กระท่อม

กระท่อม

กระท่อม

กระท่อมเป็นพืชสมุนไพรพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในภาคใต้ นิยมใช้ใบกระท่อมเพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย อาการปวดเมื่อย และช่วยให้ร่างกายทนต่อการทำงานหนัก อย่างไรก็ตาม กระท่อมมีสารอัลคาลอยด์ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยเฉพาะ ไมทราไจนีน (mitragynine) จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างการใช้ตามภูมิปัญญา การใช้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

  • ชื่อสมุนไพร: กระท่อม
  • ชื่อท้องถิ่น: ท่อม, อีถ่าง, กระท่อมขี้หมู, กระทุ่มดง, กระทุ่มน้ำ, ท่อมขี้หมู, ตุ้มน้ำ
  • ชื่อสามัญ: Kratom
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.
  • วงศ์: Rubiaceae
  • สกุล: Mitragyna
  • ประเภท: ไม้ยืนต้น
  • ส่วนที่นิยมใช้: ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew รับรองในฐานข้อมูล Plants of the World Online คือ Mitragyna speciosa Korth. โดยชื่อ Stephegyne speciosa และ Nauclea speciosa เป็นชื่อพ้องที่พบในเอกสารอนุกรมวิธานบางแหล่ง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ลักษณะทั่วไป: กระท่อมเป็นไม้ยืนต้นในวงศ์เดียวกับกาแฟและพืชกลุ่มเข็ม พบได้ดีในบริเวณเขตร้อนที่มีความชื้นสูง
  • ความสูง: โดยทั่วไปประมาณ 4–16 เมตรเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ต้องการความชื้นค่อนข้างสูง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และได้รับแสงแดดในระดับปานกลาง
  • สารออกฤทธิ์สำคัญ: กลุ่มอัลคาลอยด์ โดยเฉพาะ mitragynine และ 7-hydroxymitragynine
  • ลักษณะการออกฤทธิ์: ขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และองค์ประกอบของสารที่ได้รับ โดยมีรายงานทั้งฤทธิ์กระตุ้นและฤทธิ์กดประสาท
  • ข้อควรทราบ: หลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิผลและขนาดที่เหมาะสมของกระท่อมยังมีข้อจำกัด และยังไม่มีข้อสรุปว่ากระท่อมสามารถใช้ทดแทนการรักษามาตรฐานสำหรับโรคใดโรคหนึ่งได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เปลือกต้นมีสีเทาหรือเทาอมสีน้ำตาล
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ มีหูใบระหว่างก้านใบ ใบรูปไข่รีถึงรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ เส้นใบแบบขนนก
  • ก้านใบ: ยาวประมาณ 2–4 เซนติเมตร
  • เส้นใบ: มีเส้นแขนงใบหลายคู่ และในกระท่อมบางชนิดเส้นกลางใบและก้านใบอาจมีสีแดงเรื่อ
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกแน่นลักษณะคล้ายหัวกลม ดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีขาวถึงขาวอมเหลือง
  • ผล: เป็นผลขนาดเล็ก รูปไข่ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
  • ชนิดที่เรียกตามลักษณะก้านใบ: ในภูมิปัญญาชาวบ้านพบการเรียกกระท่อมก้านแดงและกระท่อมก้านเขียวตามสีของก้านใบและเส้นใบ แต่ลักษณะดังกล่าวไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียวในการสรุปความแตกต่างด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์: พบตามธรรมชาติในประเทศไทย มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม บอร์เนียว สุมาตรา ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียงของภูมิภาคอินโดจีนและหมู่เกาะมลายู
  • สภาพแหล่งอาศัย: มักพบในพื้นที่ชุ่มชื้น ป่าดิบ พื้นที่ใกล้ลำธารหรือบริเวณที่มีน้ำและความชื้นเพียงพอ
  • การกระจายพันธุ์ในปัจจุบัน: มีการนำไปปลูกนอกถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ เนื่องจากได้รับความสนใจในฐานะพืชสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: ควรเป็นพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดีแต่สามารถเก็บความชื้นได้ และมีอินทรียวัตถุเหมาะสม
  • แสง: เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอหรือมีร่มเงาบางส่วน
  • น้ำ: ต้องการน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะต้นกล้าและช่วงที่มีอากาศแห้ง
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถทำได้ แต่เมล็ดมีข้อจำกัดด้านความมีชีวิตและการงอก ทำให้การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดอาจไม่สม่ำเสมอ
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ: เป็นวิธีที่ได้รับความสนใจมาก เพราะสามารถรักษาลักษณะของต้นแม่พันธุ์ได้ การศึกษาสมัยใหม่พบว่าปัจจัยด้านพันธุกรรม แสง ความชื้น ฤดูกาล และฮอร์โมนเร่งรากมีผลต่อการออกราก
  • งานศึกษาการปักชำล่าสุด: การทดลองในระบบ aeroponics รายงานอัตราการออกรากประมาณ 85–92% ในเงื่อนไขการทดลอง และพบว่าระยะเวลาให้แสง 14 ชั่วโมงช่วยส่งเสริมการเริ่มต้นและการเจริญของรากเมื่อเทียบกับ 10 ชั่วโมง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ: เป็นส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาไทยและเป็นส่วนที่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยามากที่สุด
  • สารจากใบ: ประกอบด้วยอัลคาลอยด์หลายชนิด รวมทั้ง mitragynine, 7-hydroxymitragynine, speciogynine, paynantheine และ speciociliatine

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ: ตามตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง บิด และปวดท้อง
  • ใบ: ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ใบ: มีการใช้เพื่อช่วยให้ร่างกายทนต่อการทำงานหนักและลดความรู้สึกเหนื่อยล้า
  • ใบ: มีการใช้เพื่อบรรเทาอาการไอในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • การใช้ในภาคใต้: มีประวัติการเคี้ยวใบสดหรือใช้ใบแห้งในลักษณะคล้ายชา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน
  • การใช้เพื่อบรรเทาอาการถอนสารเสพติด: มีรายงานการใช้ตามประสบการณ์ของชุมชนเพื่อบรรเทาอาการจากการหยุดฝิ่นหรือสารกลุ่มโอปิออยด์ แต่ยังไม่ควรถือเป็นการรักษามาตรฐาน เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่าทุกสรรพคุณได้รับการยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์จากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: นิยมใช้ใบสดเคี้ยว หรือใช้ใบแห้งชงเป็นเครื่องดื่ม
  • การใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์: อาจพบในรูปแบบผง สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่ปริมาณสารสำคัญแตกต่างกันมากตามแหล่งวัตถุดิบ วิธีสกัด และกระบวนการผลิต
  • ข้อควรระวังในการใช้: ไม่ควรนำข้อมูลขนาดการใช้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านไปเทียบเท่ากับขนาดยาทางการแพทย์ เนื่องจากความเข้มข้นของ mitragynine และสารอื่น ๆ ในวัตถุดิบแต่ละชนิดแตกต่างกัน
  • ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง: โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ร่วมกับยาและสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบฐานข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่ากระท่อมเป็นตัวยาสำคัญเดี่ยวที่อยู่ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรในลักษณะเดียวกับตำรับยาสมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้และขนาดการใช้กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ
  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ มีฐานข้อมูลโครงสร้างรายการยาจากสมุนไพร ซึ่งประกอบด้วยชื่อยา รูปแบบยา ตัวยา สรรพคุณ วิธีใช้ ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง
  • ดังนั้น ไม่ควรระบุว่ากระท่อมเป็นยาในบัญชียาจากสมุนไพรโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะมีการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน

สารสำคัญ

  • Mitragynine: เป็นอัลคาลอยด์หลักที่พบในใบกระท่อม และเป็นสารที่ได้รับการศึกษามากที่สุด
  • 7-Hydroxymitragynine: พบในปริมาณน้อยกว่า mitragynine แต่มีฤทธิ์ต่อระบบ opioid receptors ที่เด่นชัด
  • Speciogynine: อัลคาลอยด์ชนิดหนึ่งที่พบในใบกระท่อม
  • Paynantheine: เป็นอัลคาลอยด์อีกชนิดหนึ่งในพืชกระท่อม
  • Speciociliatine: พบเป็นองค์ประกอบของกลุ่มอัลคาลอยด์ในใบ
  • กลุ่มสารอื่น: มีรายงานการพบ flavonoids, terpenoids และ saponins
  • ปริมาณสารสำคัญ: แตกต่างกันตามพันธุ์ แหล่งปลูก อายุใบ สภาพแวดล้อม ฤดูกาล และวิธีการสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยจำนวนมากมุ่งศึกษาฤทธิ์ของ mitragynine และ 7-hydroxymitragynine ต่อระบบประสาทและตัวรับ opioid
  • งานทบทวนทางเภสัชวิทยาระบุว่ากระท่อมและอัลคาลอยด์สำคัญมีศักยภาพเกี่ยวข้องกับการระงับปวด การอักเสบ และการบรรเทาอาการถอน opioid แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิกหรือจากการศึกษาเชิงสังเกต
  • การศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับประสิทธิผล ความปลอดภัย ขนาดที่เหมาะสม และผลระยะยาวยังมีจำนวนจำกัด
  • การศึกษาในปัจจุบันจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากระท่อมเป็นยาทดแทน opioid หรือยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรคใดโรคหนึ่ง
  • งานวิจัยด้านการเกษตรยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมกับปริมาณสารสำคัญ เพื่อพัฒนาการผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีองค์ประกอบทางเคมีสม่ำเสมอมากขึ้น

เภสัชวิทยา

  • ระบบ opioid: mitragynine และอัลคาลอยด์บางชนิดมีปฏิสัมพันธ์กับตัวรับ opioid โดยเฉพาะ μ-opioid receptor และเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระงับปวด
  • ระบบ adrenergic และ serotonergic: มีหลักฐานว่ากระท่อมและสารสำคัญสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับตัวรับหลายระบบ จึงอาจอธิบายผลต่ออารมณ์ การตื่นตัว และระบบประสาทได้บางส่วน
  • ฤทธิ์ต่อความเจ็บปวด: mitragynine มีข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิกเกี่ยวกับฤทธิ์ระงับปวด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีการศึกษาที่รายงานผลต่อกระบวนการอักเสบ เช่น เส้นทาง COX-2 แต่ยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: ผลของกระท่อมขึ้นอยู่กับปริมาณและองค์ประกอบของสาร อาจพบทั้งลักษณะกระตุ้นและกดประสาท
  • เภสัชจลนศาสตร์: การดูดซึม การเปลี่ยนแปลงที่ตับ และการกำจัดสารสำคัญมีความซับซ้อน และแตกต่างกันระหว่างผลิตภัณฑ์

ความปลอดภัย

  • การใช้กระท่อมอาจทำให้เกิด คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง ท้องผูก เวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ในบางราย
  • การใช้เป็นเวลานานหรือใช้ในปริมาณมากอาจสัมพันธ์กับ การพึ่งพาสารและอาการถอน เช่น ปวดเมื่อย กระสับกระส่าย อารมณ์เปลี่ยนแปลง และนอนไม่หลับ
  • รายงานด้านพิษวิทยาพบว่าความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อใช้กระท่อมร่วมกับสารหรือยาชนิดอื่น โดยเฉพาะสารที่กดระบบประสาท
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดเข้มข้นอาจมีความเสี่ยงแตกต่างจากการใช้ใบแบบดั้งเดิม
  • เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ไม่ควรบริโภค ตามคำเตือนของหน่วยงานไทย
  • อย. แนะนำให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และไม่หลงเชื่อการโฆษณาที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้โดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ข้อสำคัญ: กระท่อมไม่ควรถูกมองว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยเพียงเพราะเป็นพืชธรรมชาติ การใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ร่วมกับสารอื่นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษและการพึ่งพาสารได้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • กระท่อมมีศักยภาพเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิด เนื่องจากสารสำคัญมีผลต่อระบบประสาทและกระบวนการเมแทบอลิซึมของยา
  • ยากดประสาทส่วนกลาง: การใช้ร่วมกับสารที่ทำให้ง่วงหรือกดการหายใจอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการง่วงซึมและการกดระบบประสาท
  • ยาที่ออกฤทธิ์ต่อ opioid receptor: การใช้ร่วมกันอาจเพิ่มหรือลดผลของยาและเพิ่มความเสี่ยงของอาการไม่พึงประสงค์
  • ยาที่ผ่านเอนไซม์ตับ: mitragynine และสารจากกระท่อมอาจมีผลต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยา ทำให้ระดับยาในเลือดเปลี่ยนแปลงได้
  • ยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ: ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระท่อมร่วมกับยา
  • การศึกษาทบทวนทางคลินิกระบุว่าปฏิกิริยาระหว่างยาเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้กระท่อมร่วมกับสารหลายชนิด

การใช้ในอาหาร

  • ใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมมีการบริโภคในบางพื้นที่ตามวิถีชุมชน แต่ การใช้เป็นอาหารต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอาหารและหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยของ อย.
  • อย. ระบุว่าผลิตภัณฑ์อาหารที่มีใบกระท่อมหรือน้ำต้มใบกระท่อมเป็นส่วนประกอบอาจเข้าข่ายการประเมินความปลอดภัยในฐานะ อาหารใหม่ (Novel Food) ขึ้นอยู่กับรูปแบบและการใช้
  • การนำใบกระท่อมไปใช้ในอาหารจึงไม่ควรสรุปว่าใช้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพียงเพราะพืชกระท่อมถูกปลดออกจากบัญชียาเสพติด
  • การใช้กระท่อมในอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเชิงพาณิชย์ต้องตรวจสอบหลักเกณฑ์ของ อย. ที่มีผลใช้บังคับ ณ วันที่ผลิตและจำหน่าย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและหลักเกณฑ์ที่ อย. กำหนด
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: การใช้เป็นส่วนประกอบต้องผ่านหลักเกณฑ์ด้านอาหารและการประเมินความปลอดภัยตามประเภทผลิตภัณฑ์
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: อย. เคยกำหนดแนวทางสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกระท่อม โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณ mitragynine และคำเตือนบนฉลาก
  • เครื่องสำอาง: หากใช้เป็นส่วนประกอบต้องปฏิบัติตามกฎหมายเครื่องสำอางและข้อกำหนดด้านส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัด: ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากสารสกัดอาจมีความเข้มข้นของอัลคาลอยด์สูงกว่าใบสดหรือใบแห้งมาก

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว: นิยมเก็บใบที่มีการเจริญเติบโตสมบูรณ์และมีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสิ่งปนเปื้อน
  • การคัดแยก: ควรแยกใบที่มีรอยเน่า เชื้อรา หรือสิ่งปนเปื้อนออกก่อนนำไปใช้
  • การทำให้แห้ง: หากต้องการเก็บในรูปใบแห้ง ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และความร้อน
  • วัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์: ควรมีระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบสารสำคัญ รวมถึงการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช และสารปนเปื้อนอื่นตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  • สารสำคัญ: ปริมาณ mitragynine อาจแตกต่างกันตามพันธุ์ แหล่งปลูก อายุใบ และสภาพแวดล้อม จึงควรใช้วัตถุดิบที่ผ่านการควบคุมคุณภาพเมื่อต้องนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กระท่อมมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคใต้ของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
  • การเคี้ยวใบ: ชาวบ้านบางพื้นที่นำใบสดมาเคี้ยวเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มความทนทานต่อการทำงาน
  • การใช้แก้ท้องเสีย: ใบกระท่อมถูกใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสีย ท้องร่วง และบิด
  • การบรรเทาปวดเมื่อย: มีการใช้ใบเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • การใช้แทนสารอื่น: ในประวัติศาสตร์ชุมชนบางแห่งมีการใช้กระท่อมเพื่อบรรเทาอาการจากการหยุดฝิ่น แต่การใช้ในลักษณะนี้ไม่ควรนำไปใช้แทนการรักษาภาวะติด opioid โดยบุคลากรทางการแพทย์
  • ภูมิปัญญาดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชสมุนไพรกับวิถีชีวิตแรงงานและการดูแลสุขภาพของชุมชนในอดีต

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระท่อมเป็นพืชพื้นเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการใช้ในชุมชนของไทยและประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน
  • ในประเทศไทย กระท่อมเคยถูกกำหนดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ก่อนที่จะถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติดตามกฎหมายที่มีผลในปี พ.ศ. 2564
  • ต่อมา พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 ได้กำหนดกรอบกำกับดูแลเกี่ยวกับการนำเข้า การส่งออก การขาย และการคุ้มครองกลุ่มบุคคลที่อาจได้รับอันตรายจากการบริโภค
  • กฎหมายไทยยังคงกำหนดมาตรการคุ้มครองบุคคลบางกลุ่ม เช่น ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร รวมทั้งกำกับผลิตภัณฑ์ที่นำกระท่อมไปใช้ภายใต้กฎหมายเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก: Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุ Mitragyna speciosa เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และระบุสถานะตาม IUCN ว่า Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ
  • อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประชากรกระท่อมในทุกพื้นที่ของประเทศไทยไม่มีความเสี่ยง
  • การส่งเสริมการปลูกเชิงเศรษฐกิจควรควบคู่กับการอนุรักษ์พันธุกรรมของกระท่อมท้องถิ่นและการจัดการแหล่งพันธุ์อย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Gentianales
  • วงศ์ (Family): Rubiaceae
  • สกุล (Genus): Mitragyna
  • ชนิด (Species): Mitragyna speciosa
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม: Mitragyna speciosa Korth.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Stephegyne speciosa (Korth.) Korth.; Nauclea speciosa (Korth.) Miq.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กระท่อม: ประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมส่งเสริมการเกษตร. (2566). กระท่อม พืชสมุนไพรเศรษฐกิจใหม่. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  3. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของพืชกระท่อม. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566, 22 สิงหาคม). สารไมทราไจนีนในพืชกระท่อม. กระทรวงสาธารณสุข.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2565, 21 พฤศจิกายน). อย.เตือนระวังการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพที่มีส่วนประกอบของกระท่อม. กระทรวงสาธารณสุข.
  6. บุญสุภา, ส. (2559). กระท่อม…พืชที่ทุกคนอยากรู้. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565. (2565, 26 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา, 139(52 ก), 1–15.
  8. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). โครงสร้างข้อมูลยาในบัญชียาหลักด้านสมุนไพร.
  9. Garza-Garcia, J. J. O., & Qu, Y. (2024). Chemical, pharmacological properties and biosynthesis of opioid mitragynine in Mitragyna speciosa (kratom). Current Opinion in Biotechnology, 81, 102600. https://doi.org/10.1016/j.pbi.2024.102600
  10. Zhang, M., et al. (2025). Aeroponics enables consistent cutting propagation of kratom (Mitragyna speciosa): Impacts of photoperiod, cultivar, and rooting hormone. Frontiers in Plant Science. https://doi.org/10.3389/fpls.2025.1650327
  11. An update on the clinical pharmacology of kratom: Uses, abuse potential and future considerations. (2024). Clinical Pharmacology & Therapeutics.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Mitragyna speciosa Korth. Plants of the World Online.

 

Scroll to top