ข่าหด
ข่าหด หรือ ค่าหด เป็นไม้ต้นพื้นเมืองที่พบในป่าของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่ภูเขา มีชื่อเรียกท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น เก็ดลิ้น ลบลีบ และผาหด ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการนำส่วนของเปลือกลำต้นและเนื้อไม้มาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะการใช้เพื่อ ขับเลือด บำรุงกำลัง สมานแผล และเกี่ยวข้องกับการดูแลสตรีหลังคลอด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยของข่าหดยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านมาเทียบเท่ากับหลักฐานการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบัน
หมายเหตุเรื่องชื่อสมุนไพร: ชื่อ “ข่าหด” พบใช้กับพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในฐานข้อมูลพรรณไม้ไทย โดย Engelhardtia spicata อยู่ในวงศ์ Juglandaceae ขณะที่ Fissistigma polyanthoides อยู่ในวงศ์ Annonaceae ดังนั้นข้อมูลในบทความนี้หมายถึง Engelhardtia spicata เท่านั้น
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: ข่าหด
- ชื่ออื่น: ค่าหด, เก็ดลิ้น, ลบลีบ, ผาหด และมีชื่อท้องถิ่นอื่นในบางพื้นที่
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Engelhardtia spicata Lechen. ex Blume
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Engelhardtia spicata และชื่อที่เกี่ยวข้องกับชนิดหรือรูปแบบทางอนุกรมวิธาน เช่น Engelhardtia colebrookeana
- วงศ์: Juglandaceae
- สกุล: Engelhardtia
- ลักษณะวิสัย: ไม้ต้นผลัดใบช่วงสั้น ๆ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
- ส่วนที่ใช้เป็นยา: เปลือกลำต้นและเนื้อไม้
- การใช้ตามภูมิปัญญา: ขับเลือด บำรุงกำลัง ใช้เกี่ยวกับการดูแลสตรีหลังคลอด และใช้เปลือกเป็นสารเบื่อปลาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ประมาณ 20–25 เมตร ลำต้นมักคดงอ โคนต้นอาจมีพูพอน เปลือกสีเทาและแตกเป็นร่องหรือเป็นสะเก็ด กิ่งอ่อนมีรอยแผลใบและอาจมีช่องอากาศ ลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็งและเจริญเติบโตค่อนข้างช้า
- ใบ: เป็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยมีประมาณ 1–6 คู่ รูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปใบหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ใบอ่อนมีขน ส่วนใบแก่มีผิวเรียบ โดยขนาดใบย่อยที่มีรายงานอยู่ประมาณ 7–21 เซนติเมตร
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ตามกิ่งหรือปลายกิ่ง ดอกมีจำนวนมาก เป็นดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่คนละช่อ โดยช่อดอกมักมีลักษณะห้อยลง
- ผล: เป็นผลแห้งลักษณะคล้ายนัตขนาดเล็ก รูปกลมหรือค่อนข้างกลม มีขนหรือหนามสั้นปกคลุม และมีโครงสร้างคล้ายปีกหรือกาบ 3 แฉก โดยแฉกตรงกลางยาวกว่าแฉกด้านข้าง ช่วยในการกระจายเมล็ด
- เมล็ด: มีลักษณะเป็นเมล็ดภายในผลแห้งและสามารถใช้สำหรับการขยายพันธุ์ได้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ในประเทศไทย: พบในหลายพื้นที่ โดยฐานข้อมูล TH-BIF รายงานการพบในจังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก ขณะที่ e-Flora of Thailand รายงานการพบในเชียงใหม่ น่าน แพร่ เพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ และกาญจนบุรี เป็นต้น
- สภาพป่า: พบได้ในป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบผสม ป่าสน และพื้นที่ภูเขาที่มีความสูงประมาณ 500–1,700 เมตร ทั้งนี้รายละเอียดระดับความสูงแตกต่างกันตามถิ่นและรูปแบบทางอนุกรมวิธาน
- ต่างประเทศ: มีการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน เมียนมา ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: วิธีที่เหมาะสมคือ การเพาะเมล็ด โดยเก็บผลที่แก่และมีสีน้ำตาลแล้วนำเมล็ดไปเพาะ
- การเพาะเมล็ด: ควรเพาะในบริเวณที่มีแสงรำไรและความชื้นเหมาะสม ข้อมูลจากคู่มือพันธุ์ไม้ระบุว่าเมล็ดสามารถงอกได้ประมาณ 30% และใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ขณะที่ข้อมูลการปลูกจากแหล่งต่างประเทศพบว่าเมล็ดของ E. spicata มีอัตราการงอกค่อนข้างต่ำ จึงควรใช้เมล็ดสดและเพาะไม่นานหลังเก็บเกี่ยว
- สภาพแวดล้อม: เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าและพื้นที่ภูเขา สามารถใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าและป่าต้นน้ำได้ เนื่องจากเป็นไม้รากลึกและมีเรือนยอดค่อนข้างหนาแน่น
- ข้อควรคำนึง: ข่าหดเป็นไม้โตค่อนข้างช้า จึงไม่ควรเก็บจากป่าธรรมชาติโดยไม่จำเป็น และควรส่งเสริมการเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกลำต้น: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดฟัน ช่วยให้มดลูกหดตัวหลังคลอด ใช้กับตุ่มคันในเด็ก และใช้เป็นยาสมานแผลอักเสบ
- เนื้อไม้: ตามเภสัชกรรมพื้นบ้านระบุว่ามีรสร้อนและเมา ใช้เพื่อ ขับเลือดลมและบำรุงกำลัง
- เปลือกและใบ: มีรายงานการใช้เป็นสารเบื่อปลาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน จึงไม่ควรนำส่วนดังกล่าวมาใช้รับประทานเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ขับเลือดและบำรุงกำลัง: เนื้อไม้ข่าหดมีการใช้ในตำรับและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยระบุว่ามีรสร้อน เมา ใช้ขับเลือดลมและบำรุงกำลัง
- ดูแลสตรีหลังคลอด: มีการใช้ลำต้นข่าหดฝนร่วมกับมะขามป้อมรับประทานหลังคลอด โดยแหล่งข้อมูลภูมิปัญญาล้านนาระบุถึงการใช้เป็นยาคุมกำเนิดด้วย
- ช่วยให้มดลูกหดตัว: แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยระบุการใช้เปลือกลำต้นเพื่อช่วยให้มดลูกหดตัวเร็วหลังคลอด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยในข้อบ่งใช้นี้
- อาการปวดฟัน: มีการระบุการใช้เปลือกลำต้นเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดฟัน
- แผลอักเสบและตุ่มคัน: มีการใช้เปลือกลำต้นตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับแผลอักเสบและตุ่มคันในเด็ก
ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและเอกสารสมุนไพร ไม่ควรเขียนในเชิงว่าเป็นยาที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคได้
วิธีใช้
ข้อมูลวิธีใช้ข่าหดในเอกสารมาตรฐานยังมีจำกัด และ ไม่พบขนาดรับประทานมาตรฐานที่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ จึงไม่ควรระบุปริมาณต้ม ดื่ม หรือรับประทานเป็นสูตรตายตัวบนเว็บไซต์โดยไม่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำ ลำต้นหรือเนื้อไม้ มาใช้ในรูปแบบยาพื้นบ้าน และมีการใช้ลำต้นฝนร่วมกับมะขามป้อมหลังคลอด แต่ควรถือเป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญา ไม่ใช่คำแนะนำในการรักษาโรคด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานว่าข่าหด (Engelhardtia spicata) เป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงควรระบุบนเว็บไซต์อย่างระมัดระวังว่า “ไม่พบข้อมูลการบรรจุเป็นรายการยาในบัญชียาจากสมุนไพรจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ” และไม่ควรกล่าวว่าเป็น “สมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หากไม่มีสูตรตำรับหรือประกาศราชการรองรับ
สารสำคัญ
มีรายงานสารพฤกษเคมีจาก Engelhardtia spicata โดยเฉพาะจากเปลือก ได้แก่
- Betulin
- Betulinic acid
- Lupeol
- β-Sitosterol
- Daucosterol
- β-Sitosterol-β-D-glucoside
- Oleanolic acid
- Gallic acid
- Astilbin
- Engelhardtione
- กลุ่มสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์บางชนิด
สารเหล่านี้เป็นข้อมูลด้าน องค์ประกอบทางเคมีของพืช และไม่ควรตีความว่าสารแต่ละชนิดมีประสิทธิผลในการรักษาโรคเมื่อรับประทานข่าหดโดยตรง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับข่าหดโดยตรงยังมีค่อนข้างจำกัด มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่าการศึกษาด้านเภสัชวิทยาและความปลอดภัยของ Engelhardtia spicata มีน้อยมาก และยังไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนการใช้รักษาโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ
มีงานวิจัยด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในบังกลาเทศที่พบการใช้ Engelhardtia spicata เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่ชุมชนพื้นเมืองใช้ และมีค่า Use Value 0.28 แต่ผู้วิจัยระบุว่าพืชชนิดนี้ยังต้องการการศึกษาด้านเภสัชวิทยาและการศึกษาทางยาเพิ่มเติม
นอกจากนี้มีการทบทวนองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ สกุล Engelhardia ซึ่งพบว่าสมาชิกในสกุลมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม แต่ผลการศึกษาของทั้งสกุลไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็นผลของ E. spicata ทุกประการ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- มีข้อมูลระดับ สารสกัดและสารประกอบทางเคมี จาก E. spicata และพืชในสกุล Engelhardia
- มีการรายงานสาร เช่น oleanolic acid, gallic acid, quercetin glycosides และสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด
- มีรายงานการใช้แบบชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์สำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ผิวหนัง และระบบกล้ามเนื้อและกระดูกในบางพื้นที่ของเอเชีย แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็น หลักฐานการใช้พื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
- ยังขาดการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สำหรับยืนยันข้อบ่งใช้ของข่าหด
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยและพิษวิทยาของข่าหดโดยตรงยังมีจำกัด มหาวิทยาลัยมหิดลระบุอย่างชัดเจนว่าการศึกษาทางเภสัชวิทยาและความปลอดภัยของพืชชนิดนี้มีอยู่น้อยมาก
ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าข่าหด “ปลอดภัย” เพียงเพราะเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบปริมาณสารสำคัญ
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะ
- หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทานจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
- หญิงให้นมบุตร: ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยผู้มีใบอนุญาตก่อนใช้
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: ไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
- ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด: ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- เด็ก: ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเอง โดยเฉพาะเนื่องจากข้อมูลด้านขนาดยาและความปลอดภัยยังไม่ชัดเจน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างข่าหดกับยาสมัยใหม่ จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาอย่างแน่นอนได้
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เนื่องจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่ายังไม่มีหลักฐานว่าข่าหดใช้รักษาเบาหวานหรือโรคหัวใจได้
การใช้ในอาหาร
ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าข่าหดชนิด Engelhardtia spicata เป็นพืชเครื่องเทศหรือผักพื้นบ้านที่ใช้เป็นอาหารทั่วไปแบบ ข่า (Alpinia galanga) จึงควรหลีกเลี่ยงการนำชื่อ “ข่าหด” ไปเชื่อมโยงกับข่าที่ใช้ประกอบอาหาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีการพบผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ใช้ชื่อ ข่าหด เช่น ชาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่การมีผลิตภัณฑ์จำหน่าย ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยทางการแพทย์
หากนำข่าหดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบ ชนิดพืช เอกลักษณ์วัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ ความปลอดภัย และข้อกำหนดของ อย. ให้ครบถ้วนก่อนนำไปใช้หรือกล่าวอ้างสรรพคุณ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เปลือกลำต้นและเนื้อไม้: ควรเก็บจากต้นที่ได้รับอนุญาตและไม่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยผิดกฎหมาย
- ควรหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
- วัตถุดิบสมุนไพรควรทำความสะอาดและลดความชื้นให้เหมาะสมก่อนเก็บ
- เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
- เมล็ดสำหรับขยายพันธุ์ควรนำไปเพาะค่อนข้างเร็ว เนื่องจากข้อมูลด้านป่าไม้ระบุว่าเมล็ดของ E. spicata มีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข่าหดเป็นพืชที่มีข้อมูลการใช้ใน ภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือ โดยมีการใช้ลำต้นหรือเนื้อไม้เป็นสมุนไพร และมีข้อมูลการใช้ลำต้นฝนร่วมกับมะขามป้อมหลังคลอด
นอกจากนี้มีการใช้ เปลือกและใบเป็นสารเบื่อปลา ซึ่งสะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชในวิถีชีวิตท้องถิ่น แต่การใช้ลักษณะดังกล่าวไม่ควรนำมาเป็นคำแนะนำสำหรับการบริโภคสมุนไพร
งานชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในกลุ่มชาวกะเหรี่ยงสกอในประเทศไทยยังพบการใช้ เปลือก E. spicata ต้มรับประทานสำหรับอาการปวดหลัง ปวดขา ปวดเอว และอาการปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นหลักฐานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ ข่าหด/ค่าหด เป็นชื่อพื้นเมืองที่ปรากฏในภาคเหนือของประเทศไทย และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามชุมชน เช่น ค่าหด เก็ดลิ้น และชื่ออื่น ๆ
การนำส่วนของต้นมาใช้เป็นยาและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้เปลือกหรือใบเป็นสารเบื่อปลา แสดงให้เห็นว่าข่าหดไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านสมุนไพร แต่ยังสัมพันธ์กับ ภูมิปัญญาการใช้ทรัพยากรป่าไม้ของชุมชนท้องถิ่น
สถานะการอนุรักษ์
ข่าหดเป็นไม้ป่าที่พบกระจายเป็นหย่อม ๆ ในพื้นที่ภูเขาและป่าหลายประเภทของประเทศไทย และมีการระบุว่าเป็นไม้ที่พบได้ค่อนข้างยากในบางพื้นที่
ข้อมูลที่ค้นได้จากฐานข้อมูลพืชสมุนไพรของอินเดียระบุสถานะการอนุรักษ์ของ E. spicata ในระดับ Lower Risk/Least Concern แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้แทนการประเมินสถานภาพประชากรเฉพาะในประเทศไทย
การเก็บเปลือกและไม้จากธรรมชาติจึงควรทำอย่างยั่งยืน และควรส่งเสริม การเพาะขยายพันธุ์เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำและลดการเก็บจากป่าธรรมชาติ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- กลุ่มพืช: Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Fagales
- วงศ์ (Family): Juglandaceae
- สกุล (Genus): Engelhardtia
- ชนิด (Species): Engelhardtia spicata
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Engelhardtia spicata Lechen. ex Blume
ฐานข้อมูล TH-BIF ระบุ Engelhardtia spicata เป็นชื่อที่ยอมรับ (Accepted) และจัดอยู่ในวงศ์ Juglandaceae อันดับ Fagales
ในประเทศไทย e-Flora of Thailand ยังแยกข้อมูลระดับพันธุ์/วาไรตี เช่น Engelhardtia spicata var. integra และ E. spicata var. spicata จึงควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้และฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่ใช้อ้างอิงในแต่ละช่วงเวลา
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ ข่าหด ควรเริ่มจากการตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ให้ตรงกับ Engelhardtia spicata เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “ข่าหด” สามารถหมายถึงพืชคนละวงศ์ได้
ลักษณะที่ช่วยตรวจสอบเบื้องต้น ได้แก่
- ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงใหญ่
- ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่
- ใบย่อยประมาณ 1–6 คู่
- ขอบใบเรียบ
- ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน
- ช่อดอกออกตามกิ่งและมีลักษณะห้อย
- ผลแห้งขนาดเล็ก มีโครงสร้างคล้ายปีกหรือกาบ 3 แฉก
- เปลือกต้นสีเทาและแตกเป็นร่องหรือสะเก็ด
สำหรับการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร ควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) ร่วมกับการตรวจสอบลักษณะทางสัณฐานวิทยา และหากเป็นวัตถุดิบแห้งหรือผง ควรใช้วิธีทางเภสัชเวทหรือเทคนิคทางเคมี/โมเลกุลเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). e-Flora of Thailand: Juglandaceae—Engelhardtia. สำนักหอพรรณไม้.
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2566). ถาม-ตอบ: ค่าหด. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, นิจศิริ เรืองรังษี, และกัญจนา ดีวิเศษ. (2549). สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บริษัทสามเจริญพาณิชย์.
- วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
- วงศ์สถิตย์ ฉั่วกุล, พร้อมจิต ศรลัมพ์, วิชิต เปานิล, และรุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล (บรรณาธิการ). (2540). สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
- Bhattarai, S., et al. (2021). Engelhardia spicata Lesch. ex Blume (Juglandaceae). In Ethnobotany of the Himalayas.
- Kayang, H., et al. (2005). Medicinal plants of Khasi Hills of Meghalaya. Bioprospecting & Ethnopharmacology, 1, 75–80.
- Rahman, M. A., et al. (2018). Quantitative ethnobotany of medicinal plants used by indigenous communities in the Bandarban District of Bangladesh. Frontiers in Pharmacology, 9, 40.
- Tangjitman, K., et al. (2023). Ethnobotany and phytochemistry of plants used to treat musculoskeletal disorders among Skaw Karen, Thailand. Journal of Ethnopharmacology.
