กระท้อน

กระท้อน

กระท้อน

กระท้อนเป็นไม้ผลเขตร้อนที่คนไทยคุ้นเคยทั้งในฐานะผลไม้และพืชสมุนไพรพื้นบ้าน มีการใช้ส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ เปลือกต้น เปลือกผล และรากในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เพื่อบรรเทาอาการไข้ ท้องเสีย และโรคผิวหนัง ขณะเดียวกันงานวิจัยสมัยใหม่พบสารกลุ่มไตรเทอร์พีน ลิโมนอยด์ และสารฟีนอลิกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ไม่ควรนำผลการทดลองไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระท้อน
  • ชื่อท้องถิ่น: เตียน, ล่อน, สะท้อน, มะต้อง, มะติ๋น, มะตื่น, หมากต้อง, สตียา, สะตู, สะโต
  • ชื่อสามัญ: Santol, Sentul, Red santol, Yellow santol
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.
  • วงศ์: Meliaceae
  • ประเภท: ไม้ต้นไม่ผลัดใบ อายุหลายปี
  • การใช้ประโยชน์: ผลใช้รับประทานและแปรรูป ส่วนใบ เปลือกต้น เปลือกผล และรากมีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 45 เมตร ลำต้นตรง เปลือกนอกสีเทาหรือน้ำตาลอมเทา เปลือกด้านในมีสีชมพู และอาจมีน้ำยางสีขาว
  • เรือนยอด: แตกกิ่งเป็นพุ่มค่อนข้างหนาทึบ เหมาะสำหรับเป็นไม้ให้ร่มเงา
  • ใบ: เป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบ ใบแก่บางครั้งเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงหรือแดงอิฐ
  • ดอก: ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอมเขียว กลีบดอกโดยทั่วไป 5 กลีบ และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
  • ผล: เป็นผลมีเนื้อ รูปกลมหรือกลมแป้น ผิวมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงเหลืองน้ำตาล ภายในมีเนื้อสีขาวหุ้มเมล็ด
  • เมล็ด: โดยทั่วไปพบประมาณ 3–5 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างใหญ่และมีสารกลุ่มลิโมนอยด์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: อยู่ในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเขตการกระจายดั้งเดิมตั้งแต่บริเวณมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บอร์เนียว ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย มาลูกู สุลาเวสี ไปจนถึงนิวกินี
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันปลูกและพบได้ในหลายประเทศเขตร้อนของเอเชีย รวมถึงไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ
  • ถิ่นอาศัย: พบในป่าดิบ ป่าธรรมชาติ ป่าทุติยภูมิ และพื้นที่เพาะปลูก สามารถพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรในบางพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน ต้องการแสงแดดเต็มที่ถึงรำไร และสามารถทนช่วงแล้งได้พอสมควร
  • ดิน: เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เมล็ดมีอายุการเก็บรักษาสั้น ควรเพาะหลังเก็บเมล็ดไม่นาน เมล็ดมีอัตราการงอกประมาณ 90–95% และมักงอกภายใน 16–31 วัน
  • การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เมล็ด: สามารถใช้วิธีติดตา เสียบยอด ทาบกิ่ง และตอนกิ่ง โดยการติดตาและการเสียบยอดเหมาะสำหรับการขยายพันธุ์พันธุ์ดีในเชิงการค้า
  • การปลูก: ในประเทศไทยมีการใช้ระยะปลูกแตกต่างกันตามระบบสวน โดยข้อมูลการปลูกเชิงพาณิชย์รายงานตั้งแต่ประมาณ 4–6 เมตรสำหรับระบบปลูกหนาแน่น ไปจนถึงระยะกว้างประมาณ 8 × 5 เมตร ถึง 12 × 12 เมตร

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • เปลือกต้น
  • เปลือกผล
  • ราก

ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ปรากฏในข้อมูลภูมิปัญญาการใช้กระท้อนเป็นสมุนไพรของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้เป็นยาขับเหงื่อ และนำมาต้มสำหรับอาบเพื่อช่วยบรรเทาอาการไข้
  • เปลือกต้น: ใช้ต้มเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสีย และใช้ภายนอกเกี่ยวกับโรคผิวหนัง เช่น กลากและเกลื้อน
  • เปลือกผล: มีรสฝาดและใช้เป็นยาสมานตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ราก: ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการท้องร่วง บิด และใช้เป็นยาขับลมหรือช่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • การใช้พื้นบ้านในประเทศอื่น: มีรายงานการใช้ใบ เปลือก และรากสำหรับอาการไข้ ท้องเสีย บิด อาการปวดเกร็งท้อง และความผิดปกติบางชนิดของระบบสืบพันธุ์สตรี

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์

วิธีใช้

  • ใบ: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนำใบสดมาต้มน้ำแล้วใช้อาบเพื่อช่วยขับเหงื่อและบรรเทาไข้
  • เปลือกต้น: มีการนำไปต้มเป็นน้ำสมุนไพรสำหรับใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการท้องเสีย และใช้ภายนอกในกรณีโรคผิวหนัง
  • ราก: มีการนำมาต้มเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องร่วง บิด และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • เปลือกผลหรือผล: ใช้ในลักษณะยาสมานตามตำรับพื้นบ้าน

ข้อควรระวังในการใช้: ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานเกี่ยวกับขนาดรับประทาน ระยะเวลาใช้ และรูปแบบสารสกัดที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ จึงไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดยาเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากรายการ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ที่ตรวจสอบ ไม่พบกระท้อน (Sandoricum koetjape) เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้และขนาดการใช้เป็นรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ดังนั้นไม่ควรระบุว่ากระท้อนเป็น “ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หรือเป็นยาที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานของระบบบริการสาธารณสุขไทย

สารสำคัญ

มีการศึกษาพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่มในกระท้อน โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีสกัด

  • กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์: เช่น koetjapic acid, katonic acid, bryonolic acid, bryononic acid และ sentulic acid
  • กลุ่มลิโมนอยด์: เช่น sanjecumins A–B, sandoripins A–B, sandrapins และสารในกลุ่ม andirobin/trijugin
  • สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์: พบในส่วนผลและเปลือกผล และเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • สารอื่น ๆ: มีรายงาน meso-inositol และ dimethyl mucate ในเปลือกผล
  • เมล็ด: พบลิโมนอยด์ เช่น sandoricin และ 6-hydroxysandoricin ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการกินอาหารของแมลง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: งานวิจัยของ Rasadah และคณะพบสาร 3-oxo-12-oleanen-29-oic acid และ katonic acid จากส่วนลำต้นของกระท้อน และพบฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองการอักเสบของใบหูหนูทดลอง โดยสารหนึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบใกล้เคียงกับ indomethacin ในแบบจำลองดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านแบคทีเรีย: การศึกษาสารสกัดจากเปลือกผลพบสารโพลีฟีนอลและโปรแอนโทไซยานิดิน และพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ DPPH รวมถึงฤทธิ์ต่อ Staphylococcus aureus และแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus ในการทดลองภายนอกร่างกาย
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของใบ: มีการศึกษาสารสกัดใบกระท้อนและพบฤทธิ์ต่อ Staphylococcus aureus และ Escherichia coli ในการทดสอบแบบ diffusion assay
  • การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี: งานวิจัยจากประเทศไทยสามารถแยกลิโมนอยด์ชนิดใหม่ sandoripin A และ B จากใบกระท้อนที่เก็บในประเทศไทยได้
  • งานวิจัยสมัยใหม่: งานวิจัยปี 2025 รายงานการแยกสารไตรเทอร์พีนอยด์ชนิดใหม่จากเปลือกต้นกระท้อน และศึกษาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียร่วมกับการวิเคราะห์ทางเคมีเชิงคำนวณ

ภาพรวมหลักฐาน: ปัจจุบันหลักฐานทางเภสัชวิทยาของกระท้อนมีแนวโน้มสนับสนุนศักยภาพด้านต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ยังมีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

เภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ: สารไตรเทอร์พีนบางชนิดจากลำต้นและเปลือกมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ต้านอนุมูลอิสระ: สารกลุ่มโพลีฟีนอล โปรแอนโทไซยานิดิน และฟลาโวนอยด์ในผลและเปลือกผลแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางเคมี
  • ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดจากใบและเปลือกผลแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลองภายนอกร่างกาย
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: มีรายงานสารบางชนิดจากกระท้อนที่แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในการทดลอง แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต้านแมลง: ลิโมนอยด์จากเมล็ด เช่น sandoricin และ 6-hydroxysandoricin แสดงฤทธิ์ยับยั้งการกินอาหารและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนแมลงในการทดลอง

ความปลอดภัย

  • เมล็ดควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน: มีข้อมูลว่าส่วนเมล็ดมีลิโมนอยด์ เช่น sandoricin และ 6-hydroxysandoricin ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพต่อแมลง และเอกสารด้านพืชสมุนไพรบางแหล่งจัดเมล็ดเป็นส่วนที่มีสารพิษหรือไม่ควรนำมารับประทาน
  • สารสกัดเปลือกผล: การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูทดลองงานหนึ่งไม่พบอาการผิดปกติหรือการตายภายในระยะเวลาที่ศึกษา แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการใช้ในมนุษย์ได้
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว: เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้นโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • การใช้เป็นอาหาร: การรับประทานเนื้อผลสุกในปริมาณอาหารตามปกติแตกต่างจากการรับประทานสารสกัดเข้มข้น และไม่ควรนำข้อมูลความปลอดภัยของอาหารไปใช้รับรองความปลอดภัยของสารสกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกระท้อนกับยาที่ใช้ในมนุษย์อย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปว่ากระท้อนไม่มีปฏิกิริยากับยา โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นซึ่งอาจมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างจากผลไม้ที่รับประทานเป็นอาหาร

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกระท้อน

การใช้ในอาหาร

  • รับประทานเป็นผลไม้สด
  • กระท้อนทรงเครื่อง
  • กระท้อนลอยแก้ว
  • กระท้อนดอง
  • กระท้อนกวน
  • แยมและเยลลี่
  • ใช้ประกอบอาหารคาว เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด และตำกระท้อน
  • ในบางประเทศมีการนำผลกระท้อนไปทำแยม ลูกกวาด ชัทนีย์ มาร์มาเลด และเครื่องดื่มหมัก

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลยังรายงานคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อกระท้อนที่รับประทานได้ เช่น วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ โดยปริมาณสารอาหารอาจแตกต่างตามพันธุ์และสภาพการปลูก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: แยม เยลลี่ ผลไม้กวน ผลไม้ดอง ลูกกวาด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผล
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากใบ เปลือก และผล เนื่องจากมีสารกลุ่มฟีนอลิก ไตรเทอร์พีนอยด์ และลิโมนอยด์
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง: สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ มีศักยภาพด้านสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้กับมนุษย์จำเป็นต้องมีการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพเพิ่มเติม
  • ผลิตภัณฑ์อื่น: เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน งานก่อสร้าง งานแกะสลัก และผลิตภัณฑ์ไม้ ส่วนเปลือกมีการใช้เป็นวัสดุให้แทนนินและใช้ฟอกแหอวนในบางพื้นที่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผล: เก็บเกี่ยวเมื่อผลเจริญเต็มที่และเข้าสู่ระยะสุกตามวัตถุประสงค์ หากต้องการรับประทานสดควรเลือกผลที่มีสีเหลืองและเนื้อมีคุณภาพเหมาะสม
  • ใบ: ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย
  • เปลือกและราก: หากนำมาใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพรควรเลือกจากต้นที่สมบูรณ์และสะอาด
  • เมล็ด: มีอายุการเก็บรักษาสั้นและสูญเสียความสามารถในการงอกอย่างรวดเร็ว จึงควรนำไปเพาะโดยเร็วหลังเก็บเกี่ยว
  • การเก็บวัตถุดิบแห้ง: ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระท้อนเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านอาหารและสมุนไพรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น มะต้องและมะติ๋นทางภาคเหนือ สะท้อนทางภาคใต้ และสะโตหรือสะตูในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมมลายู

ภูมิปัญญาการใช้เป็นยาพบการนำใบ เปลือกต้น ราก และผลมาใช้แตกต่างกัน เช่น ใบสำหรับไข้ เปลือกต้นสำหรับโรคผิวหนังและท้องเสีย รากสำหรับท้องร่วงหรือบิด และผลหรือเปลือกผลสำหรับฤทธิ์ฝาดสมาน

ประวัติและวัฒนธรรม

กระท้อนเป็นไม้ผลที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน ทั้งในฐานะไม้ผลพื้นบ้าน ไม้ให้ร่มเงา และพืชที่ใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ในประเทศไทยมีการคัดเลือกและขยายพันธุ์กระท้อนพันธุ์ดี เช่น อีล่า ปุยฝ้าย นิ่มนวล อินทรชิต ทับทิม ขันทอง และเทพรส

มีหลักฐานด้านประวัติการปลูกในพื้นที่ลพบุรีว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2489 มีการนำกระท้อนพันธุ์ทับทิม อีล่า และนิ่มนวลจากจังหวัดนนทบุรีเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในพื้นที่ตำบลตะลุง ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการปลูกกระท้อนในพื้นที่จังหวัดลพบุรี

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ปัจจุบัน Sandoricum koetjape มีสถานะการอนุรักษ์ตาม IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือความเสี่ยงต่ำ และมีการปลูกแพร่หลายในประเทศเขตร้อนหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ประชากรในป่าธรรมชาติบางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการสูญเสียถิ่นอาศัย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Sapindales
  • Family: Meliaceae
  • Genus: Sandoricum Cav.
  • Species: Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.

ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล: Melia koetjape Burm.f., Sandoricum indicum Cav., Sandoricum nervosum Blume และชื่อพ้องอื่น ๆ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมส่งเสริมการเกษตร. (2564). กระท้อนหยี. กรมส่งเสริมการเกษตร.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2561). กระท้อน. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระท้อน. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  4. สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน). (2562). การศึกษาคุณสมบัติทางชีวภาพของสารสกัดจากผลกระท้อน.
  5. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระท้อน.
  6. Bailly, C. (2022). The health benefits of santol fruits and bioactive products isolated from Sandoricum koetjape Merr.: A scoping review. Journal of Food Biochemistry, 46(7), e14152.
  7. Bumi, M. B., Heliawaty, L., Hermawati, E., & Syah, Y. M. (2019). Four limonoids from the seeds extract of Sandoricum koetjape. Journal of Natural Medicines, 73(3), 641–647.
  8. Hardika P.A.N., P., Fridayanti, A., & Rijai, L. (2013). Aktivitas antibakteri ekstrak daun kecapi (Sandoricum koetjape Merr.). Journal of Tropical Pharmacy and Chemistry, 2(3), 180–185.
  9. Ismail, I. S., Ito, H., Hatano, T., Taniguchi, S., & Yoshida, T. (2003). Modified limonoids from the leaves of Sandoricum koetjape. Phytochemistry, 64(8), 1345–1349.
  10. Mesén-Mora, L. D., Carvajal-Miranda, Y., Álvarez-Valverde, V., & Rodríguez-Rodríguez, G. (2019). Bioprospecting study, antibiotic and antioxidant activity of the santol’s fruit (Sandoricum koetjape). Uniciencia, 33(1), 75–82.
  11. Pancharoen, O., Pipatanapatikarn, A., Taylor, W. C., & Bansiddhi, J. (2009). Two new limonoids from the leaves of Sandoricum koetjape. Natural Product Research, 23(1), 10–16.
  12. Powell, R. G., Mikolajczak, K. L., Zilkowski, B. W., Mantus, E. K., Cherry, D., & Clardy, J. (1991). Limonoid antifeedants from seed of Sandoricum koetjape. Journal of Natural Products, 54(1), 241–246.
  13. Rasadah, M. A., Khozirah, S., Aznie, A. A., & Nik, M. M. (2004). Anti-inflammatory agents from Sandoricum koetjape Merr. Phytomedicine, 11(2–3), 261–263.
  14. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
  15. World Flora Online. (2026). Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. World Flora Online.
Scroll to top