กระตังใบ
กระตังใบ หรือ กะตังใบ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในหลายภูมิภาคของประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leea indica (Burm.f.) Merr. เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ Vitaceae มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะราก ใบ และส่วนเหนือดิน สำหรับอาการไข้ ปวดเมื่อย ท้องเสีย และการใช้ภายนอกกับผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสมัยใหม่ที่ศึกษาสารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ จึงไม่ควรนำผลการทดลองมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระตังใบ, กะตังใบ
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Leea indica (Burm.f.) Merr.
- ชื่อสามัญ: Common tree-vine, Bandicoot Berry
- วงศ์: Vitaceae
- ชื่อท้องถิ่น: คะนางใบ (ตราด), ช้างเขิง (เงี้ยว), ดังหวาย (นราธิวาส), ตองจ้วม และตองต้อม (ภาคเหนือ), บังบายต้น (ตรัง) รวมถึงชื่ออื่นในแต่ละท้องถิ่น
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Staphylea indica Burm.f., Leea sambucina Willd. และ Leea ottilis DC. โดยฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ยอมรับ Leea indica (Burm.f.) Merr. เป็นชื่อที่ถูกต้อง
- ลักษณะการใช้: เป็นทั้งพืชสมุนไพรพื้นบ้านและพืชอาหารในบางพื้นที่ โดยยอดหรือใบอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผัก และผลสุกสามารถรับประทานได้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้พุ่ม ไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ตั้งแต่ประมาณ 1–3 เมตร และในบางแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์รายงานว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 7 เมตร แตกกิ่งตั้งแต่บริเวณโคนต้น กิ่งอ่อนอาจมีขนสั้นปกคลุม
- ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ เรียงสลับ ใบประกอบอาจเป็น 1–3 ชั้น ใบย่อยมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ รูปรี รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ไปจนถึงรูปใบหอก ขอบใบจักเป็นซี่ฟันหรือจักมน แผ่นใบค่อนข้างหนาและมีเส้นใบเห็นชัด
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือส่วนปลายของกิ่ง ช่อดอกแผ่กว้าง มีดอกจำนวนมาก ดอกมีสีเขียวอ่อนถึงเขียวอมเหลือง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเป็นส่วนประกอบของดอกแบบ 5 ส่วน
- ผล: เป็นผลสด รูปร่างกลมหรือค่อนข้างแป้น ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหรือม่วงดำ มีเมล็ดหลายเมล็ด ผลเป็นอาหารของสัตว์และสามารถรับประทานได้
- ฤดูออกดอกและติดผล: มีรายงานช่วงออกดอกแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยพบการออกดอกได้ในช่วงประมาณเดือนเมษายน–กรกฎาคม และการติดผลในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม–ธันวาคมในบางพื้นที่
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: เป็นพืชในเขตร้อนของเอเชีย โดยมีเขตกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ จีนตอนใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงอินโดนีเซีย นิวกินี ออสเตรเลียตอนเหนือ และหมู่เกาะแปซิฟิกบางส่วน
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: พบได้ในหลายภูมิภาคของประเทศ โดยพบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ ป่าพรุหรือพื้นที่ชื้น บริเวณริมลำธาร ขอบป่า พื้นที่เปิด และบริเวณใกล้ชุมชน
- สภาพแวดล้อม: ชอบพื้นที่ชื้น ดินระบายน้ำได้ดีแต่สามารถเก็บความชื้นได้พอสมควร และเจริญได้ดีในสภาพแสงรำไรหรือกึ่งร่ม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่: ควรปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ดินร่วนหรือดินที่มีอินทรียวัตถุ และมีการระบายน้ำดี
- แสง: เจริญได้ดีในบริเวณที่มีแสงแดดบางส่วนหรือมีร่มเงา
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดจากผลแก่หรือผลสุกเพาะเป็นต้นใหม่
- การปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นปักชำได้
- การตอนกิ่ง: มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งได้
- การดูแล: พืชตอบสนองต่อการตัดแต่งหรือการตัดให้แตกกิ่งใหม่ได้ดี จึงสามารถควบคุมรูปทรงและขนาดต้นได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก: เป็นส่วนที่กล่าวถึงบ่อยในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้ต้ม ฝน หรือผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น
- ใบ: ใช้สด ตำ พอก หรือย่างไฟตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใบอ่อนและน้ำยาง: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน: มีการนำไปผสมกับสมุนไพรอื่นในตำรับพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก: ตามตำรายาไทยมีรสเย็นและเมาเบื่อ ใช้ต้มรับประทานเพื่อแก้ไข้ ขับเหงื่อ ดับร้อน แก้กระหายน้ำ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้บิด และบรรเทาอาการปวดเมื่อยหรือครั่นเนื้อครั่นตัว
- ราก: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านร่วมกับสมุนไพรอื่นสำหรับอาการตกขาว และมีการกล่าวถึงการใช้กับโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้และมะเร็งมดลูก แต่เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์
- ใบ: ใบสดหรือใบตำใช้พอกบริเวณผิวหนังตามภูมิปัญญาบางประเทศ และมีการใช้กับแผลหรืออาการทางผิวหนัง
- ใบย่างไฟ: มีการใช้พอกบริเวณศีรษะเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนหรือมึนงง
- ใบและยอด: มีการใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยและอาการทางผิวหนัง
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลด้านการใช้ตามภูมิปัญญาและงานวิจัยเบื้องต้น ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างเกี่ยวกับมะเร็ง
วิธีใช้
- ใช้ราก: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนำรากมาฝนหรือต้มกับน้ำ และบางตำรับนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น
- ใช้ใบภายนอก: ใบสดนำมาตำแล้วใช้พอกบริเวณที่ต้องการ หรือใช้ใบย่างไฟตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้เป็นผัก: ยอดอ่อนหรือใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารในบางพื้นที่
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเป็นมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลของกระตังใบโดยเฉพาะ
สารสำคัญ
มีการศึกษาพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มใน Leea indica โดยเฉพาะในใบ ได้แก่
- สารฟีนอลิก: เช่น gallic acid และ methyl gallate
- ฟลาโวนอยด์: เช่น myricetin-3-O-rhamnoside หรือ myricitrin และ quercetin-3-O-rhamnoside หรือ quercitrin
- คาเทชินและอนุพันธ์: เช่น epigallocatechin-3-O-gallate
- ไตรเทอร์พีนอยด์และสารกลุ่มอื่น: มีรายงานการพบสาร triterpenoid glycosides รวมถึง mollic acid arabinoside และ mollic acid xyloside
- สารพฤกษเคมีอื่น: งานวิเคราะห์ด้วย LC-MS/MS พบสารหลายกลุ่ม ได้แก่ benzoic acid derivatives, phenolics, flavonoids, catechins, dihydrochalcones, coumarins, megastigmanes และ oxylipins
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในการทดลองหลายระบบ โดยสัมพันธ์กับปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดใบในการทดลองมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis, Escherichia coli, Salmonella spp. และเชื้อราบางชนิด แต่ผลดังกล่าวเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดและสารบางชนิดจาก L. indica แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดในการทดลอง เช่น เซลล์มะเร็งปากมดลูกและเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก โดยพบกลไกเกี่ยวข้องกับการเหนี่ยวนำ apoptosis ในบางการศึกษา
- งานวิจัยล่าสุด: งานวิจัยปี 2026 ศึกษาสารสกัดใบของ L. indica ต่อเซลล์มะเร็งปอด A549 และพบฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ในการทดลอง พร้อมการวิเคราะห์ molecular docking อย่างไรก็ตาม ยังเป็นหลักฐานระดับเซลล์และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่หลักฐานประสิทธิผลในผู้ป่วย
- ภาพรวมหลักฐาน: ปัจจุบันมีข้อมูลด้านเภสัชวิทยาและพฤกษเคมีค่อนข้างมากขึ้น แต่ยังขาดการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้ในมนุษย์
เภสัชวิทยา
- ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและลดกระบวนการออกซิเดชันในการทดลอง
- ต้านจุลชีพ: มีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวก แกรมลบ และเชื้อราบางชนิดในการทดสอบภายนอกร่างกาย
- ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง: สารสกัดและสารบริสุทธิ์บางชนิดมีฤทธิ์ cytotoxic ต่อเซลล์มะเร็ง โดยบางการศึกษาพบการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis
- สารออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ: flavonoids, phenolic compounds และ cycloartane triterpenoid glycosides เป็นกลุ่มสารที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชชนิดนี้
ความปลอดภัย
ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ของกระตังใบค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะการใช้รากหรือสารสกัดเข้มข้นเป็นเวลานาน ดังนั้น
- ไม่ควรใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- สตรีมีครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- การใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งไม่ควรทดแทนการรักษามาตรฐาน
- การใช้ภายนอกควรทดสอบกับผิวหนังบริเวณเล็ก ๆ ก่อน หากเกิดผื่น แสบ คัน หรือระคายเคืองควรหยุดใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกระตังใบกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านมะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีการเปลี่ยนแปลงผ่านเอนไซม์ตับ ทั้งนี้ข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากการทดลองยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวในมนุษย์
การใช้ในอาหาร
- ยอดอ่อนและใบอ่อน: มีรายงานว่าใช้รับประทานเป็นผักในบางพื้นที่ของประเทศไทย
- ผล: ผลสุกมีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ และเป็นอาหารของสัตว์บางชนิด
- การใช้ในท้องถิ่น: กรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุการใช้ใบอ่อนหรือยอดของพืชชนิดนี้เป็นผักในบางจังหวัดของประเทศไทย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีศักยภาพในการนำสารสกัดจากใบหรือส่วนต่าง ๆ ไปศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีรายงานสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้รักษาโรคจำเป็นต้องผ่านการประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย และข้อกำหนดด้านกฎหมายก่อน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและส่วนเหนือดิน: สามารถเก็บได้ตามความต้องการ โดยส่วนเหนือดินสามารถตัดหรือเก็บจากกิ่ง
- ราก: หากต้องการใช้รากต้องขุดจากต้นโดยตรง จึงควรเลือกวิธีเก็บเกี่ยวที่ไม่ทำลายประชากรในธรรมชาติ
- การใช้สด: ใบและลำต้นที่ใช้สำหรับการพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมักใช้สด
- การเก็บรักษา: หากต้องการเก็บวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาด ลดความชื้นให้เหมาะสม และเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระตังใบมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรากถูกใช้สำหรับอาการไข้ ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดเมื่อย และเป็นยาขับเหงื่อ ส่วนใบถูกนำมาตำหรือพอกเพื่อใช้กับอาการทางผิวหนัง แผล และอาการปวดบางชนิด ในบางพื้นที่ยังใช้ยอดอ่อนหรือใบอ่อนเป็นอาหาร
ประวัติและวัฒนธรรม
กระตังใบเป็นพืชพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามชาติพันธุ์และภูมิภาค สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชในระบบภูมิปัญญาท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยฐานข้อมูลพืชสมุนไพรนานาชาติระบุการใช้ Leea indica ในการแพทย์พื้นบ้านของไทย มาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย และพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาค
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูลของ Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ชนิด Leea indica มีสถานะการประเมินตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ และแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงของพืชดอกยังจัดว่าไม่มีสถานะถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การเก็บรากจากธรรมชาติโดยการขุดทั้งต้นควรทำอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชากรในพื้นที่
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- ไฟลัม (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Vitales
- วงศ์ (Family): Vitaceae
- สกุล (Genus): Leea
- ชนิด (Species): Leea indica (Burm.f.) Merr.
ปัจจุบันฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล เช่น Kew Plants of the World Online และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยจัดกระตังใบไว้ในวงศ์ Vitaceae ขณะที่เอกสารเก่าบางฉบับอาจพบการจัดไว้ในวงศ์ Leeaceae เนื่องจากการจัดจำแนกทางอนุกรมวิธานในอดีตแตกต่างจากระบบปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Leea indica (Burm.f.) Merr. สารานุกรมพืช.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กะตังใบ (Leea indica (Burm.f.) Merr.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Leea indica. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2566). ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. ราชกิจจานุเบกษา, 140(130 ง).
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กระตังบาย/กระตังใบ. ฐานข้อมูลพืชสมุนไพรและพืชพื้นบ้าน โบราณสถานตุมปัง.
- Kew Science. (2026). Leea indica (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Khuniad, C., Nahar, L., Ritchie, K. J., & Sarker, S. D. (2022). Therapeutic potential of Leea indica (Vitaceae). Journal of Natural Products Discovery, 1(1).
- Wong, Y. H., Abdul Kadir, H., et al. (2012). Bioassay-guided isolation of cytotoxic cycloartane triterpenoid glycosides from the traditionally used medicinal plant Leea indica. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine.
- Yau Hsiung, W., & Abdul Kadir, H. (2011). Leea indica ethyl acetate fraction induces growth-inhibitory effect in various cancer cell lines and apoptosis in Ca Ski human cervical epidermoid carcinoma cells. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine.
- Reddy, N. S., Navanesan, S., Sinniah, S. K., Abdul Wahab, N., & Sim, K. S. (2012). Phenolic content, antioxidant effect and cytotoxic activity of Leea indica leaves. BMC Complementary and Alternative Medicine, 12, 128.
- Saha, S., et al. (2013). Antioxidative, antimicrobial and cytotoxic effects of the phenolics of Leea indica leaf extract. Saudi Journal of Biological Sciences.
- Lok, A. F. S. L., Ang, W. F., Ng, B. Y. Q., Suen, S. M., Yeo, C. K., & Tan, H. T. W. (2011). Leea L. (Vitaceae) of Singapore. Nature in Singapore, 4, 55–71.
