กระชาย

กระชาย

กระชาย

กระชายเป็นสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์ขิงที่มีความสำคัญทั้งด้านอาหารและการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะเหง้าและรากที่มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสเผ็ดร้อนขม นิยมใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารไทยและใช้เป็นยาในภูมิปัญญาพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันกระชายยังได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยเฉพาะกลุ่มฟลาโวนอยด์และชาลโคน เช่น pinostrobin และ panduratin A อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระชาย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
  • วงศ์ : Zingiberaceae
  • ชื่อสามัญ : Fingerroot, Chinese ginger, Chinese keys
  • ชื่อท้องถิ่น : กะแอน, ละแอน, ขิงทราย, จี๊ปู, ซีพู, เป๊าะซอเร๊าะ, เป๊าะสี่, ว่านพระอาทิตย์ และขิงกระชาย
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพร โดยส่วนสำคัญคือเหง้าและราก
  • ข้อสังเกตเกี่ยวกับชื่อ : กระชายเหลืองหรือกระชายที่ใช้ปรุงอาหารไม่ควรสับสนกับกระชายดำ ซึ่งเป็นคนละชนิดและมีชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าสั้นอยู่ใต้ดิน และแตกหน่อเป็นกอ โดยทั่วไปสูงประมาณ 30–50 เซนติเมตร และอาจสูงได้ถึงประมาณ 1 เมตร
  • เหง้าและราก : เหง้าสั้น รากอวบเป็นกระจุก รูปทรงกระบอกหรือค่อนข้างรี ปลายเรียว ผิวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลอมเหลือง เนื้อภายในสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รากที่ขยายตัวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ จึงเป็นที่มาของชื่อ Fingerroot
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีประมาณ 2–7 ใบ รูปรีถึงรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายแหลม ขอบเรียบ ใบมีขนาดประมาณ 5–12 × 12–50 เซนติเมตร
  • ก้านใบและกาบใบ : ก้านใบยาว กาบใบมีสีชมพูหรือชมพูแดง และมีลักษณะเป็นกาบหุ้มโคนต้น
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด ดอกมีสีขาวหรือขาวอมชมพู กลีบดอกเป็นหลอดยาวและมีส่วนของกลีบปากเด่น สีชมพูหรือม่วงแดง
  • ผล : ผลแก่แตกออกเป็น 3 ซีก เมล็ดค่อนข้างใหญ่ แต่การขยายพันธุ์ในทางการเกษตรนิยมใช้เหง้ามากกว่าการใช้เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • กระชายมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย โดยแหล่งข้อมูล Kew ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่อัสสัม ทางตอนใต้ของจีน ไปจนถึงเอเชียตะวันตกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู
  • พบตามธรรมชาติในประเทศไทย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ และพื้นที่ใกล้เคียง
  • กระชายเป็นพืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
  • แหล่งอาศัยตามธรรมชาติพบได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และพื้นที่เนินเขาที่มีความชื้นเพียงพอ โดยมักชอบดินที่ระบายน้ำดี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมใช้เหง้าแก่หรือส่วนของเหง้าที่มีตาแบ่งเป็นท่อนแล้วนำไปปลูก วิธีนี้เป็นวิธีหลักในการผลิตกระชายเชิงเกษตร
  • ช่วงปลูก : เหมาะกับการเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เนื่องจากมีความชื้นเพียงพอต่อการแตกหน่อและการเจริญเติบโต
  • สภาพดิน : เจริญได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำดี ไม่เหมาะกับพื้นที่น้ำขังหรือดินเหนียวจัด
  • แสง : สามารถปลูกกลางแจ้งได้ แต่เจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอหรือมีร่มเงาบางส่วน
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นของดินอย่างเหมาะสม กำจัดวัชพืชในช่วงที่ต้นยังเล็ก และหลีกเลี่ยงน้ำขัง
  • ระยะปลูก : ข้อมูลการผลิตในต่างประเทศแนะนำการปลูกเหง้าเป็นท่อนในช่วงต้นฤดูฝน โดยระยะปลูกอาจปรับตามสภาพพื้นที่และระบบการผลิต

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาและเป็นส่วนที่ใช้ในอาหารมากที่สุด
  • ราก : โดยเฉพาะรากที่ขยายตัวเป็นกระจุก นิยมใช้ร่วมกับเหง้าในตำรายาไทย
  • เครื่องยากระชาย : ฐานข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีระบุว่าเครื่องยากระชายได้จากเหง้าและราก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เหง้า : ตามตำรายาไทยมีรสเผ็ดร้อนขม ใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ปวดมวนท้อง และขับลม
  • เหง้า : ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานดีขึ้น และใช้ในอาการบิด
  • เหง้าและราก : มีการใช้ในตำรายาไทยสำหรับอาการในช่องปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแห้ง และปากเป็นแผล รวมถึงใช้ตามภูมิปัญญาในอาการตกขาว
  • เหง้าและราก : มีการใช้เป็นยาบำรุงกำลังและบำรุงธาตุ และในตำรายาพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้ในกลุ่มอาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
  • ราก : ภูมิปัญญาไทยบางตำราระบุการใช้เพื่อบำรุงกำหนัดและเป็นยาอายุวัฒนะ
  • ใช้ภายนอก : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้เหง้าสำหรับกลาก เกลื้อน และอาการปวดเมื่อย

สรรพคุณข้างต้นเป็น ข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ใช่การยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามหลักการแพทย์สมัยใหม่

วิธีใช้

  • บรรเทาท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และปวดท้องตามภูมิปัญญา : ใช้เหง้าหรือรากสดประมาณ 5–10 กรัม หรือชนิดแห้งประมาณ 3–5 กรัม ทุบพอแตก ต้มกับน้ำแล้วดื่ม หรือนำไปปรุงอาหาร
  • ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับอาการบิด : มีการใช้เหง้าสดประมาณ 15 กรัม ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำปูนใส แล้วคั้นรับประทาน วิธีนี้เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ควรใช้แทนการประเมินและรักษาอาการท้องเสียหรือถ่ายเป็นเลือดโดยบุคลากรทางการแพทย์
  • การรับประทานเป็นอาหาร : สามารถใช้เหง้าสดในปริมาณที่ใช้ประกอบอาหารทั่วไปได้

ขนาดการใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรับและคู่มือสมุนไพรไทยสำหรับประชาชน ไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับขนาดของสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาเลือดงาม : มีการระบุเหง้ากระชายเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับยาเลือดงาม ซึ่งอยู่ในกลุ่มตำรับยาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • การใช้ในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ : กระชายยังปรากฏเป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีประวัติจากจารึกตำรายาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามและวัดราชโอรสาราม

สารสำคัญ

  • Pinostrobin : เป็นสารกลุ่ม flavanone ที่พบในเหง้ากระชาย และใช้เป็นสารสำคัญสำหรับการศึกษาคุณภาพและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
  • Panduratin A : เป็นสารกลุ่ม chalcone derivative ที่ได้รับการศึกษามาก โดยเฉพาะด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ต้านไวรัสในระดับก่อนคลินิก
  • Pinocembrin : เป็น flavanone ที่พบในสารสกัดกระชาย
  • Boesenbergin A และ Boesenbergin B : เป็นสารในกลุ่ม chalcone derivatives
  • Cardamonin : เป็นสารกลุ่ม chalcone ที่พบในเหง้า
  • 5,7-Dimethoxyflavone : เป็นสารกลุ่ม flavone ที่มีรายงานในเหง้ากระชาย
  • น้ำมันหอมระเหย : พบในปริมาณไม่มาก และประกอบด้วยสารระเหยหลายชนิด เช่น 1,8-cineole หรือ 1,5-cineole รวมถึงองค์ประกอบอื่นที่ขึ้นกับแหล่งปลูกและวิธีสกัด
  • นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม flavonoids, chalcones, flavanones, phenolic compounds และสารเมแทบอไลต์อื่นอีกหลายชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : งานวิจัยระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และการศึกษาในมนุษย์ระยะเริ่มต้นพบแนวโน้มว่ากระชายและสารบางชนิด เช่น panduratin A และ pinostrobin มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : สารสกัดและสารบางชนิดจากกระชายมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการศึกษาพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดและสารประกอบบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านไวรัส : มีงานวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเกี่ยวกับสารสกัดกระชายและ panduratin A ต่อ SARS-CoV-2 แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่ากระชายสามารถป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19 ในคน
  • ระบบทางเดินอาหาร : มีการศึกษาความเป็นไปได้ของกระชายต่ออาการอาหารไม่ย่อยและระบบทางเดินอาหาร แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่มากพอที่จะสรุปประสิทธิผลสำหรับโรคใดโรคหนึ่งอย่างแน่นอน
  • การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 : การศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดี 11 คนที่ได้รับสารสกัดกระชายต่อเนื่อง 7 วัน พบระดับ pinostrobin และ panduratin A ในเลือดตามเวลา และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รายงานในการศึกษา อย่างไรก็ตามพบการเปลี่ยนแปลงของค่าเลือดบางรายการ ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงปกติ และจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และระยะยาวกว่านี้ก่อนสรุปความปลอดภัยในประชากรทั่วไป

เภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสารกลุ่ม chalcones/flavonoids จากกระชายมีผลต่อเส้นทางการอักเสบบางชนิดในการทดลอง
  • ต้านอนุมูลอิสระ : สารประกอบบางชนิดมีความสามารถในการลดอนุมูลอิสระในระบบทดลอง
  • ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา : พบฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด โดยความแรงแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและเชื้อที่ทดสอบ
  • ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด : มีรายงานการทดลองระดับหลอดทดลองว่าสารสกัดจากรากกระชายสามารถยับยั้งการกระตุ้นและการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาเพิ่มเติมในด้านปฏิกิริยากับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • เภสัชจลนศาสตร์ : การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า panduratin A มีชีวปริมาณออกฤทธิ์ทางปากค่อนข้างต่ำ และถูกเปลี่ยนแปลงบางส่วนก่อนขับออก โดยพบสารส่วนใหญ่ในระบบทางเดินอาหาร
  • เอนไซม์เมแทบอลิซึมของยา : การศึกษาในหลอดทดลองปี 2025 พบว่าสารสกัดเอทานอลจากกระชายสามารถยับยั้ง CYP3A4 และ CYP2C9 ได้ แต่ไม่พบการยับยั้ง CYP2E1 ในการทดลองดังกล่าว

ความปลอดภัย

  • การรับประทานกระชายในรูปอาหารทั่วไปถือเป็นการใช้ที่แตกต่างจากการรับประทานสารสกัดเข้มข้น จึงไม่ควรนำข้อมูลความปลอดภัยของอาหารไปใช้กับสารสกัดในขนาดสูงโดยตรง
  • การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 ในอาสาสมัครสุขภาพดี 11 คนที่ได้รับสารสกัดกระชายขนาด 1,350 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 7 วัน ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ แต่พบการเปลี่ยนแปลงของค่า Hb, Hct, RBC และ BUN บางรายการ จึงยังไม่สามารถสรุปความปลอดภัยสำหรับการใช้ระยะยาวได้
  • การศึกษาในสัตว์ทดลองและระดับเซลล์ให้ข้อมูลด้านความปลอดภัยบางส่วน แต่ยังไม่สามารถใช้แทนข้อมูลในมนุษย์ได้
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กระชายในขนาดเข้มข้น
  • หากเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทานผลิตภัณฑ์กระชาย เช่น ผื่น หายใจลำบาก เลือดออกผิดปกติ หรืออาการทางเดินอาหารรุนแรง ควรหยุดใช้และขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด : มีข้อมูลจากการทดลองระดับหลอดทดลองว่าสารสกัดกระชายมีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยา warfarin, aspirin, clopidogrel หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันระดับความสำคัญของปฏิกิริยานี้ในมนุษย์
  • ยาที่ผ่าน CYP3A4 : งานวิจัยปี 2025 พบว่าสารสกัดเอทานอลจากกระชายสามารถยับยั้ง CYP3A4 ในหลอดทดลอง โดย pinocembrin มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว จึงควรระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาที่มีช่วงการรักษาแคบหรือพึ่งพา CYP3A4 อย่างมาก
  • ยาที่ผ่าน CYP2C9 : พบการยับยั้ง CYP2C9 โดยสารสกัดในการทดลอง จึงมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีต่อยาบางชนิด เช่น warfarin แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพื่อยืนยัน
  • ข้อสำคัญ : ผลการทดลองในหลอดทดลองไม่สามารถยืนยันได้ว่าการรับประทานกระชายเป็นอาหารในปริมาณปกติจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาในระดับเดียวกัน ดังนั้นประเด็นนี้ควรให้ความสำคัญกับ สารสกัดเข้มข้นและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มากกว่าการใช้เป็นเครื่องเทศในอาหาร

การใช้ในอาหาร

  • เครื่องเทศ : เหง้ากระชายเป็นเครื่องเทศที่สำคัญของอาหารไทย ใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
  • แกงและอาหารประเภทน้ำ : ใช้ในแกงหลายชนิด เช่น แกงป่า แกงเลียง และแกงที่มีเครื่องแกงเข้มข้น
  • ขนมจีนน้ำยา : กระชายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องแกงน้ำยา ช่วยให้มีกลิ่นหอมเฉพาะ
  • ห่อหมก : ใช้ร่วมกับเครื่องแกงเพื่อเพิ่มกลิ่นและรส
  • ผัดเผ็ด : ใช้กระชายซอยเป็นส่วนประกอบในอาหารผัดเผ็ดหลายชนิด
  • อาหารพื้นบ้าน : สามารถใช้เหง้าสดหรือรากร่วมกับสมุนไพรและเครื่องเทศอื่น ๆ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตผงกระชาย แคปซูล สารสกัด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดต่าง ๆ
  • เครื่องดื่ม : มีการนำกระชายและสารสกัดกระชายไปพัฒนาเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : สารสกัดกระชาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่กำหนดปริมาณสารสำคัญ เช่น pinostrobin หรือ panduratin A ถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดกระชายมีศักยภาพในการนำไปศึกษาต่อยอดด้านผลิตภัณฑ์ผิว เนื่องจากมีข้อมูลด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในระดับก่อนคลินิก
  • วัตถุดิบอุตสาหกรรมอาหาร : ใช้เป็นเครื่องเทศและวัตถุดิบแต่งกลิ่นรส
  • การกล่าวถึงสรรพคุณของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปควรพิจารณาตามการขึ้นทะเบียนและข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่ควรใช้ผลวิจัยระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลองมาอ้างเป็นสรรพคุณในการรักษาโรคโดยตรง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 5–12 เดือนหลังปลูก ขึ้นกับพันธุ์ วัตถุประสงค์การใช้ และสภาพพื้นที่
  • ระยะที่เหมาะสม : สังเกตจากใบและลำต้นเริ่มเหลือง เหี่ยว และแห้งลง ซึ่งเป็นช่วงที่พืชเริ่มเข้าสู่ระยะพักตัว
  • วิธีเก็บเกี่ยว : ใช้มือถอนหรือใช้จอบ/เสียมขุดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้รากและเหง้าเกิดบาดแผล
  • หลังเก็บเกี่ยว : คัดส่วนที่เสียหายออก ล้างดินและสิ่งสกปรกออก แล้วผึ่งให้แห้งก่อนนำไปเก็บหรือแปรรูป
  • การเก็บเหง้าสด : ควรเก็บในสภาพที่สะอาด แห้ง และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อราและการเน่าเสีย
  • การเก็บเป็นสมุนไพรแห้ง : ต้องทำให้แห้งสนิทก่อนบรรจุ เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • มีงานศึกษาการเก็บรักษาระบุว่าอุณหภูมิประมาณ 10–12 องศาเซลเซียสช่วยรักษาคุณภาพเหง้ากระชายได้ดีกว่าอุณหภูมิต่ำมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายจากความเย็น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคเหนือ : มีชื่อท้องถิ่น เช่น ละแอน และมีรายงานการใช้เหง้ากระชายในอาการท้องอืดเฟ้อ กลากเกลื้อน และปัญหาเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะตามตำรายาพื้นบ้าน
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พบชื่อ ขิงทราย และมีการใช้กระชายเป็นทั้งอาหารและยา
  • นครราชสีมา : ตำรายาพื้นบ้านมีการใช้เหง้ากระชายสำหรับอาการบิด และใช้ภายนอกในกลากเกลื้อน
  • ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : กระชายมีบทบาทในตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยใช้ในกลุ่มอาการทางเดินอาหาร บำรุงธาตุ และกลุ่มอาการที่เกี่ยวกับลมตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย
  • การใช้เป็นอาหารและยา : ความรู้ท้องถิ่นสะท้อนว่ากระชายมีสถานะเป็นทั้ง “อาหาร” และ “ยา” โดยไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดในวิถีชีวิตดั้งเดิม

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระชายเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน
  • ในประเทศไทยกระชายเป็นส่วนประกอบของเครื่องแกงและอาหารพื้นบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
  • กระชายปรากฏในตำรายาแผนไทยและตำรับยาไทยหลายยุคสมัย รวมถึงตำรับยาที่มีหลักฐานจากจารึกตำรายาวัดโพธิ์
  • ในตำรายาไทยมีการเรียกรากกระชายบางส่วนว่า “นมกระชาย” และมีการใช้ตามความเชื่อเรื่องการบำรุงกำลังและบำรุงกำหนัด
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษอย่าง Fingerroot สะท้อนรูปร่างของรากที่แตกแขนงออกจากเหง้าเป็นลักษณะคล้ายนิ้วมือ

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะตาม IUCN : Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
  • Kew ระบุว่ากระชายยังพบได้ทั่วไปในถิ่นกำเนิดและมีการปลูกอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ยังไม่มีข้อมูลว่ากระชายอยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างรุนแรงในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์สายพันธุ์พื้นเมืองและความหลากหลายทางพันธุกรรมยังมีความสำคัญต่อการผลิตในอนาคต

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร : Plantae
  • ไฟลัม : Streptophyta
  • ชั้น : Equisetopsida
  • อันดับ : Zingiberales
  • วงศ์ : Zingiberaceae
  • สกุล : Boesenbergia Kuntze
  • ชนิด : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltr., Boesenbergia cochinchinensis และชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานอื่น ๆ
  • ชื่อเดิมที่เกี่ยวข้องกับประวัติการจำแนก : Curcuma rotunda L.
  • ปัจจุบัน Kew’s Plants of the World Online ยอมรับ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กระชาย. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระชาย. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระชาย: Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. สารานุกรมพืช.
  4. กรมส่งเสริมการเกษตร. (ม.ป.ป.). กระชาย. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา.
  5. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2548). กระชาย: ชะลอความแก่ และบำรุงกำลัง. หมอชาวบ้าน.
  6. Wang, Y., Wen, J., Liu, F., Peng, X., Xu, G., Zhang, M., & Huang, Z. (2025). Traditional usages, chemical metabolites, pharmacological activities, and pharmacokinetics of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.: A comprehensive review. Frontiers in Pharmacology, 16, 1527210. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1527210
  7. Teerachaisakul, M., Banchuen, K., Buamahakul, T., Worakunphanich, W., Jugul, S., Klinhom, R., Lumpool, K., Sawangtham, T., & Khemawoot, P. (2024). Safety and pharmacokinetics study of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. capsules in healthy Thai volunteers: A phase 1 clinical study. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 22(2).
  8. Polsan, N., Wachisunthon, D., Ontong, S., & Poonsatha, S. (2025). Effect of Boesenbergia rotunda ethanolic extract on CYP3A4, CYP2C9 and CYP2E1 activities. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 23(2).
  9. Kanjanasirirat, P., Suksatu, A., Manopwisedjaroen, S., et al. (2020). High-content screening of Thai medicinal plants reveals Boesenbergia rotunda extract and its component panduratin A as anti-SARS-CoV-2 agents. Scientific Reports, 10, 1996.
  10. Isa, N. M., Abdelwahab, S. I., Mohan, S., Abdul, A. B., Sukari, M. A., Taha, M. M. E., Syam, S., Narrima, P., Cheah, S. C., Ahmad, S., & Mustafa, M. R. (2012). In vitro anti-inflammatory, cytotoxic and antioxidant activities of boesenbergin A, a chalcone isolated from Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. (fingerroot). Brazilian Journal of Medical and Biological Research, 45(6), 524–530.
  11. Wang, Y., et al. (2012). Boesenbergia rotunda: From ethnomedicine to drug discovery. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2012, 473637.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. Plants of the World Online.
  13. PROSEA. (n.d.). Boesenbergia rotunda (L.) Mansfeld. In Plant Resources of South-East Asia: Spices.

Scroll to top