ข้าวโพด

ข้าวโพด

ข้าวโพด

ข้าวโพด เป็นธัญพืชสำคัญที่คนไทยคุ้นเคยทั้งในด้านอาหารและการเกษตร แต่ในทางสมุนไพร ข้าวโพดมีส่วนต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้ตามภูมิปัญญา โดยเฉพาะ ไหมข้าวโพดหรือยอดเกสรตัวเมีย (Corn silk) ซึ่งมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับฤทธิ์ขับปัสสาวะ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลและความดันโลหิต ทั้งนี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในคน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข้าวโพด
  • ชื่อไทย : ข้าวโพด
  • ชื่อท้องถิ่น : ข้าวแช่, ข้าวสาลี, สาลี, บือเคส่ะ, โพด
  • ชื่อสามัญ : Corn, Maize
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zea mays L.
  • วงศ์ : Poaceae
  • ชื่อเครื่องยาที่เกี่ยวข้อง : ไหมข้าวโพด หรือ หมอยข้าวโพด (Stigma maydis) ซึ่งหมายถึงส่วนยอดเกสรตัวเมียของข้าวโพด
  • ลักษณะเด่นด้านสมุนไพร : ส่วนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ไหมข้าวโพด ซึ่งเป็นเส้นยาวคล้ายเส้นไหมที่ยื่นออกมาจากปลายฝัก ทำหน้าที่รับละอองเรณูของดอกเพศเมีย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ข้าวโพดเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งฤดูปลูก ลำต้นตั้งตรง เป็นปล้อง แข็งแรง และมีใบเรียงสลับตามข้อ ลักษณะโดยรวมเป็นพืชตระกูลหญ้าที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว
  • ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว รูปแถบหรือรูปใบหอกยาว ปลายใบแหลม มีเส้นกลางใบเด่นชัด ขอบใบอาจมีขนอ่อน ๆ
  • ดอก : เป็นพืชแยกดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้รวมกันเป็นช่อบริเวณยอด ส่วนดอกเพศเมียอยู่บริเวณซอกใบและพัฒนาเป็นฝัก
  • ไหมข้าวโพด : เป็นยอดเกสรตัวเมียที่มีลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ จำนวนมาก ยื่นออกจากปลายฝัก แต่ละเส้นสัมพันธ์กับเมล็ดหนึ่งเมล็ดและทำหน้าที่รับละอองเรณู
  • ฝัก : ฝักมีลักษณะทรงกระบอก หุ้มด้วยกาบหลายชั้น ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่กาบจะเปลี่ยนสีตามพันธุ์
  • เมล็ด : เมล็ดเรียงตัวแน่นบนแกนฝัก มีสีแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น เหลือง ขาว แดง ม่วง หรือดำ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข้าวโพดมีถิ่นกำเนิดและประวัติการเพาะปลูกที่สัมพันธ์กับ เม็กซิโกและอเมริกากลาง โดยมีบรรพบุรุษเป็นพืชป่ากลุ่ม teosinte การเริ่มต้นของการทำให้ข้าวโพดเป็นพืชปลูกเกิดขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำ Balsas ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเม็กซิโกเมื่อประมาณ 9,000 ปีก่อน และต่อมาข้าวโพดได้แพร่กระจายไปยังอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ก่อนกลายเป็นพืชอาหารสำคัญของโลก

ปัจจุบัน Zea mays มีการปลูกอย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่ามีการนำข้าวโพดเข้าไปปลูกในประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก รวมถึงประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสม
  • การปลูก : หยอดเมล็ดลงดินโดยจัดระยะปลูกให้เหมาะสมกับพันธุ์และวัตถุประสงค์ของการผลิต
  • การดูแล : ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะตั้งตัวและช่วงพัฒนาฝัก พร้อมควบคุมวัชพืชและศัตรูพืชตามหลักเกษตร
  • การเก็บไหมข้าวโพด : หากต้องการนำ ไหมข้าวโพดเป็นสมุนไพร โดยทั่วไปจะเก็บในช่วงก่อนการผสมเกสรหรือช่วงที่ไหมยังสด แล้วนำไปใช้สดหรือทำให้แห้ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : มีการใช้ตามตำรายาไทยในด้านการขับปัสสาวะและแก้นิ่ว
  • ต้นและใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาการที่เกี่ยวข้องกับนิ่ว
  • ยอดเกสรตัวเมียหรือไหมข้าวโพด : เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรและมีงานวิจัยทางเภสัชวิทยามากที่สุด
  • เมล็ด : มีการใช้ในตำรายาไทยบางกรณี เช่น เกี่ยวกับการขับปัสสาวะและอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • ซังข้าวโพด : มีการใช้ตามตำรายาไทยในด้านการถอนพิษบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ไหมข้าวโพด : ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ดั้งเดิม มีการใช้เป็น ยาขับปัสสาวะ และใช้กับอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ราก : ตำรายาไทยระบุการใช้เพื่อ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และใช้ในตำรับเกี่ยวกับอาการอาเจียนเป็นเลือด
  • ต้นและใบ : มีการใช้เกี่ยวกับ นิ่ว
  • ยอดเกสรตัวเมีย : มีการใช้เพื่อ ขับปัสสาวะ และมีการกล่าวถึงการใช้กับอาการเกี่ยวกับถุงน้ำดีและนิ่วในถุงน้ำดี
  • เมล็ด : มีการใช้เพื่อ ขับปัสสาวะ และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
  • ซัง : มีการใช้ตามตำรายาไทยเพื่อถอนพิษสำแดง ถอนพิษร้อน และพิษยา

การใช้ดังกล่าวเป็น ข้อมูลด้านภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ควรถือเป็นหลักฐานยืนยันว่าข้าวโพดสามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ในคน

วิธีใช้

  • ไหมข้าวโพดสดหรือแห้ง : สามารถนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพรหรือชงดื่มตามรูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • การใช้ในรูปแบบสารสกัด : ปัจจุบันมีการศึกษาสารสกัดจากไหมข้าวโพดในงานวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
  • การใช้เป็นอาหาร : เมล็ดข้าวโพดสามารถรับประทานได้ทั้งแบบต้ม นึ่ง คั่ว หรือใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่ม

สำหรับการใช้ ไหมข้าวโพดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษา ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาประจำ

สารสำคัญ

ไหมข้าวโพด มีองค์ประกอบทางเคมีหลากหลาย โดยสารที่มีรายงานการศึกษาประกอบด้วย

  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) : เช่น maysin, apigenin, luteolin, chrysoeriol และอนุพันธ์ของสารเหล่านี้
  • สารฟีนอลิกและกรดฟีนอลิก : เช่น ferulic acid, caffeic acid, vanillic acid และ protocatechuic acid
  • โพลีฟีนอล (Polyphenols)
  • สเตอรอล (Sterols) : เช่น beta-sitosterol และ stigmasterol
  • เทอร์พีนอยด์ (Terpenoids)
  • ซาโปนิน (Saponins)
  • กรดอะมิโนและกรดอินทรีย์
  • พอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides)
  • วิตามินและแร่ธาตุบางชนิด

องค์ประกอบของสารสำคัญอาจแตกต่างกันตาม พันธุ์ข้าวโพด ระยะการเก็บเกี่ยว แหล่งปลูก และวิธีการสกัด ดังนั้นสารสกัดจากข้าวโพดแต่ละผลิตภัณฑ์อาจมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด โดยเฉพาะ ไหมข้าวโพด มีจำนวนมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยพบทั้งการศึกษาในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง การทบทวนวรรณกรรม และการศึกษาทางคลินิกบางส่วน

  • งานทบทวนด้าน phytochemistry พบว่าไหมข้าวโพดมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล กรดฟีนอลิก กรดไขมัน และเทอร์พีนอยด์จำนวนมาก และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดระดับน้ำตาล ลดไขมัน และลดความดันโลหิต
  • มีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ ชาหรือสารสกัดไหมข้าวโพดกับความดันโลหิต โดยมีงานทดลองแบบสุ่มและการทบทวนอย่างเป็นระบบ แต่หลักฐานโดยรวมยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนการรักษามาตรฐาน
  • ClinicalTrials.gov มีการบันทึกการทดลอง Corn Silk Tea for Hypertension จำนวน 45 คน ซึ่งศึกษาไหมข้าวโพดชงดื่มวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยมีความดันโลหิตและไขมันในเลือดเป็นผลลัพธ์ที่ศึกษา แต่ฐานข้อมูลดังกล่าวระบุว่ายังไม่มีการโพสต์ผลการทดลองในรายการที่ค้นพบ
  • งานวิจัยสมัยใหม่ยังให้ความสนใจสารจากไหมข้าวโพดในด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดน้ำตาล ลดไขมัน และลดความดันโลหิต แต่ผลจำนวนมากยังเป็นข้อมูลก่อนคลินิก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ขับปัสสาวะ : ไหมข้าวโพดมีการศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มการขับปัสสาวะ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มีการใช้ตามภูมิปัญญากับปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และฟีนอลิกหลายชนิดมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดไหมข้าวโพดมีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ต้านกระบวนการอักเสบจากการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีการศึกษาพบว่าสารสกัดไหมข้าวโพดอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาล แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลองหรือระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด : มีข้อมูลการศึกษาทั้งจากไหมข้าวโพดและส่วนอื่นของข้าวโพดเกี่ยวกับการลดไขมันในเลือด
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : มีข้อมูลทั้งจากการศึกษาเชิงทดลองและการทดลองในคนบางส่วน แต่ยังไม่ควรใช้ไหมข้าวโพดแทนยาลดความดันโลหิตที่แพทย์สั่ง
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดนิ่ว : มีการศึกษาศักยภาพของไหมข้าวโพดต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ แต่หลักฐานในคนยังจำกัด
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีงานวิจัยในระดับเซลล์ที่พบว่าสารบางชนิดจากไหมข้าวโพดมีผลต่อการเพิ่มจำนวนและการตายของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถสรุปว่าไหมข้าวโพดใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

การศึกษาความเป็นพิษของ สารสกัดไหมข้าวโพด ในสัตว์ทดลองพบข้อมูลค่อนข้างสนับสนุนความปลอดภัยในขนาดที่ศึกษา โดยการทดลองหนึ่งไม่พบการตายหรือความผิดปกติหลังได้รับสารสกัดขนาดสูงแบบเฉียบพลัน และไม่พบความผิดปกติทางพยาธิวิทยาที่ขนาด 500 มก./กก. ในการทดลองระยะ 4 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด และ สารสกัดเข้มข้นไม่ควรถือว่าเทียบเท่ากับการรับประทานข้าวโพดเป็นอาหาร นอกจากนี้มีรายงานการทดลองในสัตว์บางรูปแบบที่พบความผิดปกติเมื่อใช้สารสกัดในขนาดสูงหรือเป็นเวลานาน

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มี ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไหมข้าวโพดในปริมาณสูง เพราะอาจเพิ่มการสูญเสียโพแทสเซียมทางปัสสาวะ
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • ผู้ที่กำลังใช้ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาลดน้ำตาล หรือยาบางชนิดที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียม ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สารสกัดไหมข้าวโพด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังตั้งครรภ์และต้องการใช้ไหมข้าวโพดในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ไหมข้าวโพดอาจมีปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม เนื่องจากมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่อาจเสริมกับยาบางชนิด

  • ยาขับปัสสาวะ : อาจเพิ่มการขับน้ำและอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะโพแทสเซียม จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมต่ำ
  • ยาลดความดันโลหิต : หากไหมข้าวโพดมีผลลดความดัน อาจเสริมฤทธิ์กับยาลดความดัน ทำให้ความดันต่ำเกินไป
  • ยารักษาเบาหวาน : หากสารสกัดไหมข้าวโพดมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล อาจเสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาลและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ยากลุ่ม corticosteroids : อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียโพแทสเซียมเมื่อใช้ร่วมกัน
  • Warfarin : มีข้อมูลด้านทฤษฎีเกี่ยวกับวิตามิน K ในไหมข้าวโพด จึงควรระมัดระวังและรักษาปริมาณการบริโภคให้สม่ำเสมอหากใช้ยาวาร์ฟาริน

ผู้ที่ใช้ยาประจำไม่ควรหยุดหรือปรับยาด้วยตนเองเพียงเพราะต้องการใช้สมุนไพร

การใช้ในอาหาร

ข้าวโพดเป็นอาหารที่มีความสำคัญสูง สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ เช่น

  • ข้าวโพดต้ม
  • ข้าวโพดนึ่ง
  • ข้าวโพดคั่ว
  • ข้าวโพดคลุกเนย
  • สลัดข้าวโพด
  • ซุปข้าวโพด
  • น้ำนมข้าวโพด
  • ข้าวโพดอ่อน
  • แป้งข้าวโพด
  • น้ำมันข้าวโพด

เมล็ดข้าวโพดมีเส้นใยอาหาร และข้าวโพดสีต่าง ๆ มีสารพฤกษเคมีแตกต่างกัน เช่น ข้าวโพดสีเหลืองมีแคโรทีนอยด์บางชนิด ขณะที่ข้าวโพดสีม่วงมีสารกลุ่มแอนโทไซยานิน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ชาสมุนไพรไหมข้าวโพด
  • สารสกัดไหมข้าวโพด
  • ผงไหมข้าวโพด
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • เครื่องดื่มสมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากข้าวโพด
  • น้ำมันข้าวโพด
  • แป้งและผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวโพด

งานทบทวนพบว่ามีการนำไหมข้าวโพดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ชา แคปซูล สารสกัดของเหลว และผง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ดข้าวโพด : เก็บเกี่ยวตามวัตถุประสงค์ของพันธุ์ เช่น ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน หรือข้าวโพดเมล็ดแก่
  • ไหมข้าวโพด : หากนำไปใช้เป็นสมุนไพร ควรเก็บในช่วงที่ไหมยังสดและก่อนการผสมเกสรตามวัตถุประสงค์ของการใช้
  • การทำให้แห้ง : ควรลดความชื้นอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมของสารสำคัญ
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • น้ำมันข้าวโพด : เนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง จึงควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและหลีกเลี่ยงความร้อน ความชื้น และการสัมผัสอากาศมากเกินไป เพราะอาจเกิดการเหม็นหืนหรือออกซิเดชันได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ใน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีการใช้ข้าวโพดหลายส่วน โดยราก ต้น ใบ ยอดเกสรตัวเมีย เมล็ด และซังมีการกล่าวถึงสรรพคุณแตกต่างกัน โดยเฉพาะการใช้เพื่อ ขับปัสสาวะและเกี่ยวข้องกับการแก้นิ่ว ข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลยังรวบรวมการใช้ส่วนต่าง ๆ ของข้าวโพดตามตำรายาไทยไว้ด้วย

นอกจากนี้ ไหมข้าวโพด ยังเป็นเครื่องยาที่มีการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศ รวมถึงการแพทย์จีน โดยมีชื่อเครื่องยาว่า Stigma maydis หรือหมอยข้าวโพด

ประวัติและวัฒนธรรม

ข้าวโพดมีประวัติความสัมพันธ์กับมนุษย์ยาวนานประมาณ 9,000 ปี โดยเริ่มจากการคัดเลือกและเพาะปลูกบรรพบุรุษป่าอย่าง teosinte ในบริเวณเม็กซิโก จากนั้นจึงเกิดการคัดเลือกพันธุ์และการแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของทวีปอเมริกา

ต่อมาข้าวโพดกลายเป็นพืชอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา และหลังจากการติดต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ข้าวโพดจึงแพร่กระจายไปยังยุโรป แอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคอื่น ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในพืชอาหารสำคัญของโลก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Poales
  • Family : Poaceae
  • Genus : Zea
  • Species : Zea mays L.
  • Subspecies ที่ได้รับการยอมรับ : Zea mays subsp. mays
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Zea mays L.

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Zea mays L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และจัดอยู่ในวงศ์ Poaceae อันดับ Poales และสกุล Zea

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ข้าวโพดและไหมข้าวโพด ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และลักษณะของเครื่องยา

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zea mays L.
  • วงศ์ : Poaceae
  • ลักษณะต้น : พืชล้มลุก ลำต้นตั้งตรงเป็นข้อปล้อง
  • ใบ : ใบเดี่ยวรูปแถบยาว เส้นกลางใบเด่น
  • ช่อดอกเพศผู้ : อยู่บริเวณปลายยอด
  • ดอกเพศเมีย : อยู่บริเวณซอกใบและพัฒนาเป็นฝัก
  • ไหมข้าวโพด : เป็นเส้นยาวละเอียดจำนวนมาก ยื่นออกจากปลายฝัก สีเปลี่ยนไปตามอายุและพันธุ์
  • ฝัก : ทรงกระบอก มีเมล็ดเรียงเป็นแถวบนแกนฝัก
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท : สำหรับวัตถุดิบแห้งควรตรวจสอบลักษณะภายนอก สี กลิ่น ความชื้น สิ่งแปลกปลอม และหากเป็นวัตถุดิบมาตรฐานควรใช้การตรวจสอบทางจุลทรรศน์หรือการวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อยืนยันเอกลักษณ์และคุณภาพ

ศูนย์ข้อมูลสมุนไพรไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติระบุ หมอยข้าวโพด (Stigma maydis) ว่ามาจาก Zea mays L. และใช้เป็นข้อมูลเครื่องยาสำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์ของวัตถุดิบได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กฤติยา ไชยนอก. (2559). ข้าวโพด…เอาไปทำอะไรก็อร่อย. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพรไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. (ม.ป.ป.). หมอยข้าวโพด (Stigma maydis).
  3. Ding, L., Wang, X., Liu, T., Yu, G., Zhao, Y., Fang, C., He, L., & Wu, X. (2026). Corn silk in pharmaceutical biotechnology: Bioactive compounds, pharmacological activities, and mechanistic insights. Current Pharmaceutical Biotechnology.
  4. Gulati, A., Singh, J., Rasane, P., Kaur, S., Kaur, J., & Nanda, V. (2023). Anti-cancerous effect of corn silk: A critical review on its mechanism of action and safety evaluation. 3 Biotech, 13, 246. https://doi.org/10.1007/s13205-023-03673-1
  5. Hasanudin, K., Hashim, P., & Mustafa, S. (2012). Corn silk (Stigma maydis) in healthcare: A phytochemical and pharmacological review. Molecules, 17(8), 9697–9715. https://doi.org/10.3390/molecules17089697
  6. Shi, S., Li, S., Li, W., & Xu, H. (2019). Corn silk tea for hypertension: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2019, 2915498. https://doi.org/10.1155/2019/2915498
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zea mays L. Plants of the World Online.

 

Scroll to top