ขี้อ้าย
ขี้อ้าย เป็นไม้ต้นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่พบในป่าหลายประเภท โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ส่วน เปลือกและผลขี้อ้าย มีรสฝาด และมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอาการ ท้องร่วง ท้องเสีย บิด และอุจจาระเป็นมูกเลือด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารกลุ่มโพลีฟีนอล แทนนิน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านจุลชีพของพืชชนิดนี้
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
-
ชื่อสมุนไพร : ขี้อ้าย
-
ชื่ออื่น ๆ : กราย, หางกราย, หนามกราย, กำจาย, สลิว, แสนคำ, แสงคำ, สีเสียดต้น, หอมกราย, หานกราย, เบน, เบ็น, มะขามกราย, หามกราย, ประดู่ขาว, ตานแดง, คำเจ้า, ปู่เจ้า, พระเจ้าหามก๋าย, พระเจ้าหอมก๋าย, สลิง, สังคำ, กำจำ และแนอาม เป็นต้น ชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น
-
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในฐานข้อมูลไทย : Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness.
-
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลบางระบบ : Terminalia triptera Stapf โดย Terminalia nigrovenulosa เป็นชื่อพ้องที่เกี่ยวข้องกับชนิดเดียวกันตาม Plants of the World Online
-
วงศ์ : Combretaceae หรือวงศ์สมอ
-
ลักษณะการใช้เป็นสมุนไพร : นิยมใช้ เปลือกต้นและผล เป็นส่วนยา
-
รสยา : เปลือกและผลมีรสฝาด ซึ่งสอดคล้องกับการใช้เป็นสมุนไพรในกลุ่มยาฝาดสมาน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
-
ต้น : เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตั้งตรง โดยทั่วไปพบว่าสูงประมาณ 5–25 เมตร โคนต้นอาจมีพูพอนขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือเทา มีรอยแตกตามยาวตื้น ๆ และเมื่อเกิดบาดแผลอาจพบยางสีแดงอมส้ม
-
ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือรูปมนแกมไข่ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบหรือมน ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6–10 เซนติเมตร และมีต่อม 1 คู่บริเวณใกล้โคนใบ
-
ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนถึงขาวอมเหลือง ไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยงเชื่อมกันบริเวณโคน และมีเกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน
-
ผล : เป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะคล้ายกระสวยหรือรูปขอบขนาน มีปีก 3 ปีก ผิวเกลี้ยง ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
-
ถิ่นกำเนิด : อยู่ในเขตร้อนของเอเชีย โดยมีการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้และภูมิภาคอินโดจีน
-
การกระจายพันธุ์ : พบในกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และเกาะไหหลำของจีน
-
ในประเทศไทย : มีรายงานพบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตาม ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าคืนสภาพ รวมถึงพื้นที่บนเขาหินทรายและหินปูน โดยพบได้ถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นพืชที่ชอบแสงแดดค่อนข้างมาก
การปลูกและการขยายพันธุ์
-
การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด เป็นหลัก
-
การเตรียมต้นพันธุ์ : ควรเลือกผลแก่ที่สมบูรณ์ นำเมล็ดมาเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี แล้วดูแลความชื้นจนต้นกล้าแข็งแรง
-
สภาพแวดล้อม : เนื่องจากเป็นไม้ป่าที่พบในพื้นที่ค่อนข้างได้รับแสง จึงควรปลูกในพื้นที่มีแสงแดดเพียงพอและมีการระบายน้ำเหมาะสม
-
ข้อสังเกต : ข้อมูลด้านเทคนิคการเพาะเมล็ด เช่น ระยะเวลางอก อัตราการงอก และวิธีเตรียมเมล็ดเฉพาะ ยังมีข้อมูลเผยแพร่ค่อนข้างจำกัด จึงควรอ้างอิงวิธีเพาะไม้ป่าพื้นเมืองร่วมด้วย
ส่วนที่ใช้เป็นยา
-
เปลือกต้น : ใช้เป็นยาสมุนไพร มีรสฝาด
-
ผล : ใช้เป็นยาสมุนไพร มีรสฝาด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
-
เปลือก : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ใช้เป็นยากล่อมเสมหะและอาจม คุมธาตุ ช่วยให้อุจจาระเป็นก้อน แก้อุจจาระเป็นฟอง ใช้บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง แก้บิด และบรรเทาอาการบิดปวดเบ่ง นอกจากนี้ยังมีการใช้ภายนอกเพื่อช่วยชะล้างแผลและห้ามเลือด
-
ผล : ตามตำรายาพื้นบ้านใช้แก้ท้องร่วงอย่างแรง แก้ท้องเดิน แก้บิด และแก้อุจจาระเป็นมูกเลือด
-
การใช้ในเวียดนาม : มีรายงานการใช้ผลและเปลือกในการดูแลอาการท้องร่วงและบิด รวมถึงอาการเจ็บคอ กล่องเสียงอักเสบ และริดสีดวงทวาร
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในมนุษย์
วิธีใช้
-
ใช้เปลือกเป็นยาต้ม : ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นนำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่มในกรณีที่ต้องการใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการท้องเสีย ท้องร่วง บิด หรือใช้ตามตำรับยา
-
ใช้ผล : มีการใช้ผลสดหรือผลในรูปแบบเตรียมยาเพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงและบิดตามภูมิปัญญา
-
ใช้ภายนอก : เปลือกนำมาต้มกับน้ำเพื่อใช้ชะล้างบริเวณแผล หรือบดตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
-
ข้อควรระวังในการใช้ : ไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านมาใช้กำหนดขนาดยาด้วยตนเอง โดยเฉพาะการรักษาอาการท้องเสียรุนแรงหรือถ่ายเป็นเลือด ซึ่งควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
-
ขี้อ้ายมีความเกี่ยวข้องกับบัญชียาจากสมุนไพรในรูปแบบเป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยพบ เปลือกขี้อ้าย เป็นส่วนประกอบของ ยาประสะกานพลู ซึ่งเป็นตำรับยาในกลุ่มยาสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ/เภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพร
-
เอกสารวิจัยของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังระบุว่า ขี้อ้ายเป็นเครื่องยาในตำรับยาประสะกานพลู และพบสารกลุ่มแทนนินในขี้อ้ายประมาณ 4% ในตัวอย่างที่ศึกษา
-
ไม่ควรตีความว่าขี้อ้ายเป็นยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้แยกต่างหากในบัญชียาสมุนไพร แต่ควรระบุให้ชัดว่าเป็น เครื่องยา/ส่วนประกอบของตำรับ ที่มีการกำหนดสูตรและวิธีใช้ตามตำรับ
สารสำคัญ
-
สารกลุ่มแทนนิน (tannins) : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่สัมพันธ์กับรสฝาดของเปลือกและผล และมีรายงานการตรวจพบในขี้อ้าย
-
สารกลุ่มฟีนอลิก (phenolic compounds) : พบในสารสกัดจากผลและเปลือก
-
สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) : มีรายงานตรวจพบในสารสกัดจากผล
-
งานวิจัยจากประเทศเวียดนามสามารถแยกสาร gallic acid, ethyl gallate, ellagic acid, catechin และ luteolin จากส่วนเปลือกและใบของขี้อ้าย และพบว่าสารเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดที่ศึกษา
-
ปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ตัวทำละลาย วิธีสกัด แหล่งปลูก และสภาพของวัตถุดิบ จึงไม่ควรนำค่าจากงานวิจัยหนึ่งไปใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับวัตถุดิบทุกแหล่ง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
-
งานวิจัยในปี พ.ศ. 2564 ศึกษาสารสกัดน้ำและเอทานอลจาก เปลือกและผลขี้อ้าย พบสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และแทนนิน และทดสอบฤทธิ์ต้านแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วงหลายชนิด
-
สารสกัดเอทานอลจากผลแสดงฤทธิ์ต่อ Shigella sonnei, Shigella flexneri, Shigella dysenteriae, Salmonella typhimurium, Escherichia coli, Bacillus subtilis และ Staphylococcus aureus ในการทดลองในหลอดทดลอง โดยค่า MIC ของสารสกัดผลในการศึกษานี้อยู่ที่ 16.12 มก./มล. ขณะที่ ciprofloxacin อยู่ที่ 0.01 มก./มล. จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวไปตีความว่าเทียบเท่ายาปฏิชีวนะในการรักษาผู้ป่วย
-
งานวิจัยอีกฉบับพบว่าสารสกัดจากเปลือกและใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสามารถแยกสาร gallic acid, ethyl gallate, ellagic acid, catechin และ luteolin ได้
-
มีการศึกษาสารสกัดเมทานอลของขี้อ้ายในประเทศเวียดนาม พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงฤทธิ์ต้านเชื้อราและไส้เดือนฝอยในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
-
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากผลและเปลือกมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วงในการทดลองในหลอดทดลอง
-
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเปลือกและใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ DPPH และมีความสามารถในการรีดิวซ์ ซึ่งสัมพันธ์กับสารประกอบฟีนอลิกที่พบในสารสกัด
-
ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สารสกัดจากใบและเปลือกมีฤทธิ์ยับยั้ง Fusarium solani ในการทดลอง และมีการแยก gallic acid เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา
-
ฤทธิ์ต้านไส้เดือนฝอย : มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดต่อ Meloidogyne incognita ในระดับห้องปฏิบัติการ
-
ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดและสารบางชนิดที่แยกได้จากขี้อ้ายลดความมีชีวิตของเซลล์มะเร็ง fibrosarcoma HT1080 และเพิ่มกิจกรรมของ caspase-3 ในการทดลองระดับเซลล์ อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้เป็นเพียง การศึกษาระดับเซลล์ ไม่ใช่หลักฐานว่าขี้อ้ายรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
-
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยในมนุษย์และพิษวิทยาของขี้อ้ายโดยตรงยังมีจำกัด และยังไม่พบหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดใช้เพื่อการรักษาอย่างเป็นมาตรฐาน
-
งานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมากเป็นการศึกษา สารสกัดในหลอดทดลอง จึงไม่สามารถใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยจากการรับประทานในมนุษย์ได้
-
การใช้ขี้อ้ายในปริมาณมากหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานควรหลีกเลี่ยงจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน
-
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแผนไทยก่อนใช้เป็นยา
ข้อห้ามใช้
-
ยังไม่พบข้อมูลทางวิชาการที่เพียงพอสำหรับกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของขี้อ้ายเป็นยาเดี่ยวอย่างชัดเจน
-
ควรแยก ข้อห้ามใช้ของตำรับยาที่มีขี้อ้ายเป็นส่วนประกอบ ออกจากข้อห้ามใช้ของขี้อ้ายเอง เพราะตำรับยาแต่ละชนิดอาจมีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังแตกต่างกัน
-
ไม่ควรใช้ขี้อ้ายทดแทนการรักษามาตรฐานในกรณี ท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด มีไข้สูง หรือมีภาวะขาดน้ำ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
-
ยังมีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างขี้อ้ายกับยาแผนปัจจุบันโดยตรงค่อนข้างจำกัด
-
เนื่องจากขี้อ้ายมีสารกลุ่มแทนนินและโพลีฟีนอล จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
-
หากใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาเบาหวาน ยารักษาความดันโลหิต หรือยาอื่นเป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขี้อ้าย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาที่เพียงพอ
การใช้ในอาหาร
-
มีการใช้ เยื่อหุ้มเมล็ด ซึ่งมีรสหวานรับประทานได้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
-
อย่างไรก็ตาม การนำส่วนอื่นของขี้อ้ายมารับประทานเป็นอาหารไม่ควรทำโดยไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะเปลือกซึ่งนิยมใช้เป็นเครื่องยา
การใช้ในผลิตภัณฑ์
-
ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : เปลือกและผลมีประวัติการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการทางระบบทางเดินอาหาร
-
สีย้อม : เปลือกต้นสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับย้อมผ้าและให้สีเหลือง
-
งานไม้ : เนื้อไม้มีความแข็งและค่อนข้างหนัก จึงมีการใช้ทำสิ่งปลูกสร้าง เครื่องเรือน และเครื่องมือทางการเกษตร
-
การใช้ประโยชน์จากน้ำยาง : มีภูมิปัญญาการใช้น้ำยางจากต้นเพื่อประสานหรือยึดด้ามมีดแทนครั่ง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
-
เปลือกต้น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย ควรเก็บอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงการอนุรักษ์ต้นในธรรมชาติ
-
ผล : ควรเก็บผลที่แก่สมบูรณ์และมีลักษณะตรงตามเอกลักษณ์ของพืช
-
การทำแห้ง : วัตถุดิบที่ใช้เป็นยา ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม ป้องกันความชื้น เชื้อรา และสิ่งปนเปื้อน
-
การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง พร้อมติดฉลากระบุชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
-
ในอดีต เปลือกขี้อ้าย มีรสฝาดและถูกนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้กินกับหมากแทนสีเสียด
-
มีการใช้เปลือกในการดูแลอาการ ท้องร่วง บิด อุจจาระเป็นมูกเลือด อุจจาระเป็นฟอง และบิดปวดเบ่ง ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย
-
มีการใช้เปลือกภายนอกสำหรับ ชะล้างแผลและช่วยห้ามเลือด ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
-
ในบางพื้นที่มีการใช้ เยื่อหุ้มเมล็ดที่มีรสหวาน รับประทานเล่น
ประวัติและวัฒนธรรม
-
ขี้อ้ายมีชื่อพื้นเมืองจำนวนมาก สะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น กำจาย คำเจ้า ปู่เจ้า สลิง แสนคำ หนามกราย หอมกราย ตานแดง ประดู่ขาว และแนอาม
-
เปลือกที่มีรสฝาดถูกนำมาใช้ในวัฒนธรรมการกินหมาก โดยใช้แทนสีเสียด และยังมีการใช้ประโยชน์จากเปลือกในงานย้อมผ้าและจากเนื้อไม้ในงานช่างพื้นบ้าน
สถานะการอนุรักษ์
-
ข้อมูลจาก Plants of the World Online ภายใต้ชื่อที่ยอมรับ Terminalia triptera ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์จาก Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 คาดการณ์ว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูง
-
อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ความเสี่ยงระดับชนิดพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าประชากรขี้อ้ายในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีจำนวนมากหรือไม่มีความเสี่ยงจากการทำลายถิ่นอาศัย
-
การเก็บเปลือกจากต้นธรรมชาติควรทำอย่างยั่งยืน เพราะการลอกเปลือกมากเกินไปอาจกระทบต่อการเจริญเติบโตและการอยู่รอดของต้นไม้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
-
อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
-
หมวด (Phylum/Division) : Tracheophyta
-
ชั้น (Class) : Magnoliopsida
-
อันดับ (Order) : Myrtales
-
วงศ์ (Family) : Combretaceae
-
สกุล (Genus) : Terminalia L.
-
ชนิด (Species) : Terminalia triptera Stapf
-
ชื่อที่ใช้ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทย : Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness.
-
ชื่อพ้องสำคัญ : Terminalia nigrovenulosa, Terminalia hainanensis, Terminalia obliqua และ Terminalia tripteroides
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูลสมุนไพรไทยหลายแห่งยังใช้ชื่อ Terminalia nigrovenulosa เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของขี้อ้าย ขณะที่ Plants of the World Online และ TH-BIF ใช้ Terminalia triptera Stapf เป็นชื่อที่ยอมรับ ดังนั้นในการทำเว็บไซต์ควรใส่ ชื่อทั้งสองแบบ เพื่อช่วยการค้นหาและป้องกันความสับสนในการระบุชนิดพืช
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
-
ลักษณะเด่นของต้น : ไม้ต้นผลัดใบ ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลหรือเทา และเมื่อมีบาดแผลอาจมีน้ำยางสีแดงอมส้ม
-
ลักษณะเด่นของใบ : ใบเดี่ยว รูปไข่หรือรูปมนแกมไข่ มีต่อม 1 คู่บริเวณใกล้โคนใบ
-
ลักษณะเด่นของดอก : ดอกขนาดเล็ก ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ไม่มีกลีบดอก
-
ลักษณะเด่นของผล : ผลแห้งไม่แตก มี ปีก 3 ปีก เป็นลักษณะสำคัญที่ช่วยแยกชนิด
-
การตรวจสอบทางเภสัชเวท : ควรตรวจสอบลักษณะภายนอกของวัตถุดิบ ร่วมกับลักษณะทางจุลทรรศน์และการตรวจสอบทางเคมีตามมาตรฐานเภสัชเวทเมื่อใช้เป็นวัตถุดิบยา
-
ชื่อพ้องที่ควรใช้ในการสืบค้น : Terminalia nigrovenulosa และ Terminalia triptera เนื่องจากฐานข้อมูลต่างระบบอาจใช้ชื่อแตกต่างกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: ขี้อ้าย (Terminalia nigrovenulosa Pierre). กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา. (ม.ป.ป.). ขี้อ้าย (Khi ai). ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์: Terminalia nigrovenulosa.
- ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). ขี้อ้าย. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556.
- คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ. (2556). คู่มือการผลิตและประกันคุณภาพเภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พุทธศักราช 2555. สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข.
- Padumanonda, T., & Phontree, K. (2021). Total phenolic, total flavonoid, total condensed tannin contents and antimicrobial activity against diarrheal bacteria of the bark and fruit of Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness. Science & Technology Asia, 26(1), 162–169.
- Nguyen, D. M. C., Park, R., Jung, W. J., & others. (2013). Antifungal, nematicidal and antioxidant activity of the methanol extracts obtained from medicinal plants. Journal of Applied Biological Chemistry, 56(4), 199–204.
- Nguyen, Q.-V. (2017). Antioxidant and anticancer activities of extracts and compounds isolated from Terminalia nigrovenulosa plant grown in Vietnam. Asian Journal of Biology, 3(4), 1–10. https://doi.org/10.9734/AJOB/2017/35611
- Nguyen, Q.-V. (2017). Stability to heat, hydrogen peroxide at different pH values and antioxidant activity of Terminalia nigrovenulosa extract. Asian Journal of Biotechnology and Bioresource Technology, 1(3), 1–9. https://doi.org/10.9734/AJB2T/2017/35822
- Nguyen, Q.-V., Nguyen, N. H., & Eun, J. B. (2015). Antioxidant activity of Terminalia nigrovenulosa and Premna integrifolia extracts in soybean oil.
- World Flora Online. (2026). Terminalia triptera Stapf. World Flora Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Terminalia triptera Stapf. Plants of the World Online.
