กระทุ่ม

กระทุ่ม

กระทุ่ม

กระทุ่ม เป็นไม้ต้นพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในวงศ์กาแฟ (Rubiaceae) และมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil. ในประเทศไทยพบเรียกชื่อแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น กระทุ่มนา กระทุ่มน้ำ กระทุ่มดง กระท่อมขี้หมู ตุ้มน้ำ และท่อมนา เป็นต้น โดยมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะใบและเปลือกต้น

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระทุ่ม
  • ชื่ออื่น : กระทุ่มนา, กระทุ่มน้ำ, กระทุ่มดง, กระท่อมขี้หมู, ตุ้มน้ำ, ตุ้มน้อย, ตุ้มแซะ, กาตูม, ท่อมขี้หมู, ท่อมนา, โทมน้อย, ถ่มพาย และตำ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil.
  • วงศ์ : Rubiaceae
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Nauclea diversifolia Wall. ex G.Don, Stephegyne diversifolia (Wall. ex G.Don) Brandis
  • ลักษณะโดยทั่วไป : ไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8–15 เมตร พบได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และบริเวณทุ่งนาหรือพื้นที่ถูกรบกวน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8–15 เมตร กิ่งแตกออกค่อนข้างตั้งฉากกับลำต้น เรือนยอดเป็นพุ่ม
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี ยาวประมาณ 5–16 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือกลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ด้านล่างอาจมีขนตามเส้นแขนงใบ เส้นแขนงใบประมาณ 10–15 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 1–2.5 เซนติเมตร
  • หูใบ : เป็นหูใบระหว่างก้านใบ รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ยาวประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายกิ่ง ช่อมีลักษณะกลมคล้ายทรงกลม ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรเพศผู้และยอดเกสรเพศเมียยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก
  • ผล : ผลมีขนาดเล็ก ผลจำนวนมากรวมกันเป็นก้อนกลม เมล็ดมีปีก
  • ช่วงออกดอก : ประมาณเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม
  • ช่วงติดผล : ประมาณเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ : พบตั้งแต่บังกลาเทศ จีนตอนใต้ โดยเฉพาะยูนนาน เมียนมา อินโดจีน คาบสมุทรมลายู ชวา ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม
  • ถิ่นอาศัยในประเทศไทย : พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง พื้นที่โล่ง พื้นที่ถูกรบกวน และบริเวณทุ่งนา มักพบในพื้นที่ระดับความสูงประมาณ 0–400 เมตร

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการท้องร่วงและอาการปวดเมื่อย
  • เปลือกต้น : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องร่วง และมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากเปลือกต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ : ตามตำรับและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย มีการใช้แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด และบรรเทาอาการปวดมวนท้อง โดยมีการกล่าวถึงรสขมเฝื่อนเมา
  • ใบ : มีการใช้เป็นพืชที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกระท่อมในภูมิปัญญาบางพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถหาใบกระท่อมได้ อย่างไรก็ตาม กระทุ่มและกระท่อมเป็นพืชคนละชนิดกัน และไม่ควรนำข้อมูลทางเภสัชวิทยาของ Mitragyna speciosa มาใช้แทนข้อมูลของ Mitragyna diversifolia โดยตรง
  • เปลือกต้น : ในภูมิปัญญาของชุมชน Bawm ในบังกลาเทศ มีการใช้เปลือกต้นสำหรับอาการท้องร่วง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาสัตว์ทดลองที่พบฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วงของสารสกัดเปลือกต้น
  • ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและงานวิจัยระดับก่อนคลินิกเป็นหลัก ยังไม่ควรสรุปว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้เทียบเท่ายามาตรฐาน

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีการใช้ใบหรือเปลือกต้นเป็นสมุนไพรตามตำรับพื้นบ้าน แต่ไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของกระทุ่ม
  • สารสกัดในการศึกษาวิจัย : งานวิจัยบางฉบับใช้สารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้นในการทดลองในสัตว์ แต่ขนาดที่ใช้ในการทดลองไม่ควรนำมาใช้เป็นขนาดรับประทานสำหรับคนโดยตรง
  • คำแนะนำ : ไม่ควรนำกระทุ่มไปใช้แทนยารักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ด้านสมุนไพร

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการสืบค้นข้อมูลที่เผยแพร่ทางออนไลน์ของหน่วยงานด้านสมุนไพรและฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ากระทุ่ม (Mitragyna diversifolia) เป็นตัวยาสำคัญที่มีข้อบ่งใช้เดี่ยว ๆ ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย
  • การมีชื่อกระทุ่มในตำรับยาพื้นบ้านหรือเอกสารภูมิปัญญา ไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรนั้นได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรคตามบัญชียาจากสมุนไพรโดยอัตโนมัติ

สารสำคัญ

กระทุ่มมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ อัลคาลอยด์กลุ่ม monoterpene indole alkaloids และสารกลุ่มไตรเทอร์พีน

  • Mitradiversifoline
  • Mitrafoline
  • 7-Hydroxyisopaynantheine
  • 3-Dehydropaynantheine
  • 3-Isopaynantheine-N(4)-oxide
  • Specionoxeine-N(4)-oxide
  • Triterpenes เช่น quinovic acid และอนุพันธ์ของกรดไตรเทอร์พีนบางชนิด
  • งานวิจัยใหม่ยังพบ สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ หลายชนิดจากกิ่งของกระทุ่ม

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องร่วง : การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดเอทานอลจากเปลือกต้น M. diversifolia สามารถลดการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและลดการถ่ายอุจจาระในแบบจำลองท้องร่วงที่เหนี่ยวนำด้วย castor oil โดยผลการยับยั้งการถ่ายอยู่ที่ประมาณ 88.6% ในเงื่อนไขการทดลองหนึ่ง อย่างไรก็ตามเป็นหลักฐานระดับสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase : งานวิจัยปี 2013 แยกอัลคาลอยด์หลายชนิดจากเปลือกต้น และพบว่าสารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase ในหลอดทดลองในระดับปานกลาง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยปี 2025 พบว่าสารสกัดจากใบมีปริมาณสารฟีนอลิก แทนนิน และฟลาโวนอยด์รวมสูงเมื่อเทียบกับส่วนอื่น และพบศักยภาพในการลด oxidative stress ในเซลล์กล้ามเนื้อ L6 ที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย H₂O₂
  • ฤทธิ์ต้านเบาหวานและต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยปี 2024 แยกสาร 16 ชนิดจากกิ่งของกระทุ่ม โดยสารบางชนิดยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองทดลอง นอกจากนี้สารบางชนิดเพิ่มการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ไขมัน 3T3-L1 ได้
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและเกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของน้ำตาล : งานวิจัยปี 2026 รายงานว่าสารบางชนิดจาก M. diversifolia สามารถลดการสร้าง nitric oxide ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS และแสดงศักยภาพด้านการเพิ่ม glucose uptake ในการทดลองระดับเซลล์ โดยเสนอ AKT1 เป็นเป้าหมายที่อาจเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาในสิ่งมีชีวิตและด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม

เภสัชวิทยา

  • ระบบทางเดินอาหาร : สารสกัดจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารและลดการถ่ายในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ระบบประสาท : อัลคาลอยด์บางชนิดจากกระทุ่มมีฤทธิ์ต่อเอนไซม์ acetylcholinesterase ในหลอดทดลอง จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยาต่อไป
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและส่วนที่มีสารโพลีฟีนอลเข้มข้นแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบทดสอบหลายชนิด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารบางชนิดมีผลต่อกระบวนการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล : สารบางชนิดแสดงการยับยั้ง α-glucosidase และส่งเสริม glucose uptake ในแบบจำลองเซลล์

หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ in vitro หรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรตีความเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

  • ปัจจุบันข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกระทุ่ม (Mitragyna diversifolia) ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการใช้ต่อเนื่องในระยะยาว ขนาดที่เหมาะสม และอาการไม่พึงประสงค์
  • ไม่ควรเหมารวมข้อมูลความปลอดภัยของกระทุ่มกับ กระท่อม (Mitragyna speciosa) เนื่องจากเป็นคนละชนิดและมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน
  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดการใช้เพื่อรักษาโรคอย่างเป็นมาตรฐาน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีประวัติแพ้สมุนไพร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เองและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
  • หากมีอาการท้องร่วงรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด มีไข้สูง หรือมีภาวะขาดน้ำ ไม่ควรใช้สมุนไพรแทนการรักษาทางการแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระทุ่มกับยาสมัยใหม่
  • เนื่องจากกระทุ่มมีอัลคาลอยด์หลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงควรระมัดระวังเมื่อนำสารสกัดเข้มข้นมาใช้ร่วมกับยา
  • ไม่ควรนำข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยากับ กระท่อม (Mitragyna speciosa) มาใช้ยืนยันว่ากระทุ่มมีปฏิกิริยาแบบเดียวกัน
  • สำหรับผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระทุ่ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สารสกัดที่มีความเข้มข้นสูง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และอยู่ในบริเวณที่ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน
  • เปลือกต้น : หากมีการเก็บเพื่อใช้เป็นยา ควรเก็บอย่างมีหลักการและหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
  • การทำให้แห้ง : ควรทำความสะอาดและผึ่งหรืออบให้แห้งในสภาวะที่เหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงความชื้นและแสงแดดจัดเป็นเวลานาน
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง และควรติดฉลากวันเก็บเกี่ยวหรือวันบรรจุ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระทุ่มมีชื่อพื้นเมืองจำนวนมากสะท้อนถึงการกระจายพันธุ์และความสัมพันธ์กับชุมชนในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย เช่น กระทุ่มนา กระทุ่มน้ำ กระทุ่มดง กระท่อมขี้หมู ตุ้มน้อย ตุ้มแซะ และท่อมนา เป็นต้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชบันทึกชื่อท้องถิ่นเหล่านี้ไว้ในสารานุกรมพืชไทย

ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้ใบและเปลือกต้น โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวกับอาการท้องร่วงและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ในบางพื้นที่มีการกล่าวถึงการใช้กระทุ่มเป็นพืชที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกระท่อม แต่ควรแยกข้อมูลของพืชทั้งสองชนิดออกจากกันทางวิทยาศาสตร์

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ กระทุ่ม ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมและวัฒนธรรมไทยมาเป็นเวลานาน และดอกกระทุ่มมีลักษณะเป็นช่อกลมแน่น มีเกสรแผ่โดยรอบ จึงเป็นพืชที่มีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์และวัฒนธรรม นอกจากการใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรแล้ว ต้นกระทุ่มยังถูกพบในบริเวณขอบทุ่งนาและพื้นที่ชนบทของไทย

ในวัฒนธรรมอินเดียและเอเชียใต้ พืชในกลุ่มกระทุ่มมีความเชื่อมโยงกับประเพณีและวัฒนธรรมบางพื้นที่ ขณะที่ในประเทศไทย “ทรงดอกกระทุ่ม” ยังเป็นคำเรียกลักษณะทรงผมแบบหนึ่งในวัฒนธรรมไทยสมัยก่อน

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะตาม IUCN : Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลก
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Mitragyna diversifolia เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกต้นจากธรรมชาติโดยไม่เหมาะสมอาจทำให้ต้นไม้เสียหาย จึงควรเน้นการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการปลูกเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Tracheophyta) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • กลุ่มพืชดอก (Angiosperms) : Angiosperms
  • อันดับ (Order) : Gentianales
  • วงศ์ (Family) : Rubiaceae
  • สกุล (Genus) : Mitragyna
  • ชนิด (Species) : Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil.

ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ

  • Nauclea diversifolia Wall. ex G.Don
  • Stephegyne diversifolia (Wall. ex G.Don) Brandis
  • Mitragyna javanica Koord. & Valeton
  • Nauclea parvifolia var. diversifolia (Wall. ex G.Don) Kurz

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระทุ่มนา: Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil. สารานุกรมพืช.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Flora of Thailand: Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil.
  3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระทุ่มนา. ศูนย์ข้อมูลทรัพยากรพรรณพืช.
  4. ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย. (2564). กระทุ่มนา พืชคู่แฝดกระท่อม ใช้แทนกันได้ ไม่เสพติด ไม่ผิดกฎหมาย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  5. Cao, X.-F., Wang, J.-S., Wang, X.-B., Luo, J., Wang, H.-Y., & Kong, L.-Y. (2013). Monoterpene indole alkaloids from the stem bark of Mitragyna diversifolia and their acetylcholine esterase inhibitory effects. Phytochemistry, 96, 389–396. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2013.10.002
  6. Hama, I., Vonghirundecha, P., Wungsintaweekul, B., Boonsut, R., Limsuwanchote, S., & Wungsintaweekul, J. (2025). Antioxidative constituents of Mitragyna diversifolia plant extract and their protective effect on H₂O₂-induced oxidative stress in L6 myotubes. Journal of Applied Pharmaceutical Science, 15(4), 234–243. https://doi.org/10.7324/JAPS.2025.206232
  7. Jebunnessa, Uddin, S. B., Uz-Zaman, M. M. U., Akter, R., & Ahmed, N. U. (2009). Antidiarrheal activity of ethanolic bark extract of Mitragyna diversifolia. Bangladesh Journal of Pharmacology, 4(2), 144–146. https://doi.org/10.3329/bjp.v4i2.2801
  8. Lu, J., Wang, H., Zhang, K., Zhao, X., Chen, X., Chen, Y., & Zhang, Y. (2026). Anti-inflammatory and antidiabetic metabolites from Mitragyna diversifolia: In vitro, phytochemical, and computational studies. Chemical Biology & Drug Design, 107(1), e70234. https://doi.org/10.1111/cbdd.70234
  9. Mei, Z.-Y., et al. (2024). Exploration of potential antidiabetic and antioxidant components from the branches of Mitragyna diversifolia and possible mechanism. Biomedicine & Pharmacotherapy, 180, 117450. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2024.117450
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Mitragyna diversifolia (Wall. ex G.Don) Havil. Plants of the World Online.
Scroll to top