกล่าวจะเป็นการประเมินเฉพาะประชากรในสิงคโปร์ ไม่ใช่สถานะของชนิดพันธุ์ทั่วโลก

การเก็บเกี่ยวจากป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะการตัดเถาหรือลำต้นขนาดใหญ่ ควรคำนึงถึงการฟื้นตัวของประชากรและส่งเสริมการปลูกทดแทน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • พืชมีท่อลำเลียง (Vascular plants) : Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีเมล็ด (Seed plants) : Spermatophyta
  • กลุ่มพืชดอก (Angiosperms) : Angiosperms
  • อันดับ (Order) : Ranunculales
  • วงศ์ (Family) : Menispermaceae
  • สกุล (Genus) : Arcangelisia Becc.
  • ชนิด (Species) : Arcangelisia flava (L.) Merr.

ชื่อวิทยาศาสตร์ Arcangelisia flava (L.) Merr. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew โดยมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Menispermum flavum L., Arcangelisia loureiroi (Pierre) Diels และ Arcangelisia lemniscata (Miers) Becc.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ ขมิ้นเครือ เนื่องจากชื่อพื้นเมืองนี้อาจใช้กับพืชหลายชนิดในวงศ์ Menispermaceae และมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาคล้ายคลึงกัน

ลักษณะทางเภสัชเวท : วัตถุดิบลำต้นแห้งมีเนื้อไม้สีเหลืองและเป็นลักษณะเด่นของสมุนไพร

การตรวจสอบทางเคมี : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดวิธีทดสอบสารสกัดเมทานอลด้วยปฏิกิริยาทางเคมีและการตรวจด้วยโครมาโทกราฟีแบบชั้นบาง (TLC) โดยสามารถตรวจพบตำแหน่งของสารสำคัญ เช่น berberine chloride และ palmatine iodide

การตรวจด้วยวิธีโมเลกุล : มีงานวิจัยที่พัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลจากยีน 18S rRNA และบริเวณ ITS ของ rDNA ร่วมกับเทคนิค PCR-RFLP เพื่อแยก Arcangelisia flava ออกจาก Coscinium fenestratum และ Fibraurea tinctoria ซึ่งเป็นพืชที่มีความคล้ายคลึงกันและอาจถูกใช้ทดแทนกันในยาพื้นบ้าน

ข้อสังเกตสำหรับการควบคุมคุณภาพ : ไม่ควรระบุเอกลักษณ์จาก “สีเหลืองของเนื้อไม้” เพียงอย่างเดียว เพราะพืชวงศ์เดียวกันหลายชนิดมีเนื้อไม้สีเหลือง การตรวจสอบควรใช้ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เภสัชเวท และ chemical fingerprint ประกอบกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). ขมิ้นเครือ. กระทรวงสาธารณสุข. เอกสารขมิ้นเครือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
  2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ขมิ้นเครือ (KHAMIN KHRUEA): Arcangelisiae Flavae Caulis. ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย. Thai Herbal Pharmacopoeia: ขมิ้นเครือ
  3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). ขมิ้นเครือ. อุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. ข้อมูลขมิ้นเครือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). ขมิ้นเครือ. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. ข้อมูลขมิ้นเครือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
  5. Rungsimakan, S. (2001). Pharmacognostic properties of Khamin khruea. Chulalongkorn University Theses and Dissertations. Pharmacognostic properties of Khamin khruea
  6. Delica, K. M., Balagot, K. W. M., Ramos, R. E., Lapuz, R. E., Collera, J. A., & Martinez, C. M. J. (2024). Phytochemical screening, antioxidant, and antimicrobial properties of sequential extracts of stems of Arcangelisia flava. Malaysian Journal of Chemistry, 26(1). Malaysian Journal of Chemistry
  7. Pratama, R. R., Ahsana, D., Sahu, R. K., Sukardiman, & Widyowati, R. (2024). A review of ethnomedicine, phytochemistry, and pharmacological studies on yellow roots (Arcangelisia flava (L.) Merr.). Natural Products Drug Discovery. A Review of Ethnomedicine, Phytochemistry, and Pharmacological Studies on Yellow Roots
  8. Yabansabra, Y. R. C., Bowaire, A., Simaremare, E. S., Yaam, D. R., Tiris, A., & Nadeak, E. S. M. (2025). Phytochemical and pharmacological review of Arcangelisia flava (L.) Merr.: Insights into its bioactive compounds and therapeutic potential. Jurnal Biologi Papua. Phytochemical and Pharmacological Review of Arcangelisia flava
  9. Wang, et al. (2021). Phytochemical and pharmacological studies on the genus Arcangelisia: A mini review. Arabian Journal of Chemistry. Phytochemical and pharmacological studies on the genus Arcangelisia
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Arcangelisia flava (L.) Merr. Plants of the World Online. Plants of the World Online: Arcangelisia flava
  11. World Health Organization. (2009). WHO monographs on selected medicinal plants. World Health Organization. WHO Monographs on Selected Medicinal Plants
  12. National Center for Complementary and Integrative Health. (2026). Berberine and weight loss: What you need to know. National Institutes of Health. NCCIH: Berberine and Weight Loss

 

Scroll to top