กระทิง
กระทิง เป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ชายทะเลของประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น สารภีทะเล ทิง กากะทิง และเนาวกาน นอกจากใช้เป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงาแล้ว ยังมีประวัติการใช้ส่วนต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะดอก เปลือก ราก ใบ และเมล็ด ซึ่งเมล็ดเป็นแหล่งของน้ำมันที่รู้จักในต่างประเทศในชื่อ Tamanu oil
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระทิง, กระทึง, กากะทิง, กากระทึง, ทิง, สารภีทะเล, เนาวกาน, สารภีแนน
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Alexandrian laurel, Beach Calophyllum, Borneo mahogany, Tamanu
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Calophyllum inophyllum L.
- วงศ์: Calophyllaceae; ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่งยังใช้ชื่อวงศ์เดิม Guttiferae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์: ใช้เป็นสมุนไพร ไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา ไม้ใช้สอย และเป็นแหล่งน้ำมันจากเมล็ด
- ส่วนที่มีการใช้ตามภูมิปัญญา: ดอก ราก เปลือกต้น ลำต้น ใบ น้ำคั้นจากใบ และเมล็ด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 5–20 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแผ่กว้างเป็นพุ่มกลมหรือรูปไข่ค่อนข้างแน่น ลำต้นอาจบิดงอ เปลือกสีเทาหรือน้ำตาลเทา เมื่อเปลือกแตกอาจมียางสีเหลืองอมเขียวซึมออกมา
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบค่อนข้างหนาและเหนียว รูปไข่กลับถึงรูปรี ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย เส้นใบจำนวนมากเรียงเกือบขนานกัน
- ดอก: ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อบริเวณง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีเกสรจำนวนมากและเห็นเด่นชัด
- ผล: ผลเป็นผลสดแบบมีเมล็ดเดียว ทรงกลมหรือเกือบกลม ขนาดประมาณ 2–4 เซนติเมตร เมื่อแก่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลืองหรือน้ำตาลและมีผิวเหี่ยวย่น
- เมล็ด: มีเมล็ดขนาดใหญ่ ภายในมีเนื้อเมล็ดที่มีน้ำมันในปริมาณสูง
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- กระทิงมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่เขตร้อนตั้งแต่แอฟริกาตะวันออก มาดากัสการ์ หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย อินเดีย ศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก
- ในประเทศไทยพบตามพื้นที่ชายทะเลและพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม และสามารถปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ให้ร่มเงาในพื้นที่อื่นได้
- เป็นไม้ที่ทนลม ทนละอองเกลือ และทนสภาพดินชายทะเล จึงเหมาะกับพื้นที่ชายฝั่งและการป้องกันการพังทลายของเนินทราย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การเพาะเมล็ด: ควรใช้เมล็ดสด เพราะเมล็ดกระทิงมีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น การนำเปลือกหรือชั้นหุ้มเมล็ดออกสามารถช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นและเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก
- การเพาะกล้า: เพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำดีและให้ร่มเงาในระยะแรก เมื่อกล้าแข็งแรงจึงค่อยปรับให้ได้รับแสงมากขึ้นก่อนย้ายปลูก
- การย้ายปลูก: ควรทำให้ต้นกล้าปรับตัวกับแสงแดดก่อนนำลงแปลง การปลูกโดยตรงในพื้นที่ก็สามารถทำได้
- กระทิงเจริญได้ดีในเขตร้อนและสามารถทนสภาพลมแรงและความเค็มได้ดี แต่ไม่ทนต่ออากาศหนาวจัดและไฟป่า
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ดอก: ใช้ในตำรับยาหอมตามภูมิปัญญาไทย
- ราก: มีการใช้ภายนอกสำหรับล้างแผลตามตำรายาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น: ใช้เตรียมเป็นยาต้มและใช้ภายนอกตามภูมิปัญญา
- ลำต้นและยาง: มีการใช้เป็นยาฝาดสมานและใช้ภายนอก
- ใบ: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการทางตาและใช้ภายนอก
- น้ำคั้นจากใบ: ใช้เป็นยาฝาดสมานภายนอก
- เมล็ด: เป็นส่วนสำคัญสำหรับผลิตน้ำมัน ซึ่งใช้ภายนอกสำหรับนวดและดูแลผิวตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ดอก: มีรสหอมเย็น ใช้เข้ายาหอมและมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อบำรุงหัวใจตามตำรายาไทย
- ราก: ใช้ล้างแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น: มีการใช้เป็นยาต้มเพื่อขับปัสสาวะ และใช้ภายนอกสำหรับอาการบวม
- ลำต้นและเปลือกต้น: ยางจากต้นมีการใช้เป็นยาฝาดสมานและใช้ภายนอกกับแผลหรือการอักเสบเรื้อรัง
- ใบ: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการตาแดง ตาฝ้า และตามัว รวมถึงใช้ในลักษณะของสารเบื่อปลา
- น้ำคั้นจากใบ: ใช้เป็นยาฝาดสมานภายนอก
- เมล็ด: ให้น้ำมันที่ใช้ทาถูนวดบริเวณที่มีอาการปวดข้อ เคล็ดขัดยอก หรือบวม และมีการใช้กับผื่นคัน โรคผิวหนัง เหา หิด และกลากตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นเป็นการบันทึกการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ได้หมายความว่าสรรพคุณดังกล่าวได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกทั้งหมด
วิธีใช้
- การใช้ภายนอก: น้ำมันจากเมล็ดนำมาใช้ทาถูนวดบริเวณผิวหนังหรือบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อยตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- การใช้ในตำรับยา: ดอกและส่วนอื่นของต้นมีการนำไปเข้าตำรับยาตามตำรายาไทย
- การใช้เป็นน้ำมัน: Tamanu oil มักนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทาผิวและเครื่องสำอาง
- ข้อควรระวัง: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยหรือขนาดยามาตรฐาน จึงไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ ไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะระบุว่า กระทิง (Calophyllum inophyllum L.) เป็นตัวยาสำคัญเดี่ยวที่อยู่ในบัญชียาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย จึงควรแยกความแตกต่างระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ในตำรายาไทย” กับ “รายการยาจากสมุนไพรที่ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ” ทั้งนี้ฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบตำรับยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
สารสำคัญ
กระทิงมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารกลุ่มที่พบในสกุล Calophyllum ได้แก่
- Coumarins: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่ได้รับการศึกษาอย่างมาก รวมถึง calophyllolide และสารในกลุ่ม inophyllum
- Xanthones: พบในส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะใบ ลำต้น และราก
- Flavonoids: มีรายงานการพบสาร เช่น amentoflavone, quercetin derivatives และ kaempferol derivatives
- Triterpenes และสารฟีนอลิก: เป็นองค์ประกอบทางเคมีที่มีการรายงานในสารสกัดของพืช
- น้ำมันจากเมล็ด: ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นสัดส่วนสูง โดยมีกรดโอเลอิกและกรดไลโนเลอิกเป็นองค์ประกอบสำคัญ
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- มีงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองจำนวนมากเกี่ยวกับสารสกัดและน้ำมันจาก Calophyllum inophyllum
- งานวิจัยเกี่ยวกับ calophyllolide พบว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและส่งเสริมการสมานแผลในแบบจำลองสัตว์ โดยเกี่ยวข้องกับการลดสารก่อการอักเสบ เช่น IL-1β, IL-6 และ TNF-α และเพิ่ม IL-10
- งานทบทวนเกี่ยวกับน้ำมัน Tamanu พบข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และเกี่ยวข้องกับกระบวนการสมานแผลจากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
- งานวิจัยในปี 2026 รายงานการศึกษาสารจากน้ำมันกระทิงที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบและการป้องกันผลกระทบจากรังสี UV ในแบบจำลองเซลล์ผิวหนัง และรายงานค่าการป้องกันรังสี UV ของน้ำมันในงานทดสอบทางคลินิกขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามยังไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้แทนผลิตภัณฑ์กันแดดมาตรฐาน
- โดยภาพรวม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคใดโรคหนึ่งได้อย่างชัดเจน
เภสัชวิทยา
มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระทิงและสารที่แยกได้จากพืช ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารบางชนิด โดยเฉพาะ calophyllolide สามารถลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์สมานแผล: มีข้อมูลสนับสนุนจากแบบจำลองสัตว์และการศึกษาน้ำมัน Tamanu
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันและสารสกัดบางชนิดมีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: เกี่ยวข้องกับสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และสารประกอบอื่น ๆ
- ฤทธิ์ต้านไวรัส: สารในสกุล Calophyllum หลายชนิดได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต้านไวรัส รวมถึงสารที่เกี่ยวข้องกับ HIV แต่ผลการศึกษาจำนวนมากเป็นระดับสารบริสุทธิ์หรือแบบจำลองก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง: มีการศึกษาในระดับเซลล์เกี่ยวกับ coumarins และ xanthones หลายชนิด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากระทิงสามารถใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระทิงในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดหรือน้ำมันในปริมาณสูง
- การใช้น้ำมัน Tamanu ภายนอกมีรายงาน ผื่นแพ้สัมผัส (allergic contact dermatitis) ในมนุษย์ จึงควรระวังในผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Calophyllaceae/Clusiaceae
- หากนำมาใช้ภายนอก ควรทดสอบการแพ้บริเวณผิวหนังขนาดเล็กก่อน
- ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อการรักษาโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- น้ำมันจากเมล็ดไม่ควรนำมารับประทานเองโดยอาศัยข้อมูลการใช้ภายนอก เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยและขนาดรับประทานมาตรฐานยังไม่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกระทิงหรือน้ำมัน Tamanu กับยาชนิดใดอย่างชัดเจน และแหล่งข้อมูลทางคลินิกระบุว่า ยังไม่มีปฏิกิริยาระหว่างยาที่ได้รับการยืนยันอย่างดี
อย่างไรก็ตาม สารบางชนิดจาก Calophyllum มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายรูปแบบจากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์รับประทาน
การใช้ในอาหาร
- ผลของกระทิงมีเนื้อหุ้มเมล็ดและมีรายงานการบริโภคในบางพื้นที่
- อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าผลอาจมีความเป็นพิษเล็กน้อย จึงไม่ควรส่งเสริมการรับประทานผลหรือเมล็ดในเชิงอาหารโดยไม่มีการเตรียมที่เหมาะสมและข้อมูลความปลอดภัยรองรับ
- น้ำมันจากเมล็ดกระทิงไม่ควรถือเป็นน้ำมันบริโภคทั่วไป เนื่องจากมีข้อมูลด้านความปลอดภัยสำหรับการรับประทานที่จำกัด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- Tamanu oil: ใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง เช่น น้ำมันบำรุงผิว ครีม โลชั่น และผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้ง
- ผลิตภัณฑ์ดูแลแผลและผิว: มีการพัฒนาสูตรที่ใช้น้ำมันหรือสารสกัดจากกระทิงจากความสนใจด้านฤทธิ์สมานแผลและต้านการอักเสบ
- สบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว: น้ำมันจากเมล็ดสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
- ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม: น้ำมันเมล็ดมีศักยภาพสำหรับการผลิตไบโอดีเซลและใช้ประโยชน์ด้านพลังงานชีวภาพ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผลและเมล็ด: เก็บเมื่อผลแก่ โดยทั่วไปผลจะเปลี่ยนสีและมีลักษณะผิวเหี่ยวย่น
- เมล็ดสำหรับเพาะพันธุ์: ควรใช้เมล็ดสด เนื่องจากเมล็ดมีปริมาณน้ำมันสูงและสูญเสียความสามารถในการงอกได้เมื่อเก็บไว้นาน
- การเก็บเมล็ด: เมล็ดกระทิงมีพฤติกรรมการเก็บรักษาค่อนข้างสั้นและไวต่อการสูญเสียน้ำ จึงควรหลีกเลี่ยงการทำให้แห้งมากเกินไป
- น้ำมัน: ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และอากาศ เพื่อช่วยลดการเกิดออกซิเดชันของน้ำมัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระทิงมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ทิง ในกระบี่ เนาวกาน ในน่าน สารภีทะเล ในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ และ สารภีแนน ในภาคเหนือ ส่วนในภาคกลางพบชื่อ กากะทิง และ กระทึง การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านครอบคลุมทั้งการใช้ดอก เปลือก ราก ใบ และน้ำมันจากเมล็ด โดยเฉพาะการใช้ภายนอกกับแผล อาการปวดเมื่อย และโรคผิวหนัง
ประวัติและวัฒนธรรม
กระทิงเป็นไม้พื้นถิ่นเขตร้อนที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งหลายแห่งในเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก ทั้งในฐานะไม้ให้ร่มเงา ไม้ประดับ ไม้ใช้สอย และพืชสมุนไพร น้ำมันจากเมล็ดหรือ Tamanu oil มีประวัติการใช้ในภูมิภาคเอเชีย โพลินีเซีย และหมู่เกาะแปซิฟิกมาเป็นเวลานาน ก่อนจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางสมัยใหม่
สถานะการอนุรักษ์
กระทิงมีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ ตามข้อมูลการประเมินของ IUCN ที่ Kew Plants of the World Online อ้างถึง จึงยังไม่จัดเป็นพืชที่ถูกคุกคามในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ประชากรตามธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณป่าชายหาดและระบบนิเวศชายฝั่ง ยังคงมีความสำคัญต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum/Division): Streptophyta / Tracheophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida; ในระบบพฤกษศาสตร์แบบดั้งเดิมมักจัดอยู่ในกลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่ Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Malpighiales
- วงศ์ (Family): Calophyllaceae
- เผ่า (Tribe): Calophylleae
- สกุล (Genus): Calophyllum
- ชนิด (Species): Calophyllum inophyllum L.
ชื่อ Calophyllum inophyllum L. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online และ NCBI โดยมีการจัดอยู่ในอันดับ Malpighiales และวงศ์ Calophyllaceae ปัจจุบัน ขณะที่ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยจำนวนหนึ่งยังใช้ชื่อวงศ์ Guttiferae ซึ่งเป็นชื่อวงศ์ที่เคยใช้ในระบบอนุกรมวิธานเดิม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). สารภีทะเล (Calophyllum inophyllum L.). ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่. (ม.ป.ป.). กระทิง (Calophyllum inophyllum L.). องค์การสวนพฤกษศาสตร์. ข้อมูลกระทิง สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). Calophyllum inophyllum. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
- Farida, M., et al. (2024). Calophyllum inophyllum: A comprehensive analysis of its ethnobotanical, phytochemical, and pharmacological properties. Majalah Obat Tradisional. บทความวิชาการ Majalah Obat Tradisional
- Gupta, R., & Gupta, G. D. (2020). The genus Calophyllum: Review of ethnomedicinal uses, phytochemistry and pharmacology. Journal of Ethnopharmacology. Full-text review on PMC
- Le Coz, C.-J. (2004). Allergic contact dermatitis from tamanu oil (Calophyllum inophyllum, Calophyllum tacamahaca). Contact Dermatitis, 51(4), 216–217. doi:10.1111/j.0105-1873.2004.0424h.x. บทความใน PubMed
- Ogi, T., et al. (2026). Anti-inflammatory and UV-protective activities of isolated compounds from Calophyllum inophyllum L. in immune and skin cell models. Journal of Natural Medicines. doi:10.1007/s11418-025-01963-x. บทความใน PubMed
- Said, T., Dutot, M., Martin, C., et al. (2007). Cytoprotective effect against UV-induced DNA damage and oxidative stress: Role of new biological UV filter. European Journal of Pharmaceutical Sciences, 30, 203–210.
- Sreekumar, R., & Gunaga, R. P. (2020). Pattern of seed germination in different accessions of Calophyllum inophyllum L. in South Gujarat.
