เกล็ดนาคราช
เกล็ดนาคราช เป็นไม้เถาเลื้อยอิงอาศัยชนิดหนึ่งในวงศ์ตีนเป็ด (Apocynaceae) มีลักษณะเด่นคือใบแบนแนบไปกับผิวต้นไม้ที่อาศัย คล้ายเกล็ดที่เรียงซ้อนกัน จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นเมืองว่า “เกล็ดนาคราช” สมุนไพรชนิดนี้มีการใช้ใน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยเฉพาะการใช้เถาและใบสำหรับอาการอักเสบ ปวดบวม แผลพุพอง และการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านเกี่ยวกับพิษจากสัตว์กัดต่อย อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญามาเทียบเท่ากับหลักฐานการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : เกล็ดนาคราช
- ชื่อไทย : เกล็ดนาคราช
- ชื่อท้องถิ่น : กีบม้าลม, กีบมะรุม, เบี้ยไม้, เถานาคราช, เถาเกล็ดนาคราช และชื่อพื้นเมืองอื่นที่อาจแตกต่างกันตามพื้นที่
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dischidia imbricata (Blume) Steud.
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Conchophyllum imbricatum Blume และ Dischidia depressa C.B.Clarke ex King & Gamble
- วงศ์ : Apocynaceae
- วงศ์ย่อย : Asclepiadoideae
- สกุล : Dischidia
- ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้เกาะเลื้อยอิงอาศัย (epiphyte)
- ชื่อภาษาอังกฤษที่พบในฐานข้อมูลสากล : Kidney plant
- หมายเหตุด้านชื่อพ้อง : ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ยอมรับ Dischidia imbricata (Blume) Steud. เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด D. depressa กับ Conchophyllum imbricatum เป็นชื่อพ้อง
ข้อควรระวังเรื่องชื่อ “เกล็ดนาคราช” : ชื่อไทยนี้อาจหมายถึงพืชคนละชนิด โดยเฉพาะเฟิน Pyrrosia piloselloides ซึ่งมีชื่อไทยว่าเกล็ดนาคราชเช่นกัน ดังนั้นข้อมูลด้านสรรพคุณในบทความนี้หมายถึง Dischidia imbricata เท่านั้น ไม่ควรนำไปใช้กับเฟิน Pyrrosia piloselloides
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก อิงอาศัยอยู่บนต้นไม้หรือวัสดุยึดเกาะ มีลำต้นเรียวเล็ก เป็นข้อ และมีรากแตกออกตามข้อ ทุกส่วนของพืชมีน้ำยางสีขาว
- ราก : รากมักแตกออกบริเวณข้อเป็นกระจุก ช่วยให้พืชยึดเกาะกับผิวของต้นไม้
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ลักษณะคล้ายกระทะคว่ำหรือแผ่นเกล็ด แผ่นใบแนบชิดกับผิวที่พืชอาศัย ใบกว้างประมาณ 1–3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5–4 เซนติเมตร ปลายใบเว้าตื้น โคนใบตัด
- สีใบ : ด้านบนมีสีเขียวและอาจเห็นแถบสีม่วงแกมเขียว ส่วนด้านล่างมีสีม่วงและขอบสีเขียวอ่อน
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 3 มิลลิเมตร กลีบดอกสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน โคนกลีบเชื่อมกันและปลายแยกเป็น 5 แฉก
- ผล : เป็นฝักรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 2–3 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตกตามแนวเดียว
- เมล็ด : มีจำนวนมาก เมล็ดขนาดเล็ก และมีขนสีขาวเป็นพู่ที่ปลาย ช่วยในการกระจายพันธุ์
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีนต่อเนื่องไปจนถึงมาเลเซียตะวันตก
- การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในไทย เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุถิ่นกระจายพันธุ์พื้นเมืองตั้งแต่ภูมิภาคอินโดจีนไปจนถึงมาเลเซียตะวันตก
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : มีรายงานว่าพบได้ทั่วทุกภาค
- สภาพนิเวศวิทยา : พบในป่าเต็งรัง ป่าสน ป่าเบญจพรรณ และบริเวณป่าเลน โดยมีพฤติกรรมเป็นพืชอิงอาศัยบนต้นไม้อื่น
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก : เนื่องจากเป็นพืชอิงอาศัย จึงเหมาะกับวัสดุปลูกที่โปร่ง ระบายน้ำได้ดี และสามารถเก็บความชื้นได้พอเหมาะ ไม่ควรปลูกในวัสดุที่อุ้มน้ำจนแฉะ
- แสง : เหมาะกับแสงค่อนข้างมากถึงแสงรำไร โดยควรหลีกเลี่ยงสภาพที่ร้อนและแห้งจัดเป็นเวลานาน
- น้ำ : ต้องการความชื้นปานกลาง แต่ควรมีการระบายน้ำและอากาศที่ดี
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหรือแยกส่วนของลำต้นที่มีข้อและรากติดอยู่
- ข้อสังเกต : ข้อมูลด้านการเพาะปลูกที่มีเผยแพร่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลด้านไม้ประดับ ยังไม่มีมาตรฐานการเพาะปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบยาที่เป็นระบบและได้รับการกำหนดเป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับเกล็ดนาคราช
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ทั้งต้น : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้าน
- เถา : เป็นส่วนที่กล่าวถึงบ่อยในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบ : ใช้สดสำหรับการพอกภายนอก
- น้ำคั้นจากใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับทาภายนอก
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ทั้งต้น : ตามตำรายาไทยมีการใช้เป็นยาถอนพิษไข้ พิษไข้กาฬ และพิษตานซาง รวมถึงใช้ในกรณีปวดบวมและอักเสบ
- เถา : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับพิษจากตะขาบ แมงป่อง งู และสัตว์กัดต่อย
- เถา : ตำรายาไทยระบุการใช้เถาที่ผ่านการคั่วแล้วนำไปดองสุรา เพื่อใช้เกี่ยวกับอาการปวดเอว ปวดหลังที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระดู และใช้เป็นยาขับระดู
- ใบสด : นำมาตำแล้วใช้พอกบริเวณแผลพุพอง
- น้ำคั้นจากใบ : มีการใช้ทาภายนอกบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน : มีการใช้ทั้งต้นเป็นยาเย็น โดยนำไปแช่น้ำสำหรับอาบเพื่อบรรเทาไข้
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคใต้ : มีการบันทึกการใช้เกล็ดนาคราชในตำรับของหมอพื้นบ้านสำหรับพอกบริเวณที่มีอาการปวด บวม แดง ร้อน
หมายเหตุสำคัญเกี่ยวกับการถอนพิษงู : การใช้เกล็ดนาคราชเพื่อ “ถอนพิษงู” เป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานว่าพืชสามารถยับยั้งหรือทำลายพิษงูในผู้ป่วยได้ การถูกงูกัดต้องได้รับการประเมินและรักษาในโรงพยาบาลโดยเร็ว ไม่ควรใช้สมุนไพรแทนเซรุ่มแก้พิษงูหรือการรักษามาตรฐาน
วิธีใช้
- ใช้ภายนอกสำหรับแผลพุพองตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใช้ใบสดตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่มีอาการ
- ใช้ภายนอกสำหรับพิษจากสัตว์กัดต่อยตามตำรายา : ใช้เถาสดฝนกับสุราแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น
- ใช้เป็นยาเย็นตามภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน : นำทั้งต้นแช่น้ำสำหรับอาบ
- ใช้ตามตำรายาไทยเกี่ยวกับระดู : เถานำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก คั่วให้เหลือง แล้วใช้ดองสุราตามตำรับดั้งเดิม
ข้อควรระวัง : วิธีใช้ข้างต้นเป็นการบันทึก ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ใช่ขนาดยาที่ผ่านการทดสอบทางคลินิก และไม่ควรนำวิธีใช้ที่มีสุราหรือการรับประทานไปใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยกำกับ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า Dischidia imbricata เป็นตัวยาสำคัญที่มีรายการอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร/บัญชียาหลักแห่งชาติในฐานะรายการยาสำเร็จรูปมาตรฐาน จึงควรแยกความแตกต่างระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ในตำรายาพื้นบ้าน” กับ “สมุนไพรที่มีสถานะเป็นส่วนประกอบในตำรับยาที่ขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการ”
สารสำคัญ
- ปัจจุบันข้อมูลด้าน สารสำคัญของ Dischidia imbricata โดยเฉพาะสาร marker ที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบยา ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัด
- งานทบทวนทางวิชาการเกี่ยวกับสกุล Dischidia พบว่ามีการศึกษาสารทุติยภูมิหลายกลุ่มในพืชสกุลนี้ เช่น กลุ่มเทอร์พีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ และสเตอรอยด์ แต่สารหลายชนิดที่มีรายงานมาจาก Dischidia species อื่น ไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็นสารสำคัญที่พบยืนยันแล้วใน D. imbricata
- งานวิจัยเกี่ยวกับ D. imbricata โดยตรงพบหลักฐานด้านฤทธิ์ allelopathy ของสารสกัดใบ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะระบุสารออกฤทธิ์หลักที่เป็นตัวกำหนดสรรพคุณทางยา
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ Allelopathy : Krumsri, Boonmee และ Kato-Noguchi (2019) ศึกษาสารสกัดใบ D. imbricata ที่สกัดด้วยเมทานอลผสมน้ำ และทดสอบกับต้นกล้าพืช 6 ชนิด พบว่าสารสกัดสามารถยับยั้งการเจริญของต้นกล้าทดสอบได้ และรากมีความไวต่อสารสกัดมากกว่าส่วนยอดในพืชทดสอบหลายชนิด ผลดังกล่าวสนับสนุนว่าเกล็ดนาคราชอาจมีสารที่มีฤทธิ์ allelopathic แต่เป็นงานวิจัยด้านการยับยั้งการเจริญของพืช ไม่ใช่หลักฐานยืนยันสรรพคุณรักษาโรคในมนุษย์
- การใช้ในภูมิปัญญาเกี่ยวกับบาดแผลและพิษงู : งานศึกษาภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านภาคใต้พบว่ามีการระบุ Dischidia imbricata เป็นหนึ่งในพืชที่หมอพื้นบ้านใช้ในตำรับเกี่ยวกับผู้ถูกงูกัด อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับภูมิปัญญา ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกที่พิสูจน์ประสิทธิผลของเกล็ดนาคราชโดยตรง
- หลักฐานจากต่างประเทศ : งานทบทวนพืชสมุนไพรอิงอาศัยรายงานการใช้ใบ D. imbricata ในอินโดนีเซีย โดยใช้ภายนอกสำหรับแผลและแผลไหม้ และมีการบันทึกการใช้เป็นยาพื้นบ้านในบางชุมชน แต่ยังขาดการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพเพียงพอ
เภสัชวิทยา
- หลักฐานเภสัชวิทยาที่จำเพาะต่อ Dischidia imbricata ยังมีจำกัด
- มีหลักฐานการทดลองระดับห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับ ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของพืช (allelopathic activity) จากสารสกัดใบ ซึ่งอาจสะท้อนการมีสารชีวภาพบางชนิดในพืช แต่ไม่สามารถตีความโดยตรงว่าเป็นฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านพิษ หรือรักษาโรคในมนุษย์ได้
- การกล่าวอ้างด้าน ต้านพิษงู ต้านการอักเสบ แก้ปวดบวม หรือรักษาแผล ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับภูมิปัญญาและข้อมูล ethnomedicine จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านกลไก สารออกฤทธิ์ การศึกษาความเป็นพิษ และการทดลองในมนุษย์เพิ่มเติมก่อนนำไปพัฒนาเป็นยามาตรฐาน
ความปลอดภัย
- ยังมีข้อมูลด้าน ความปลอดภัยและพิษวิทยาของ Dischidia imbricata โดยตรงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะความปลอดภัยจากการรับประทานในขนาดสูงหรือการใช้เป็นเวลานาน
- การที่มีการใช้พืชในตำรับพื้นบ้านไม่ได้หมายความว่ามีการยืนยันความปลอดภัยทางคลินิกแล้ว
- เนื่องจากพืชมี น้ำยางสีขาว ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำยางหรือสารสกัดเข้าตาและเยื่อบุ และควรระมัดระวังการใช้กับผิวหนังที่มีบาดแผลลึก
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเกล็ดนาคราชเองจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้แทนการรักษาพิษงู หรือใช้ชะลอการไปโรงพยาบาล
- ไม่ควรรับประทานในขนาดสูงหรือเป็นเวลานาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่ปลอดภัยจากการศึกษาทางคลินิก
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Apocynaceae ควรหลีกเลี่ยง
- หากใช้ภายนอกแล้วเกิดอาการคัน แสบร้อน ผื่น บวม หรือระคายเคือง ควรหยุดใช้และล้างบริเวณดังกล่าว
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างเกล็ดนาคราช (Dischidia imbricata) กับยาแผนปัจจุบัน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ หรือยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต หรือการทำงานของตับและไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนำเกล็ดนาคราชมารับประทานร่วมกับยา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภูมิปัญญาภาคอีสาน : ใช้ทั้งต้นเป็นยาเย็น โดยนำไปแช่น้ำสำหรับอาบเพื่อช่วยบรรเทาไข้
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคใต้ : มีการบันทึกการใช้เกล็ดนาคราชในตำรับของหมอพื้นบ้านสำหรับอาการปวด บวม แดง ร้อน
- ภูมิปัญญาด้านพิษสัตว์กัดต่อย : มีการใช้เถาฝนกับสุราแล้วทาบริเวณที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่อง หรือสัตว์มีพิษกัด
- ภูมิปัญญาด้านบาดแผล : ใบสดนำมาตำและใช้พอกบริเวณแผลพุพอง
- ภูมิปัญญาด้านระดู : เถาที่ผ่านการคั่วและดองสุรามีการบันทึกว่าใช้สำหรับอาการปวดเอว ปวดหลัง และขับระดูตามตำรายาไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “เกล็ดนาคราช” มีความสัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพของพืชที่มีใบเรียงซ้อนและแนบไปกับผิวต้นไม้ คล้ายเกล็ดของสัตว์เลื้อยคลาน ชื่อที่เกี่ยวข้องกับ “นาคราช” ยังปรากฏในภูมิปัญญาการใช้พืชเพื่อแก้พิษสัตว์กัดต่อย โดยเฉพาะงู ซึ่งสะท้อนแนวคิดและความเชื่อดั้งเดิมที่เชื่อมโยงชื่อพืช ลักษณะของพืช และสรรพคุณตามภูมิปัญญา
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Tracheophyta)
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Gentianales
- วงศ์ (Family) : Apocynaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Asclepiadoideae
- เผ่า (Tribe) : Marsdenieae
- สกุล (Genus) : Dischidia R.Br.
- ชนิด (Species) : Dischidia imbricata (Blume) Steud.
ชื่อพ้องที่สำคัญ :
- Conchophyllum imbricatum Blume
- Dischidia depressa C.B.Clarke ex King & Gamble
อนุกรมวิธานปัจจุบันจัดเกล็ดนาคราชไว้ในวงศ์ Apocynaceae ขณะที่เอกสารเก่าหลายแหล่งอาจใช้ชื่อวงศ์ Asclepiadaceae ซึ่งเป็นการจัดจำแนกตามระบบอนุกรมวิธานรุ่นก่อน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ยืนยัน : Dischidia imbricata (Blume) Steud.
- ลักษณะสำคัญสำหรับตรวจสอบ : ไม้เกาะเลื้อยอิงอาศัย ลำต้นเล็ก มีน้ำยางสีขาว รากออกตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบแบนแนบกับผิวที่เกาะ ใบมีรูปร่างคล้ายกระทะคว่ำ ดอกขนาดเล็กสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน และผลเป็นฝักทรงกระบอก
- การตรวจสอบตัวอย่างสมุนไพร : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือฐานข้อมูลพรรณไม้ที่เชื่อถือได้ และควรเก็บข้อมูลแหล่งที่พบ วันเก็บ และส่วนของพืชที่นำมาใช้
- ข้อควรระวังในการจำแนก : ต้องแยกจาก “เกล็ดนาคราช” ที่หมายถึงเฟิน Pyrrosia piloselloides ซึ่งเป็นพืชคนละวงศ์และมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์แตกต่างกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (2562). เกล็ดนาคราช. ฐานข้อมูลพรรณไม้แห้งอ้างอิง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). เกล็ดนาคราช: Dischidia imbricata (Blume) Steud. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
- สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ตำรับยาแก้ลมลำบอง. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). เกล็ดนาคราช. ฐานข้อมูลคลังความรู้และตำรับสมุนไพร.
- Krumsri, R., Boonmee, S., & Kato-Noguchi, H. (2019). Evaluation of the allelopathic potential of leaf extracts from Dischidia imbricata (Blume) Steud. on the seedling growth of six test plants. Notulae Botanicae Horti Agrobotanici Cluj-Napoca, 47(4), 1019–1024. https://doi.org/10.15835/nbha47411598.
- Lemmens, R. H. M. J., & Bunyapraphatsara, N. (Eds.). (2003). Plant resources of South-East Asia No. 12(3): Medicinal and poisonous plants 3. Backhuys Publishers.
- Saikia, G., & Devi, N. (2025). Ethnomedicinal understandings and pharmacognosy of Dischidia (Apocynaceae: Asclepiadoideae): A potential epiphytic genus. Phytomedicine Plus, 5, 100707.
- van Valkenburg, J. L. C. H., & Bunyapraphatsara, N. (Eds.). (2001). Plant resources of South-East Asia No. 12(3): Medicinal and poisonous plants 3. PROSEA Foundation.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dischidia imbricata (Blume) Steud. Plants of the World Online.
- International Plant Names Index. (n.d.). Dischidia imbricata (Blume) Steud.
