กระเชา
กระเชาเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบที่พบในประเทศไทยและหลายพื้นที่ของเอเชีย มีชื่อท้องถิ่นหลากหลาย เช่น กระเจา กระเจาะ ขะเจา กระเช้า ฮังคาว และฮ้างคาว จัดอยู่ในวงศ์ Ulmaceae มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะ ใบและเปลือกต้น สำหรับดูแลอาการทางผิวหนังและอาการปวดข้อ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสมัยใหม่ศึกษาสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการหรือการทดลองในสัตว์ จึงไม่ควรนำผลการวิจัยไปตีความว่าเป็นข้อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กระเชา
- ชื่อท้องถิ่น : กระเจา, กระเจ้า, กระเจาะ, ขะเจา, กระเช้า, กระเซาะ, กาซาว, ขะจาวแจง, ฮังคาว, พูคาว, มหาเหนียว, ฮ้างคาว, ตะสี่แค
- ชื่อสามัญ : Indian elm, Jungle cork tree
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.
- ชื่อพ้อง : Ulmus integrifolia Roxb.
- วงศ์ : Ulmaceae
- ลักษณะการใช้เป็นสมุนไพร : มีรายงานการใช้ใบและเปลือกต้นเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ภายนอกเกี่ยวกับโรคผิวหนังและอาการปวดข้อ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นมักแตกกิ่งเป็นง่ามใกล้โคน เปลือกสีน้ำตาลอมเทาและมีช่องอากาศหรือรอยแต้มสีอ่อนกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อขยี้ใบหรือเปลือกมักมีกลิ่นค่อนข้างแรง
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 4–9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7–14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว มน หรือเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือมีจักห่าง ๆ ด้านล่างของใบมีขนนุ่ม
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกแยกเพศ และบางครั้งอาจพบดอกสมบูรณ์เพศปะปนอยู่ กลีบรวมประมาณ 5–6 กลีบ
- ผล : ผลแห้งรูปรีหรือค่อนข้างกลม แบน มีปีกบางล้อมรอบ ลักษณะเป็นผลแบบมีปีก (samara) และมีเมล็ดอยู่ภายในหนึ่งเมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระเชามีถิ่นกำเนิดกว้างในอนุทวีปอินเดียต่อเนื่องถึงภูมิภาคอินโดจีน และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบในอินเดีย เนปาล ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมักขึ้นในพื้นที่เขตร้อนตามฤดูกาล ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ พื้นที่ราบ และบริเวณเชิงเขา
ในประเทศไทยมีรายงานการกระจายพันธุ์ในหลายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตกเฉียงใต้
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้ทั่วไป โดยเก็บเมล็ดจากผลที่แก่แล้วและนำไปเพาะ
- การเพาะเมล็ด : เมล็ดมีความสามารถในการงอกลดลงเมื่อเก็บไว้นาน จึงควรใช้เมล็ดสดหรือเมล็ดที่เก็บรักษาอย่างเหมาะสม
- การกระตุ้นการงอก : งานทดลองปี 2024 รายงานว่าการใช้ GA₃ ที่ความเข้มข้น 500 ppm ช่วยให้เมล็ดงอกได้ประมาณ 95.56% ภายใต้เงื่อนไขการทดลองดังกล่าว แต่ไม่ควรถือเป็นสูตรมาตรฐานสำหรับการปลูกทุกพื้นที่
- สภาพแวดล้อม : เป็นไม้ที่เหมาะกับพื้นที่มีแสงค่อนข้างมากและดินระบายน้ำได้ดี สามารถเจริญได้ในพื้นที่เขตร้อนและพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งตามฤดูกาล
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ
- เปลือกต้น
แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยระบุว่าใบและเปลือกต้นเป็นส่วนที่ใช้ทำยา ขณะที่งานวิจัยต่างประเทศยังมีการศึกษาส่วนอื่น เช่น เปลือกราก เนื้อไม้ เมล็ด และใบ เพื่อศึกษาสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ใบและเปลือกต้น : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยใช้ปรุงเป็นยาแก้อาการปวดข้อ
- โรคผิวหนัง : มีการใช้ใบและเปลือกต้นในการดูแลโรคผิวหนังบางชนิด เช่น กลาก เกลื้อน และโรคเรื้อนตามตำรับพื้นบ้าน
- กำจัดเห็บและหมัด : มีการใช้ใบและเปลือกต้นเพื่อช่วยกำจัดเห็บ หมัด และปรสิตภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- การใช้ในภูมิปัญญาต่างประเทศ : มีรายงานการใช้ใบและเปลือกในอินเดียสำหรับปัญหาผิวหนัง การอักเสบ แผลเรื้อรัง กลาก และอาการอื่น ๆ อีกหลายประการ อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลจากการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
วิธีใช้
การใช้ตามข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็น การใช้ภายนอก เช่น นำใบหรือเปลือกไปเตรียมเป็นยาพอก ยาทา หรือใช้ในน้ำต้มสำหรับการดูแลผิวหนัง ทั้งนี้สูตรและวิธีเตรียมแตกต่างกันตามท้องถิ่น
มีรายงานจากตำรับพื้นบ้านในอินเดีย เช่น การนำใบมาต้มและใช้ภายนอก รวมถึงการบดเปลือกเป็นยาพอกบริเวณที่มีอาการ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรนำสมุนไพรนี้มารับประทานเพื่อรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
สารสำคัญ
มีการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มในกระเชา ได้แก่
- ไตรเทอร์พีนอยด์ เช่น friedelin, epifriedelin, β-amyrin, betulin และ betulinic acid
- สเตอรอล เช่น β-sitosterol และ stigmasterol
- สารประกอบฟีนอลและฟลาโวนอยด์
- แทนนิน
- ซาโปนิน
- อัลคาลอยด์
- ไกลโคไซด์
- คูมารินและควิโนน
- Holoptelin-A และ Holoptelin-B
- 1,4-naphthalenedione
- hexacosanol และ octacosanol
องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก อายุพืช และวิธีการสกัด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับ Holoptelea integrifolia พบการศึกษาในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลองจำนวนหนึ่ง โดยมีการรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ บรรเทาปวด ต้านพยาธิ ลดระดับน้ำตาลในเลือด สมานแผล ปกป้องตับ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด
อย่างไรก็ตาม งานทบทวนทางวิชาการระบุว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ ความเป็นพิษ ขนาดที่เหมาะสม และการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ ดังนั้นข้อมูลปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันว่ากระเชาสามารถรักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้
เภสัชวิทยา
งานวิจัยทางเภสัชวิทยารายงานฤทธิ์ของสารสกัดหรือสารที่แยกได้จากกระเชาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากใบและเปลือกมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดจากใบและลำต้นต่อเชื้อราบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวด : พบจากการทดลองในสัตว์และแบบจำลองทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : ตรวจพบในสารสกัดหลายชนิด
- ฤทธิ์สมานแผล : มีการทดลองสนับสนุนในระดับก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองบางรูปแบบ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานสำหรับใช้รักษามะเร็งในผู้ป่วย
- ฤทธิ์ด้านเมแทบอลิซึม : มีรายงานฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลและไขมันจากการทดลองบางประเภท
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระเชายังมีจำกัด โดยงานทบทวนทางวิชาการระบุว่าการศึกษาด้านพิษวิทยาของสารสกัดและสารบริสุทธิ์จากพืชชนิดนี้ยังมีไม่มาก จึงยังไม่สามารถสรุปความปลอดภัยของการรับประทานในระยะยาวหรือขนาดสูงได้อย่างชัดเจน
สำหรับการใช้ภายนอก ควรทดสอบการแพ้บริเวณผิวหนังขนาดเล็กก่อน และหลีกเลี่ยงการใช้กับแผลลึก แผลติดเชื้อ หรือบริเวณใกล้ดวงตาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลจากการศึกษาด้านพืชอาหารพื้นบ้านในอินเดียระบุว่า เมล็ดของกระเชา มีการนำมาใช้เป็นอาหารในบางท้องถิ่น เช่น รับประทานเป็นเมล็ดหรือใช้ประกอบอาหาร อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นอาหารดังกล่าวเป็นข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในต่างประเทศ ไม่ใช่การใช้เป็นอาหารทั่วไปในประเทศไทย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรแล้ว กระเชายังมีประโยชน์ด้านไม้และวัสดุ โดยเนื้อไม้สามารถนำไปทำเครื่องเรือน งานกลึง และงานแกะสลัก ส่วนเปลือกมีการนำไปใช้ทำเชือก กระดาษ และกระสอบตามข้อมูลด้านการใช้ประโยชน์ของไม้ชนิดนี้
ในด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพร งานวิจัยมุ่งศึกษาสารสกัดจากใบและเปลือกเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และการดูแลผิว แต่หลักฐานและมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ยังมีจำกัด
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย แล้วทำความสะอาดก่อนนำไปใช้หรือทำให้แห้ง
- เปลือกต้น : ควรเก็บอย่างเหมาะสมโดยหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตายได้
- เมล็ด : ควรเก็บจากผลที่แก่เต็มที่และนำไปเพาะโดยเร็ว เนื่องจากความสามารถในการงอกอาจลดลงเมื่อเก็บรักษาเป็นเวลานาน
- การเก็บสมุนไพรแห้ง : ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง เพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระเชาเป็นพืชที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนท้องถิ่น มีการใช้ใบและเปลือกต้นเป็นสมุนไพรเกี่ยวกับโรคผิวหนัง อาการปวดข้อ และการกำจัดเห็บหมัด โดยเฉพาะการใช้ภายนอก
ชื่อท้องถิ่นที่หลากหลาย เช่น ฮังคาว พูคาว มหาเหนียว และตะสี่แค ยังสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาของชุมชนที่รู้จักพืชชนิดนี้
ประวัติและวัฒนธรรม
กระเชามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ชนบททั้งในด้านสมุนไพรและการใช้ประโยชน์จากไม้ โดยประเทศไทยมีข้อมูลการใช้ประโยชน์ของกระเชามายาวนาน ขณะเดียวกันในอินเดียกระเชาหรือ Indian elm เป็นพืชที่ปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านหลายระบบ
กระเชายังมีความสำคัญในด้านพรรณไม้ท้องถิ่น โดยมีการระบุว่าเป็น พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลของจังหวัดลำปาง และมีการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ในงานช่างพื้นบ้านและงานไม้
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลสถานะการอนุรักษ์ของกระเชายังไม่เป็นเอกฉันท์ในฐานข้อมูลแต่ละแห่ง โดยแหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งระบุว่า Not Evaluated (NE) ในระดับ IUCN ขณะที่ Kew Plants of the World Online ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ (Angiosperm Extinction Risk Predictions) จัดว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง
ดังนั้น สำหรับการนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ ควรระบุอย่างระมัดระวังว่า สถานะ IUCN อย่างเป็นทางการยังไม่ควรสรุปเป็น Least Concern หากไม่มีผลการประเมิน IUCN Red List โดยตรง แต่ข้อมูลการประเมินเชิงคาดการณ์ของ Kew ชี้ว่าไม่ได้มีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มพืชที่ถูกคุกคาม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Rosales
- วงศ์ (Family) : Ulmaceae
- สกุล (Genus) : Holoptelea
- ชนิด (Species) : Holoptelea integrifolia
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Ulmus integrifolia Roxb.
- ชื่อสามัญ : Indian elm, Jungle cork tree
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2563). กระเชา. ฐานข้อมูลท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
- มูลนิธิสุขภาพไทย. (2568). สมุนไพรกระเชา ดูเขา (อินเดีย) แล้วมาดูเรา (ไทย). มูลนิธิสุขภาพไทย
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch. TH-BIF: Thailand Biodiversity Information Facility
- Ganie, S. A., & Yadav, S. S. (2014). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch: A review of its ethnobotany, pharmacology, and phytochemistry. BioMed Research International, 2014, 401213. doi:10.1155/2014/401213.
- Kumar, V., Singh, S., Bhadouria, R., Singh, R., & Prakash, O. (2019). Phytochemical, analytical and medicinal studies of Holoptelea integrifolia Roxb. Planch—A review. Current Traditional Medicine, 5(4), 270–277. doi:10.2174/2215083805666190521103308.
- Sahu, R., et al. (2012). A mini review on chemistry and biology of Holoptelea integrifolia Roxb. Planch (Ulmaceae). Asian Pacific Journal of Tropical Biomedicine, 2(2, Suppl.), S1200–S1205. doi:10.1016/S2221-1691(12)60384-0.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch. Plants of the World Online. Plants of the World Online
- Ragula, A., Berry, N., Kumar, P., & Ray, M. A. (2024). Effect of pre-sowing treatments on seed germination of Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch. Plant Archives, 24(1), 998–1002. doi:10.51470/PLANTARCHIVES.2024.v24.no.1.136.
