กระดาดแดง

กระดาดแดง

กระดาดแดง

กระดาดแดงเป็นพืชล้มลุกในวงศ์บอน (Araceae) ที่มีใบขนาดใหญ่และรูปลักษณ์คล้ายพืชสกุลบอนและเผือก พบชื่อเรียกตามท้องถิ่นหลายชื่อ และมีการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะส่วนหัวหรือเหง้า อย่างไรก็ตาม กระดาดแดงเป็นพืชที่มีสารผลึกแคลเซียมออกซาเลตซึ่งก่อการระคายเคือง จึงต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมยาและความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระดาดแดง
  • ชื่อท้องถิ่น : เมาะแดง (ปัตตานี), หัวชะออกแดง, ออกดิบ (ภาคใต้), กะเอาะแดง
  • ชื่ออังกฤษ : Giant taro, Elephant’s ear
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารไทย : Alocasia indica var. metallica Schott และมีการใช้ชื่อ Alocasia indica ในฐานข้อมูลพิษวิทยาของมหาวิทยาลัยมหิดล
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ : Alocasia indica (Lour.) Spach ได้รับการยอมรับโดย Plants of the World Online (Kew) ในปัจจุบัน ขณะที่ Flora of Thailand ใช้ Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don สำหรับกลุ่มพืชที่มีชื่อท้องถิ่นกระดาดแดงในประเทศไทย จึงควรระบุหมายเหตุด้านอนุกรมวิธานไว้ในเว็บไซต์เพื่อป้องกันความสับสน
  • วงศ์ : Araceae
  • สกุล : Alocasia
  • ลักษณะการใช้ : พืชสมุนไพรประเภทหัว/เหง้า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าหรือส่วนใต้ดินที่พัฒนาเป็นหัว ลำต้นตั้งตรง โดยต้นที่เจริญเต็มที่อาจสูงประมาณ 2 เมตร
  • ใบ : ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปไข่แกมรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึก ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ก้านใบยาวและอวบ
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด ลักษณะเป็นแท่งคล้ายพืชวงศ์บอน มีดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ ดอกเพศผู้อยู่ด้านบน และมีส่วนปลายช่อที่ไม่มีดอก
  • ผล : ผลสดมีเนื้อนุ่ม เมื่อสุกมีสีแดง มีเมล็ดอยู่ภายใน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : ข้อมูลอนุกรมวิธานมีความแตกต่างกันตามการจำแนกชนิด โดย Alocasia indica มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่อนุทวีปอินเดียถึงอินโดจีนและชวา ส่วน A. macrorrhizos ตาม Kew มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย
  • ในประเทศไทย : Flora of Thailand รายงานกระดาด (A. macrorrhizos) ในประเทศไทย และระบุชื่อพื้นเมือง “กระดาดแดง” ในกรุงเทพฯ โดยพบในพื้นที่ชื้น เช่น ร่องน้ำ ริมพื้นที่นา และบริเวณที่มีการปลูกเป็นไม้ประดับ
  • ถิ่นอาศัย : ชอบบริเวณชื้น มีน้ำหรือความชื้นในดินสูง และสามารถพบตามพื้นที่ใกล้ชุมชนหรือพื้นที่เพาะปลูก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในดินร่วนหรือดินที่มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดีแต่สามารถเก็บความชื้นได้ และเหมาะกับพื้นที่มีแสงรำไร
  • น้ำ : ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรปล่อยให้ดินแฉะจนเกิดน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ แยกเหง้าหรือหัว และการเพาะเมล็ด โดยการขยายพันธุ์แบบแยกส่วนใต้ดินเหมาะกับการเพิ่มจำนวนต้นที่มีลักษณะตรงตามต้นแม่
  • ข้อควรระวังในการปลูก : ควรสวมถุงมือเมื่อสัมผัสส่วนสด เนื่องจากน้ำยางและเนื้อเยื่อของพืชอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือเหง้า : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาในตำรับยาไทย โดยในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติพบการระบุ “กระดาดแดง” เป็นตัวยาและใช้ส่วนหัว

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • หัวหรือเหง้า : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีการนำมาปรุงเป็นยากัดเถาดานในท้อง
  • หัวหรือเหง้า : นำมาปรุงกับน้ำมันใช้เป็นยาสมานแผล และใช้กัดฝ้าหรือหนองตามตำรับพื้นบ้าน
  • การใช้ภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีการนำหัวมาตำพอกบริเวณแผลที่มีหนอง โดยเฉพาะในสัตว์ ตามข้อมูลตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน
  • ข้อจำกัดของหลักฐาน : สรรพคุณดังกล่าวเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรับยา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์

วิธีใช้

  • การใช้ตามตำรับยาแผนไทย : กระดาดแดงไม่ได้ใช้เป็นยาสมุนไพรเดี่ยวเป็นหลัก แต่ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา
  • ตัวอย่างตำรับ : “ยาธรณีสันฑะฆาต” มีหัวกระดาดแดงเป็นส่วนประกอบ โดยสูตรที่ระบุในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติใช้กระดาดแดง 1 กรัมในตำรับรวม 160 กรัม
  • การเตรียมวัตถุดิบ : เอกสารรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติระบุว่าตัวยากระดาดแดงต้อง ปิ้งไฟหรือนึ่งก่อนนำไปใช้ ในตำรับดังกล่าว
  • ไม่ควรใช้หัวหรือส่วนสดรับประทานเอง เนื่องจากพืชมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตที่ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงได้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • สถานะการใช้ในระบบยาไทย : พบกระดาดแดงเป็นตัวยาประกอบในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น ยาธรณีสันฑะฆาต และตำรับยาแก้กษัยกล่อนสูตรหนึ่ง
  • ยาธรณีสันฑะฆาต : ใช้กระดาดแดงเป็นส่วนประกอบร่วมกับกระดาดขาวและสมุนไพรอื่น โดยมีสรรพคุณตามตำรับสำหรับแก้เถาดาน ท้องผูก และกษัยเส้น
  • ยาแก้กษัยกล่อน สูตร 2 : มีการระบุกระดาดแดงเป็นหนึ่งในตัวยาของตำรับ และกำหนดข้อห้ามใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้มีไข้ และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีตามรายละเอียดของตำรับนั้น
  • หมายเหตุสำคัญ : การที่กระดาดแดงเป็นส่วนประกอบของตำรับยา ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำพืชสดมาใช้แทนยาตำรับได้ และควรยึดวิธีเตรียมวัตถุดิบตามตำรับ

สารสำคัญ

  • Calcium oxalate : เป็นสารสำคัญด้านความเป็นพิษที่พบในพืชกลุ่มนี้ โดยเฉพาะผลึกแคลเซียมออกซาเลตชนิดที่ก่อการระคายเคือง
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล : งานวิจัยใน Alocasia indica พบสารกลุ่ม flavonoids และ polyphenolic compounds ในสารสกัด
  • สารกลุ่ม cyanogenic glycosides : มีรายงานจากการตรวจคัดกรองเบื้องต้นในสารสกัด A. indica
  • สารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ : งานวิจัยในหัว A. indica รายงานปริมาณสารฟีนอลิกรวมและฟลาโวนอยด์ รวมทั้งตรวจพบสารประกอบที่มีศักยภาพทางชีวภาพหลายชนิด
  • หมายเหตุ : ข้อมูลสารสำคัญจำนวนมากเป็นการศึกษาในระดับชนิด Alocasia indica หรือ A. macrorrhizos ไม่ได้เป็นข้อมูลเฉพาะของกระดาดแดงที่ผ่านการยืนยันทางพันธุกรรม จึงไม่ควรระบุว่าสารดังกล่าวเป็นองค์ประกอบเฉพาะของกระดาดแดงโดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบ Alocasia indica แสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระหลายระบบทดลอง เช่น DPPH, nitric oxide, superoxide และ hydroxyl radicals
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด : การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบ A. indica มีฤทธิ์ลดการอักเสบและลดปวดแบบขึ้นกับขนาดยาในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ของหัวหรือเหง้า : งานวิจัยสารสกัดเอทานอลจากหัว A. indica พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในแบบจำลองสัตว์ทดลอง รวมถึงมีผลในการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์บางระบบ
  • หลักฐานระดับมนุษย์ : ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากระดาดแดงสามารถรักษาโรคใดโรคหนึ่งในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย
  • ภาพรวมงานวิจัย : หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลอง สารสกัด และสัตว์ทดลอง จึงควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อประกอบการศึกษาวิจัย ไม่ใช่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานจากสารสกัดใบและหัวในแบบจำลอง in vitro
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัด A. indica สามารถลดการบวมในแบบจำลองการอักเสบของสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดปวด : พบผลลดพฤติกรรมปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากหัวมีฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : มีการทดลองในหนูโดยใช้แบบจำลองที่เหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเสีย
  • ระดับหลักฐาน : ผลดังกล่าวเป็นเภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิก ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปประสิทธิผลในผู้ป่วย

ความปลอดภัย

  • สารก่อพิษสำคัญ : ผลึก calcium oxalate ในน้ำยางและเนื้อเยื่อของพืชสามารถทำให้เกิดการระคายเคือง
  • การสัมผัสผิวหนัง : อาจทำให้คัน ปวดแสบปวดร้อน อักเสบ บวม และเกิดตุ่มน้ำ
  • การสัมผัสดวงตา : อาจทำให้ตาอักเสบ และในกรณีรุนแรงอาจกระทบต่อการมองเห็น
  • การรับประทาน : อาจทำให้ปากและลิ้นพอง แสบร้อน น้ำลายไหล บวมบริเวณลิ้น เพดานปาก และใบหน้า รวมถึงอาจมีอาการอาเจียน
  • การใช้เป็นอาหาร : หากจะนำส่วนใต้ดินมาใช้เป็นอาหาร ต้องผ่านการเตรียมและให้ความร้อนอย่างเหมาะสมเพื่อลดผลึกแคลเซียมออกซาเลต ไม่ควรรับประทานส่วนสด
  • กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ : เด็กมีความเสี่ยงต่อพิษจากพืชมากกว่าผู้ใหญ่ จึงไม่ควรให้เด็กทดลองกินหรือสัมผัสพืชโดยไม่จำเป็น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • หลักฐานเฉพาะของกระดาดแดง : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระดาดแดงกับยาแผนปัจจุบัน
  • ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำผลการทดลองของสารสกัด Alocasia มาใช้สรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาชนิดใดชนิดหนึ่ง
  • เมื่อใช้ในตำรับยาไทย : ปฏิกิริยาระหว่างยากับยาชนิดอื่นอาจเกิดจากสมุนไพรตัวอื่นในตำรับด้วย เช่น ตำรับยาธรณีสันฑะฆาตมีพริกไทยและการบูร จึงมีคำเตือนเรื่องยากลุ่ม anticoagulants, antiplatelets รวมถึง phenytoin, propranolol, theophylline และ rifampicin ซึ่งเป็นข้อควรระวังของ ทั้งตำรับ ไม่ใช่หลักฐานว่าเกิดจากกระดาดแดงโดยตรง

การใช้ในอาหาร

  • การใช้เป็นอาหารพื้นบ้าน : พืชสกุล Alocasia บางชนิด รวมถึง A. macrorrhizos มีประวัติใช้ส่วนหัวหรือเหง้าเป็นอาหารประเภทแป้งในบางพื้นที่ของเขตร้อน
  • การเตรียม : ต้องปอกและผ่านการต้ม นึ่ง หรือเผา/คั่วอย่างเพียงพอและใช้เวลานาน เพื่อช่วยลดความระคายเคืองจากผลึก calcium oxalate
  • ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำกระดาดแดงสดมารับประทานโดยตรง และไม่ควรใช้ข้อมูลเรื่องการบริโภคของ A. macrorrhizos มาเหมารวมกับกระดาดแดงทุกแบบ เนื่องจากชื่อพื้นเมืองอาจครอบคลุมพืชต่างชนิดกัน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่ใช้ : หัวหรือเหง้า
  • การเก็บเกี่ยว : ควรเลือกหัวจากต้นที่สมบูรณ์และระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง
  • การเตรียม : ล้างทำความสะอาด ตัดส่วนที่เสียหาย และดำเนินการเตรียมวัตถุดิบตามตำรับ เช่น การปิ้งไฟหรือนึ่งเมื่อใช้ในตำรับที่กำหนด
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
  • ข้อควรระวัง : ควรติดฉลากชัดเจนว่าเป็นวัตถุดิบสมุนไพรและหลีกเลี่ยงการปะปนกับหัวพืชที่ใช้รับประทานได้ เนื่องจากลักษณะภายนอกอาจคล้ายพืชในกลุ่มบอนและเผือก

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้ : พบชื่อ เมาะแดง, หัวชะออกแดง, ออกดิบ และกะเอาะแดง
  • ภูมิปัญญาการใช้ยา : มีการใช้หัวหรือเหง้าในตำรับยาเพื่อแก้เถาดานในท้อง และนำไปปรุงกับน้ำมันเพื่อใช้ภายนอก
  • การใช้กับสัตว์ : มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการตำหัวพอกแผลที่มีหนองในสัตว์
  • ความสำคัญทางภูมิปัญญา : กระดาดแดงเป็นตัวอย่างของพืชที่มีทั้งคุณค่าทางยาและความเสี่ยงจากพิษ จึงสะท้อนความสำคัญของขั้นตอนการเตรียมยาในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อในประเทศไทย : Flora of Thailand ระบุ “กระดาดแดง” เป็นชื่อพื้นเมืองที่ใช้ในกรุงเทพฯ และพบชื่อเรียกอื่นจำนวนมากในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
  • การใช้ในวัฒนธรรมการแพทย์พื้นบ้าน : มีการบันทึกกระดาดแดงเป็นตัวยาในตำรับยาไทยมาเป็นเวลานาน และปรากฏในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น ยาธรณีสันฑะฆาต
  • ความเชื่อมโยงทางพฤกษศาสตร์ : กระดาดเป็นพืชที่มีการปลูกเป็นไม้ประดับด้วย เนื่องจากมีใบขนาดใหญ่และโดดเด่น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะ IUCN : สำหรับ Alocasia macrorrhizos Kew ระบุว่ายังไม่ได้รับการประเมินตามเกณฑ์บัญชีแดงของ IUCN
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทย : ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอที่จะระบุว่ากระดาดแดงในระดับชื่อพื้นบ้านเป็นพืชที่มีสถานะถูกคุกคามเฉพาะถิ่น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการระบุสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum/Division) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Alismatales
  • วงศ์ (Family) : Araceae
  • สกุล (Genus) : Alocasia
  • ชนิด (Species) : Alocasia indica (Lour.) Spach ตาม Plants of the World Online (Kew) ซึ่งปัจจุบันยอมรับชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่ถูกต้อง
  • ชื่อที่เกี่ยวข้องกับกระดาดแดง : Alocasia indica var. metallica (Schott) Schott และ Alocasia indica var. rubra (Hassk.) Engl. เป็นชื่อที่ปรากฏในประวัติการจำแนกกลุ่มกระดาดแดง
  • ชื่อที่ใช้ใน Flora of Thailand : Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don โดย Flora of Thailand ระบุ “กระดาดแดง” เป็นชื่อพื้นเมืองของพืชชนิดนี้ในกรุงเทพฯ
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Arum macrorrhizon L., Colocasia macrorrhizos (L.) Schott และ Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don ปรากฏในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานเป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพืชนี้

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธานสำหรับเว็บไซต์ : กระดาดแดงเป็นกรณีที่ชื่อพื้นบ้านและการจำแนกทางอนุกรมวิธานมีประวัติเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยแหล่งข้อมูลไทยบางแห่งใช้ Alocasia indica var. metallica ขณะที่ Flora of Thailand ใช้ Alocasia macrorrhizos และ Kew ปัจจุบันยอมรับ Alocasia indica แยกเป็นชนิดหนึ่ง ดังนั้นควรเก็บชื่อพ้องไว้ในฐานข้อมูลเพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากเอกสารเก่าได้อย่างถูกต้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564. กระทรวงสาธารณสุข. เอกสารรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2555). Flora of Thailand: Araceae—Alocasia. สำนักหอพรรณไม้. e-Flora of Thailand
  3. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). กระดาดแดง. ใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. ข้อมูลคำศัพท์กระดาดแดง
  4. สุนทรเจริญนนท์, น. (2556). ไม้ประดับมีพิษ…คิดสักนิดก่อนจะปลูก. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล
  5. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กระดาด. ฐานข้อมูลพืชพิษ. ฐานข้อมูลพืชพิษ TPEX
  6. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระดาดแดง. ข้อมูลกระดาดแดง
  7. Boyce, P. C., & Sookchaloem, D. (2012). Araceae. In Flora of Thailand (Vol. 11, Part 2, pp. 101–325). The Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. Flora of Thailand
  8. Das, O., Nickhil, C., & Deka, S. C. (2026). A comprehensive review on the nutritional value, anti-nutritional factors, acridity, medicinal properties, and culinary applications of Alocasia macrorrhizos. Sustainable Food Technology. Sustainable Food Technology
  9. Islam, M. K., Mahmud, I., Saha, S., Sarker, A. B., Mondal, H., Monjur-Al-Hossain, A. S. M., & Anisuzzman, M. (2013). Preliminary pharmacological evaluation of Alocasia indica Schott tuber. Journal of Integrative Medicine, 11(5), 343–351. Journal of Integrative Medicine
  10. Mulla, W. A., Salunkhe, V. R., & Bhise, S. B. (2010). Free radical scavenging activity of leaves of Alocasia indica (Linn). Indian Journal of Pharmaceutical Sciences, 72(3). PubMed Central
  11. Rahman, M. A., Solaiman, M., Haque, M. E., & Das, A. K. (2011). Analgesic and anti-inflammatory activities of Alocasia indica (Roxb.) Schott. Oriental Pharmacy and Experimental Medicine, 11(3), 143–146. บทความวิจัย
  12. Saha, S., et al. (2010). Antioxidant, antinociceptive and anti-inflammatory activities of ethanolic extract of leaves of Alocasia indica (Schott.). Journal of Young Pharmacists, 2(2), 137–143. PubMed
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Alocasia indica (Lour.) Spach. Plants of the World Online. Plants of the World Online
  14. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Alocasia macrorrhizos (L.) G.Don. Plants of the World Online. Plants of the World Online

Scroll to top