กระทงหมาบ้า

กระทงหมาบ้า

กระทงหมาบ้า

กระทงหมาบ้า หรือที่พบเรียกอีกชื่อว่า กระทุงหมาบ้า เป็นไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ตีนเป็ด (Apocynaceae) พบกระจายพันธุ์ในหลายประเทศของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย นิยมใช้เป็นทั้งผักพื้นบ้านและสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ เถา ราก และผล ในตำรับพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับสารสกัด การทดลองในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง จึงยังไม่ควรนำผลการทดลองเหล่านี้ไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระทงหมาบ้า, กระทุงหมาบ้า, กะทุงหมาบ้า, กระทุ้งหมาบ้า
  • ชื่อท้องถิ่น: ผักฮ้วนหมู, ฮ้วนหมู, เครือเขาหมู, เครือเขาคลอน, ผักง่วนหมู, ต้นง่วนหมู, หัวเขาคอน, มวนหูกวาง, คันชุนสุนัขบ้า, เถาคัน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับในปัจจุบัน: Stephanotis volubilis (L.f.) S.Reuss, Liede & Meve
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เดิม/ชื่อพ้องที่สำคัญ: Dregea volubilis, Wattakaka volubilis, Asclepias volubilis, Hoya volubilis, Marsdenia volubilis
  • วงศ์: Apocynaceae
  • วงศ์ย่อย: Asclepiadoideae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: เป็นทั้งพืชอาหารพื้นบ้านและพืชสมุนไพร
  • สถานะการใช้ในประเทศไทย: พบใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ยอดอ่อนและช่อดอกเป็นผัก และการใช้ส่วนต่าง ๆ เป็นยาพื้นบ้าน

หมายเหตุเรื่องชื่อวิทยาศาสตร์: ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยและงานวิจัยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Dregea volubilis แต่ Kew POWO และ NCBI ได้จัด Dregea volubilis เป็นชื่อพ้องของ Stephanotis volubilis ซึ่งเป็นชื่อที่ยอมรับในอนุกรมวิธานปัจจุบัน จึงควรระบุชื่อทั้งสองเพื่อให้ค้นคืนข้อมูลจากเอกสารเก่าและฐานข้อมูลวิชาการได้ครบถ้วน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งหรือไม้เถาขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ยาวประมาณ 10 เมตร ลำต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลอ่อน ผิวเถาอาจมีลักษณะเป็นปุ่มและมีช่องอากาศ
  • ยาง: พืชในกลุ่มนี้มีน้ำยางสีขาว
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน แผ่นใบค่อนข้างหนา รูปไข่ รูปเกือบกลม หรือบางครั้งมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือเรียวยาว โคนใบมน ป้าน หรือเว้า ด้านบนสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือระหว่างก้านใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกเชื่อมกันบริเวณโคนและแยกเป็นแฉกบริเวณปลาย
  • ผล: เป็นผลแห้งแตกประเภทฝัก โดยมักพบฝักเป็นคู่ รูปร่างค่อนข้างกว้างและเรียวไปทางปลาย
  • เมล็ด: รูปไข่หรือรูปรีกว้าง สีออกน้ำตาลอมเหลือง ผิวค่อนข้างเรียบและมีขนเป็นพู่สีขาวช่วยในการกระจายเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกระจายพันธุ์ดั้งเดิมกว้างตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงจีนตอนใต้และหมู่เกาะในเขตร้อน
  • ประเทศที่พบ: อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
  • ประเทศไทย: พบได้ทั่วประเทศ โดยพบตามป่า ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ชายป่า พื้นที่รกร้าง และพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม
  • ลักษณะถิ่นอาศัย: เป็นพืชเถาที่สามารถเจริญได้ในเขตร้อนและบริเวณที่มีความชื้น โดยสามารถพบขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่รกร้างและบริเวณชายป่า

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถเพาะจากเมล็ดได้ โดยนำเมล็ดที่สมบูรณ์เพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • การปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือเถาปักชำ เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ให้ได้ต้นใหม่ที่เจริญเร็ว
  • สภาพดิน: เจริญได้ดีในดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำดี
  • ความชื้น: ชอบสภาพที่มีความชื้นพอเหมาะ แต่มีรายงานว่าสามารถทนต่อสภาพแล้งได้ระดับหนึ่ง
  • ค้างหรือหลักพยุง: เนื่องจากเป็นไม้เถา ควรมีหลักหรือค้างที่แข็งแรงสำหรับให้เถาเลื้อยและพยุงต้น

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถา
  • ใบ
  • ราก
  • ผล

ข้อมูลภูมิปัญญาไทยระบุการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชแตกต่างกันไปตามตำรับและท้องถิ่น จึงไม่ควรนำวิธีใช้ของส่วนหนึ่งไปใช้แทนอีกส่วนหนึ่งโดยอัตโนมัติ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เถา: ตามตำรายาพื้นบ้าน มีการใช้แก้โรคตา แก้หวัด ช่วยทำให้จาม และใช้เกี่ยวกับพิษงูกัด
  • ใบ: ใช้ภายนอกสำหรับแผลน้ำร้อนลวก อาการบวม และฝี โดยภูมิปัญญาบางแห่งใช้ใบสดตำละเอียดแล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่ต้องการ
  • ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อทำให้อาเจียน ขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ แก้พิษจากฝีและไข้บางชนิด รวมถึงใช้เกี่ยวกับปัสสาวะและน้ำดี
  • ผล: มีรายงานการใช้เป็นยารักษาโรคในสัตว์ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ยอดอ่อนและส่วนที่รับประทานได้: มีการใช้เป็นผักพื้นบ้าน โดยมีรสขมอมหวานและมัน และมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อช่วยเจริญอาหารและลดความร้อนในร่างกาย

ข้อควรแยกให้ชัด: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเหล่านั้นในมนุษย์

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก: ใบสดนำมาตำให้ละเอียด แล้วใช้ทาหรือพอกบริเวณที่มีอาการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น แผลน้ำร้อนลวก อาการบวม หรือฝี
  • ใช้เป็นผัก: ยอดอ่อนและช่อดอกสามารถนำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้านและแกง
  • ใช้เป็นยา: มีการใช้เถา ราก และส่วนอื่น ๆ ตามตำรับพื้นบ้าน แต่ ไม่พบข้อมูลขนาดรับประทานมาตรฐานที่ผ่านการยืนยันทางคลินิก จึงไม่ควรแนะนำขนาดยาเองจากข้อมูลพื้นบ้าน

สารสำคัญ

จากการศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มในกระทงหมาบ้า ได้แก่

  • Pregnane glycosides / polyoxypregnane glycosides: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่มีรายงานจากดอก ใบ และกิ่ง โดยพบสารกลุ่ม volubilosides และ dregeosides หลายชนิด
  • Flavonoids: เช่น quercetin และ rutin
  • Phenolic compounds: เช่น gallic acid, ferulic acid, ellagic acid และ cinnamic acid
  • กรดไขมัน: พบ palmitic acid และ oleic acid จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของสารสกัดใบ
  • สารอื่น ๆ: งานวิเคราะห์ GC-MS ของสารสกัดใบพบสารประกอบจำนวนมาก โดยมี squalene, oleic acid และ palmitic acid เป็นองค์ประกอบที่พบในปริมาณเด่นในบางสารสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของกระทงหมาบ้าส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับสารสกัดและสัตว์ทดลอง โดยมีผลที่น่าสนใจดังนี้

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบ ผล และดอกแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระจากการทดสอบหลายระบบ เช่น DPPH, ABTS และ nitric oxide
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล: สารสกัดจากใบและดอกสามารถยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase ในการทดลองในหลอดทดลอง และสารสกัดใบมีผลลดระดับน้ำตาลในหนูทดลองเบาหวานบางแบบ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดเมทานอลจากใบสามารถลดการอักเสบจากแบบจำลอง carrageenan-induced paw edema ในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารกลุ่ม pregnane glycosides ที่แยกได้จากกิ่งและใบแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในการทดลองระดับเซลล์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามะเร็งในมนุษย์ได้

เภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ: สารสกัดใบมีผลลดอาการบวมจากแบบจำลองการอักเสบในสัตว์ทดลอง และลดการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ macrophage ที่ถูกกระตุ้น
  • ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบ ผล และดอกมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล: สารสกัดจากใบและดอกมีฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase และมีข้อมูลจากสัตว์ทดลองว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • ต้านเชื้อแบคทีเรีย: สารสกัดบางชนิดสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์: สารกลุ่ม pregnane glycosides บางชนิดมี cytotoxicity ต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในการทดลองระดับเซลล์
  • ฤทธิ์อื่น ๆ: มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์แก้ปวด ต้านเนื้องอก ปกป้องตับ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกัน และส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนการทดลองทางคลินิก

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของกระทงหมาบ้ายังมีจำกัด และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับการใช้เป็นยาด้วยตนเอง

  • การศึกษาสารสกัดใบในสัตว์ทดลองบางงานไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันในขนาดที่ศึกษา
  • งานศึกษาสารสกัดผลด้วย petroleum ether รายงานค่า LD50 ทางปากในหนูประมาณ 900 มก./กก. และไม่พบความผิดปกติเด่นชัดจากการให้สารสกัด 200 มก./กก. ต่อเนื่อง 28 วัน
  • งานอีกชิ้นพบว่าสารสกัดใบมีค่า LD50 แตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและการทดลอง
  • ผลการทดลองดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยในมนุษย์โดยตรง
  • เนื่องจากพืชมีสารกลุ่ม pregnane glycosides และสารออกฤทธิ์หลายชนิด การรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบมาตรฐานจึงควรใช้ความระมัดระวัง

หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยที่มีความรู้เหมาะสม

การใช้ในอาหาร

กระทงหมาบ้าเป็นพืชอาหารพื้นบ้านที่มีการใช้ในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ

  • ยอดอ่อน: ใช้เป็นผัก
  • ช่อดอก: สามารถนำมาประกอบอาหาร
  • อาหารพื้นบ้าน: มีรายงานการนำยอดอ่อนและช่อดอกไปปรุงแกง โดยบางท้องถิ่นรับประทานร่วมกับปลาแห้งหรือปลารมควัน
  • การเก็บ: มีรายงานการเก็บยอดอ่อนและช่อดอกได้ตลอดปีในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีศักยภาพในการนำสารสกัดหรือสารออกฤทธิ์ไปศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต

อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปสำหรับใช้รักษาโรคในมนุษย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ยอดอ่อนและช่อดอก: เก็บในช่วงที่ยังอ่อนและสด เพื่อนำไปประกอบอาหาร
  • ใบ เถา ราก และผลที่ใช้เป็นยา: ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้องและไม่ปนเปื้อนสารเคมีหรือเชื้อโรค
  • การทำให้แห้ง: หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนบรรจุ
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • การเก็บรากและเถา: ควรใช้จากแหล่งที่มีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชากรพืชตามธรรมชาติ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระทงหมาบ้ามีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาพื้นบ้านทั้งด้านอาหารและการใช้เป็นยา โดยในภาคเหนือมีชื่อ ผักฮ้วนหมูหรือฮ้วนหมู และมีการใช้ยอดอ่อนและช่อดอกเป็นอาหาร ขณะเดียวกันมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเป็นสมุนไพรในระบบการแพทย์พื้นบ้าน

ข้อมูลจากฐานพืชผักพื้นบ้านของ JIRCAS ระบุว่ากระทงหมาบ้าเป็นไม้เถาที่พบในพื้นที่รกร้าง และบางพื้นที่ในภาคเหนือของไทยมีการปลูกไว้เพื่อใช้เป็นผัก โดยสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือการปักชำ

ประวัติและวัฒนธรรม

กระทงหมาบ้าเป็นหนึ่งในพืชพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค สะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญาการใช้พืชในประเทศไทย ชื่ออย่าง ผักฮ้วนหมู เครือเขาหมู ผักง่วนหมู และมวนหูกวาง เป็นตัวอย่างของชื่อท้องถิ่นที่พบในพื้นที่ต่าง ๆ

ในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน พืชชนิดนี้มีคุณค่าในฐานะผักป่าหรือผักพื้นบ้านที่นำยอดอ่อนและช่อดอกมาใช้ประกอบอาหาร ขณะที่ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการนำเถา ใบ ราก และผลมาใช้แตกต่างกันตามตำรับและท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ยังไม่พบข้อมูลการประเมินสถานะการอนุรักษ์ระดับ IUCN ที่ยืนยันสถานะของชนิดนี้โดยตรงจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม Kew Plants of the World Online ระบุข้อมูลการคาดการณ์ความเสี่ยงจาก Angiosperm Extinction Risk Predictions ภายใต้ชื่อพ้อง Wattakaka lanceolata ว่ามีการคาดการณ์ว่าอาจอยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม แต่มี ระดับความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปสรุปว่าเป็นสถานะ IUCN อย่างเป็นทางการ

การเก็บจากธรรมชาติควรทำอย่างพอเหมาะ และควรส่งเสริมการปลูกขยายพันธุ์ในแหล่งเพาะปลูกเพื่อลดแรงกดดันต่อประชากรพืชธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Gentianales
  • Family: Apocynaceae
  • Subfamily: Asclepiadoideae
  • Genus: Stephanotis
  • Species: Stephanotis volubilis (L.f.) S.Reuss, Liede & Meve

ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทยและงานวิจัยจำนวนมาก: Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f. ซึ่งปัจจุบัน Kew POWO จัดเป็นชื่อพ้องของ Stephanotis volubilis

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระทุงหมาบ้า. ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). กระทุงหมาบ้า. Smart Herb Platform.
  3. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระทงหมาบ้า. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  4. Japan International Research Center for Agricultural Sciences. (ม.ป.ป.). Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f. (Apocynaceae): Kratung-maba. Thai Vegetable Database.
  5. Amalraj, S., Mariyammal, V., Murugan, R., Gurav, S. S., Krupa, J., & Ayyanar, M. (2021). Comparative evaluation on chemical composition, in vitro antioxidant, antidiabetic and antibacterial activities of various solvent extracts of Dregea volubilis leaves. South African Journal of Botany, 138, 115–123. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2020.12.013
  6. Biswas, M., Haldar, P. K., & Ghosh, A. K. (2010). Antioxidant and free-radical-scavenging effects of fruits of Dregea volubilis. Journal of Natural Science, Biology and Medicine, 1(1), 29–34. https://doi.org/10.4103/0976-9668.71670
  7. Das, B., De, A., Das, M., Das, S., & Samanta, A. (2017). A new exploration of Dregea volubilis flowers: Focusing on antioxidant and antidiabetic properties. South African Journal of Botany, 109, 16–24. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2016.12.003
  8. Sahu, N., Panda, N., Mandal, N., Banerjee, S., Koike, K., & Nikaido, T. (2002). Polyoxypregnane glycosides from the flowers of Dregea volubilis. Phytochemistry, 61(4), 383–388. https://doi.org/10.1016/S0031-9422(02)00260-1
  9. Vu, T. D., Nguyen, M. K., Nguyen, T. T., Tran, T. H., Nguyen, H. T., & Do, T. H. (2024). Identification and cytotoxic evaluation of pregnane saponins from the twigs and leaves of Dregea volubilis. Chemistry & Biodiversity, 21(1), e202301417. https://doi.org/10.1002/cbdv.202301417
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Stephanotis volubilis (L.f.) S.Reuss, Liede & Meve. Plants of the World Online.
Scroll to top