กรวยป่า
กรวยป่าเป็นไม้ต้นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่พบได้ในป่าธรรมชาติหลายพื้นที่ โดยมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไป เช่น ก้วย ผีเสื้อหลวง สีเสื้อหลวง ขุนเหยิง คอแลน ตวย ตานเสี้ยน และผ่าสาม ส่วนต่าง ๆ ของต้น โดยเฉพาะใบ ดอก เมล็ด ราก และเปลือก มีการนำมาใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ท้องร่วง โรคผิวหนัง ผื่นคัน และใช้บำรุงธาตุและกำลัง อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นยาหลายประการยังอยู่ในระดับข้อมูลภูมิปัญญา และไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์แล้ว
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กรวยป่า
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Casearia grewiifolia Vent.
- วงศ์: Salicaceae
- ชื่อท้องถิ่น: ก้วย, ผีเสื้อหลวง, สีเสื้อหลวง, ขุนเหยิง, บุนเหยิง, คอแลน, ตวย, ตวยใหญ่, ตานเสี้ยน, ผ่าสาม และจะร่วย
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Kruai pa
- กรวยป่าเป็นไม้ต้นที่พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย และมีการใช้ประโยชน์ทั้งด้านสมุนไพรและทรัพยากรป่าชุมชน
- ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่จัดกรวยป่าไว้ในวงศ์ Salicaceae โดยวงศ์ Flacourtiaceae ที่พบในเอกสารเก่าถือเป็นการจัดจำแนกแบบเดิม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5–15 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้มากกว่านี้
- ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลอ่อนหรือเข้ม อาจแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ และมักมีขนสีน้ำตาลแดงบริเวณกิ่งอ่อน
- กิ่งอ่อนมีขนสั้นและหนานุ่ม
- ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปรี โคนใบมักไม่สมมาตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบจัก
- แผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่ม โดยเฉพาะบริเวณเส้นใบ เป็นลักษณะหนึ่งที่ช่วยแยกกรวยป่าออกจากพืชบางชนิดในสกุลเดียวกัน
- ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบหรือบริเวณง่ามใบ โดยเฉพาะบริเวณกิ่งที่ใบร่วงแล้ว ดอกมีสีขาวถึงเขียวอมเหลือง ไม่มีกลีบดอก และมีเกสรเพศผู้ประมาณ 8–10 อัน
- ผลมีลักษณะรูปรีหรือรูปไข่ ผิวค่อนข้างเรียบ ผลสุกมีสีเหลือง และเมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 ซีก มีเมล็ดที่มีเยื่อหุ้มสีออกแสด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- พบในภูมิภาคอินโดจีน รวมถึงประเทศไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และมีการกระจายต่อเนื่องไปยังพื้นที่บางส่วนของภูมิภาคแปซิฟิก
- ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยมีรายงานจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
- มักขึ้นในป่าเปิด ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และพื้นที่ป่าที่ถูกรบกวน โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่ากรวยป่าพบได้ในพื้นที่ค่อนข้างแห้งและเปิดมากกว่าพืช Casearia บางชนิด
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ที่มีข้อมูลระบุไว้คือ การเพาะเมล็ด
- ในธรรมชาติกรวยป่าสามารถขยายพันธุ์โดยเมล็ด และปัจจุบันพบการเจริญเติบโตตามธรรมชาติมากกว่าการปลูกเป็นพืชสวนทั่วไป
- เนื่องจากเป็นไม้ต้นที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงไม่ใช่สมุนไพรที่นิยมปลูกในพื้นที่บ้านขนาดเล็ก
- มีข้อมูลว่ากรวยป่าสามารถเก็บเมล็ดเพื่อใช้ในงานเพาะกล้าไม้ป่าและการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ
- ดอก
- ผล
- เมล็ด
- ราก
- เปลือกต้นหรือส่วนของลำต้น
แหล่งข้อมูลภูมิปัญญาไทยหลายแห่งระบุการใช้ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้แตกต่างกันตามท้องถิ่นและตำรับยา
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ข้อมูลต่อไปนี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์สมัยใหม่
- ใบ: มีรสตามตำรายาว่าเมาเบื่อ ใช้แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ โรคผิวหนัง ผื่นคัน ริดสีดวงจมูก และใช้กับบาดแผล
- ดอก: ใช้แก้ไข้พิษและไข้กาฬ และมีการใช้ดอกเป็นส่วนประกอบในตำรับยาหอมอินทจักร์เพื่อแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน
- ผล: มีข้อมูลภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้ผลสดสำหรับผื่นคันและตุ่มคันจากไข้สุกใส
- เมล็ด: ใช้แก้ริดสีดวงตามตำรายา และมีการใช้เพื่อเบื่อปลา
- ราก: ใช้แก้ท้องร่วง แก้ตับพิการ แก้พิษกาฬ แก้ผื่นคัน และริดสีดวงต่าง ๆ
- เปลือก: ใช้บำรุงธาตุและบำรุงกำลัง
- เอกสารด้านพืชป่าสมุนไพรยังบันทึกการใช้ใบหรือรากสำหรับไข้และท้องร่วง และการใช้รากในกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
วิธีใช้
- การใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นมีทั้งการ ต้มดื่ม การบดหรือหุงเป็นน้ำมันสำหรับใช้ภายนอก และการนำส่วนต่าง ๆ เข้าตำรับยาสมุนไพร
- มีข้อมูลการใช้ใบสดประมาณ 10–15 ใบ บดให้ละเอียดแล้วเติมน้ำมันพืชเพื่อใช้ทาบริเวณที่มีผื่นหรือโรคผิวหนัง
- มีข้อมูลจากป่าชุมชนบ้านหนองทราย จังหวัดกำแพงเพชร ระบุการนำใบ ดอก และรากมาล้าง ต้มกับน้ำ แล้วนำไปใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานด้านขนาดยา ความเข้มข้น ระยะเวลาใช้ และความปลอดภัยสำหรับการรักษาโรคอย่างเพียงพอ จึงไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเป็นมาตรฐานจากข้อมูลพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว
สารสำคัญ
การศึกษาทางเภสัชเคมีพบสารหลายกลุ่มในกรวยป่า โดยเฉพาะสารกลุ่ม clerodane-type diterpenoids ซึ่งเป็นกลุ่มสารสำคัญที่มีการศึกษาจำนวนมากในพืชชนิดนี้
- Clerodane diterpenoids พบในผล ใบ เปลือก กิ่ง และลำต้น
- มีการค้นพบสารกลุ่ม salicinoyl quinic acid derivatives และอนุพันธ์ของ quinic acid จากผล
- มีรายงานสารกลุ่ม phenolic compounds
- มีการรายงาน lignans, amides และ steroids ในการศึกษาทางพฤกษเคมีบางงาน
- งานวิจัยปี 2024 รายงานการแยกสาร clerodane diterpenoids ชนิดใหม่จำนวน 11 ชนิด ได้แก่ grewiifopenes A–K จากกิ่งและลำต้นของกรวยป่า
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้านพฤกษเคมีพบว่าใบ ผล เปลือก กิ่ง และลำต้นของกรวยป่าเป็นแหล่งของสารธรรมชาติหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ clerodane diterpenoids
- งานวิจัยจากผลกรวยป่าพบอนุพันธ์ salicinoyl quinic acid ชนิดใหม่ 10 ชนิด และ benzoyl quinic acid ชนิดใหม่อีก 1 ชนิด โดยสารบางชนิดแสดงการยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 ในเซลล์ keratinocyte ที่ถูกกระตุ้นด้วย UVB ในระดับการทดลองในหลอดทดลอง
- งานวิจัยปี 2024 พบสาร grewiifopenes A–K จากกิ่งและลำต้น โดยสารบางชนิดแสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งที่ใช้ทดสอบ และสารบางชนิดมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus ในการทดลอง
- งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบสารจากกิ่งที่มีผลต่อการหลั่ง adiponectin และพบว่า grewiifolide B มีความสัมพันธ์กับการทำงานของ PPARγ ในระบบเซลล์ทดลอง
- งานวิจัยจากเปลือกต้นพบว่าส่วนสกัดบางส่วนมีปริมาณสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบ DPPH และ ABTS โดยฤทธิ์แตกต่างกันตามส่วนสกัดและความมีขั้วของตัวทำละลาย
ข้อควรตีความ: ผลการทดลองเหล่านี้เป็นหลักฐานระดับสารสกัด เซลล์ หรือการทดลองในห้องปฏิบัติการ ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากรวยป่าสามารถใช้รักษามะเร็ง การอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรังในมนุษย์ได้
เภสัชวิทยา
จากการศึกษาที่มีอยู่ กรวยป่ามีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในระดับห้องปฏิบัติการหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากส่วนสกัดของเปลือก
- ฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 ในเซลล์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียต่อเชื้อบางชนิด
- ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการทำงานของ PPARγ และการหลั่ง adiponectin ในระบบเซลล์ทดลอง
- มีรายงานก่อนหน้านี้ถึงฤทธิ์ต้านมาลาเรียและต้านเชื้อมัยโคแบคทีเรียของสารจากพืชชนิดนี้
หลักฐานดังกล่าวเป็นข้อมูลทางเภสัชวิทยาเบื้องต้น และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านกลไก การดูดซึม การกระจายตัว การเปลี่ยนแปลงในร่างกาย การกำจัดยา ตลอดจนการทดลองทางคลินิกก่อนนำไปพัฒนาเป็นยามาตรฐาน
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกรวยป่าในมนุษย์ยังมีจำกัด
- ยังไม่พบหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไป
- การที่มีสารบางชนิดในกรวยป่าแสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ในห้องทดลอง ไม่ได้หมายความว่าพืชทั้งต้นจะเป็นยาพิษ แต่เป็นข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการประเมินความปลอดภัย
- ไม่ควรนำเมล็ดหรือส่วนต่าง ๆ ของต้นมาใช้ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องด้วยตนเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการกำหนดขนาดยาและมาตรฐานสารสำคัญ
- หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาด้วยตนเอง และควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์หรือการแพทย์แผนไทยก่อนใช้
- การใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคไม่ควรทดแทนการรักษามาตรฐานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลจากทรัพยากรป่าชุมชนระบุว่า ผลกรวยป่าเป็นอาหารของสัตว์ป่า แต่ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับยืนยันการบริโภคผลกรวยป่าเป็นอาหารของมนุษย์ในวงกว้าง จึงไม่ควรแนะนำให้รับประทานผลหรือส่วนอื่นของต้นเป็นอาหารโดยอาศัยข้อมูลเพียงว่าผลสุกมีลักษณะเป็นผลมีเนื้อ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- มีรายงานการศึกษาศักยภาพของกรวยป่าในการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารออกฤทธิ์ของพืช
- งานวิจัยด้านสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของเปลือกต้นเป็นข้อมูลพื้นฐานที่อาจนำไปศึกษาต่อด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- อย่างไรก็ตาม หลักฐานดังกล่าวยังไม่ควรนำไปกล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์กรวยป่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคผิวหนังหรือโรคอื่น ๆ โดยตรง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ควรเก็บส่วนที่ใช้จากต้นที่ระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากชื่อพื้นเมืองของกรวยป่ามีหลายชื่อและบางชื่ออาจใช้เรียกพืชชนิดอื่นในแต่ละพื้นที่
- ใบและดอกควรเก็บในช่วงที่สมบูรณ์และไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสิ่งปนเปื้อน
- รากและเปลือกควรเก็บอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ทำลายต้นมากเกินไป โดยเฉพาะต้นที่ขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติ
- หลังเก็บควรคัดแยกสิ่งปนเปื้อน ล้างเมื่อเหมาะสม และทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และไม่โดนแสงแดดจัดโดยตรง
- เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- สำหรับการใช้ในงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ ควรระบุแหล่งที่มา ส่วนของพืช วันเก็บ และสภาวะการทำแห้ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ชุมชนในหลายพื้นที่รู้จักกรวยป่าภายใต้ชื่อแตกต่างกัน เช่น คอแลน ตวย ตานเสี้ยน และผ่าสาม
- ภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชรมีการนำใบ ดอก และรากมาต้มใช้ตามตำรับพื้นบ้าน
- ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีการบันทึกภูมิปัญญาการใช้กรวยป่า หรือค้อแลน ในตำรับยาพื้นบ้าน โดยมีการใช้แก่นหรือส่วนอื่นของต้นร่วมกับสมุนไพรหลายชนิด
- เอกสารภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านยังพบการนำกรวยป่าเข้าสู่ตำรับยาหลายชนิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้กรวยป่าแตกต่างกันไปตามพื้นที่และองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Casearia grewiifolia สะท้อนประวัติการตั้งชื่อทางพฤกษศาสตร์ โดยชื่อสกุล Casearia ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Johannes Casearius ส่วนคำระบุชนิด grewiifolia สื่อถึงลักษณะใบที่คล้ายพืชในสกุล Grewia
ในวัฒนธรรมการใช้ประโยชน์จากป่าของชุมชนไทย กรวยป่าเป็นตัวอย่างของพรรณไม้ที่มีทั้งคุณค่าด้านสมุนไพร การใช้ประโยชน์จากไม้ และความรู้พื้นบ้านที่ถ่ายทอดในแต่ละท้องถิ่น มีการบันทึกกรวยป่าเป็นพรรณไม้ที่ชุมชนต้องการอนุรักษ์เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมต่อไปได้
สถานะการอนุรักษ์
กรวยป่ามีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบในพื้นที่ป่าธรรมชาติหลายประเภท จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นพืชที่ใกล้สูญพันธุ์จากข้อมูลการกระจายพันธุ์เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม การเก็บรากหรือเปลือกจากต้นป่าโดยตรงสามารถทำให้ต้นเสียหายหรือตายได้ จึงควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และการอนุรักษ์ในป่าชุมชน โดยมีหลักฐานว่าบางชุมชนได้คัดเลือกกรวยป่าไว้เป็นพรรณไม้ที่ต้องการรักษาพันธุกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum/Division: Tracheophyta
- Class: Magnoliopsida
- Order: Malpighiales
- Family: Salicaceae
- Genus: Casearia
- Species: Casearia grewiifolia Vent.
- ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน: Casearia grewiifolia Vent.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Casearia kerrii Craib และ Casearia oblonga Craib
- เอกสารเก่าบางฉบับจัดกรวยป่าไว้ในวงศ์ Flacourtiaceae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ เช่น Flora of Thailand และ TH-BIF จัดไว้ในวงศ์ Salicaceae
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกรวยป่ากับยามาตรฐานชนิดต่าง ๆ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
เนื่องจากงานวิจัยพบว่าสารจากกรวยป่ามีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายรูปแบบในระดับห้องปฏิบัติการ ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กรวยป่าเป็นสมุนไพร
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการค้นข้อมูลที่เผยแพร่และฐานข้อมูลที่เข้าถึงได้ ยังไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามี กรวยป่า (Casearia grewiifolia Vent.) เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือเป็นองค์ประกอบที่ระบุชื่อในตำรับยาของบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ ในลักษณะที่สามารถนำมาอ้างเป็นข้อบ่งใช้มาตรฐานได้
ดังนั้น สำหรับเว็บไซต์ควรแยก “การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน” ออกจาก “ข้อบ่งใช้ในบัญชียาจากสมุนไพร” อย่างชัดเจน และไม่ควรระบุสรรพคุณของกรวยป่าว่าเป็นข้อบ่งใช้ตามบัญชียาจากสมุนไพรโดยไม่มีเอกสารราชการรองรับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2558). e-Flora of Thailand: Casearia grewiifolia Vent. สำนักหอพรรณไม้.
- กรมป่าไม้. (2559). พรรณไม้มีคุณค่าจากป่าชุมชนบ้านหนองทราย จังหวัดกำแพงเพชร: กรวยป่า. สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้.
- ธเนศวร นวลใย, และ เบญจมาส ไชยลาภ. (2564). ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของส่วนแยกย่อยจากเปลือกลำต้นของกรวยป่า (Casearia grewiifolia). วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 13(26).
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Casearia grewiifolia. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กรวยป่า. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ผ่าสาม (Casearia grewiifolia Vent.). ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- Nhoek, P., et al. (2024). Butanolides and clerodane diterpenes from the twigs of Casearia grewiifolia and their effects on adiponectin secretion. Bioorganic Chemistry, 153, 107890. https://doi.org/10.1016/j.bioorg.2024.107890
- Pailee, P., et al. (2024). Grewiifopenes A–K, bioactive clerodane diterpenoids from Casearia grewiifolia Vent. Natural Products and Bioprospecting, 14, 54. https://doi.org/10.1007/s13659-024-00475-7
- Pham, C. V., et al. (2015). Cytotoxic clerodane diterpenoids from the leaves of Casearia grewiifolia. Journal of Natural Products, 78(11), 2726–2730. https://doi.org/10.1021/acs.jnatprod.5b00677
- Rayanil, K., et al. (2012). New phenolics from the wood of Casearia grewiifolia. Natural Product Research, 26(15), 1430–1435.
- Nhoek, P., et al. (2021). Salicinoyl quinic acids and their prostaglandin E2 production inhibitory activities from the fruits of Casearia grewiifolia. Journal of Natural Products, 84(9), 2437–2446. https://doi.org/10.1021/acs.jnatprod.1c00343
