ขี้เหล็กเลือด

ขี้เหล็กเลือด

ขี้เหล็กเลือด เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยในวงศ์ถั่ว มีลักษณะเด่นคือยอดและใบอ่อนมีสีออกแดง ใบประกอบมีใบย่อยหลายคู่ และมีดอกสีเหลือง ชื่อขี้เหล็กเลือดพบใช้ในภาคใต้ ขณะที่พื้นที่อื่นมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ขี้เหล็กแดง ขี้เหล็กป่า มะเกลือเลือด และขี้เหล็กคันชั่ง ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับคือ Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby ซึ่งเดิมจัดอยู่ในสกุล Cassia

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ขี้เหล็กเลือด
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Cassia timoriensis DC.
  • ชื่อสามัญ : Limestone Cassia, Golden bird, Timor Senna
  • ชื่อวงศ์ : Fabaceae หรือ Leguminosae
  • วงศ์ย่อย : Caesalpinioideae
  • สกุล : Senna
  • ลักษณะการเจริญเติบโต : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
  • ความสูง : พบได้ตั้งแต่ขนาดไม้พุ่มจนถึงประมาณ 10 เมตร โดยแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของไทยระบุว่าสูงได้ถึง 10 เมตร
  • ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กคันชั่ง, ขี้เหล็กดง, ขี้เหล็กแดง, ขี้เหล็กนางชี, ขี้เหล็กป่า, ขี้เหล็กพันชั่ง, ขี้เหล็กเลือด, มะเกลือเลือด, กะแลงแง็น, ช้าขี้เหล็ก, ปี้ตะกะ, จี้ลีหลอย และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามภูมิภาค

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น มีขนาดตั้งแต่เล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นและกิ่งอ่อนอาจมีขนสั้นนุ่ม โดยขนมีสีเหลืองหรือเหลืองทอง ลักษณะโดยรวมคล้ายขี้เหล็กชนิดอื่น
  • เปลือกต้น : เปลือกของต้นแก่มีสีเทาถึงน้ำตาล ส่วนกิ่งอ่อนอาจมีขนปกคลุม
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ แกนกลางใบยาวประมาณ 20–30 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 10–20 คู่
  • ใบย่อย : รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาวประมาณ 2–6 เซนติเมตร โคนใบกลม ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม แผ่นใบอาจเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม และด้านท้องใบของต้นขี้เหล็กเลือดที่พบในไทยมักมีสีแดง ซึ่งเป็นลักษณะช่วยในการจำแนก
  • หูใบ : รูปคล้ายติ่งหู ยาวประมาณ 1.5–2 เซนติเมตร และมีขนสั้นนุ่ม
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจะบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร ดอกมีสีเหลือง
  • ผล : เป็นฝักแบนหรือรูปแถบ เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ปลายฝักมีจะงอย และภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด
  • เมล็ด : มีจำนวนหลายเมล็ดเรียงอยู่ภายในฝัก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่เขตร้อนของเอเชียต่อเนื่องไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในอินเดีย อัสสัม กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบางพื้นที่ของออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : มีรายงานว่าพบกระจายอยู่ในพื้นที่ป่าหลายภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณป่าเปิด ป่าผลัดใบ และพื้นที่ภูเขาหินปูน
  • สภาพแวดล้อม : มักพบในบริเวณที่มีแสงค่อนข้างมาก และสามารถเจริญในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเพาะเมล็ด : เมล็ดขี้เหล็กเลือดมีเปลือกค่อนข้างแข็ง เมล็ดสดสามารถนำไปเพาะได้โดยตรง แต่เมล็ดเก่ามักต้องผ่านการเตรียมเมล็ดเพื่อช่วยให้ดูดน้ำและงอกได้สม่ำเสมอขึ้น
  • การงอก : ข้อมูลด้านป่าไม้ระบุว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการปรับสภาพอาจงอกค่อนข้างช้าและมีอัตราการงอกไม่สูง
  • แสง : ควรเพาะในบริเวณที่ได้รับแสง เนื่องจากการพรางแสงสามารถลดการงอกของเมล็ดได้
  • สภาพดิน : สามารถเจริญได้ในดินหลายประเภท และมีความเหมาะสมกับพื้นที่เปิดหรือพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี
  • การดูแล : ในระยะแรกควรกำจัดวัชพืชรอบต้นเพื่อไม่ให้แย่งน้ำและธาตุอาหาร

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • แก่นหรือเนื้อไม้ : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวกับประจำเดือน
  • ราก : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่
  • เปลือก : มีรายงานการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง เช่น การใช้เกี่ยวกับโรคผิวหนัง
  • ใบและดอก : มีการใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่ และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาในสารสกัดจากใบและดอก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • แก่น : ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย มีการใช้เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลของประจำเดือน และใช้ในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของประจำเดือน
  • แก่น : มีรายงานการใช้เพื่อบำรุงโลหิต แก้อาการปวดเมื่อยหรือปวดบั้นเอว และช่วยขับปัสสาวะตามตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
  • ราก : มีบันทึกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ในประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้รากต้มน้ำดื่มสำหรับอาการดีซ่าน
  • เปลือก : มีรายงานการใช้เป็นยาภายนอกสำหรับโรคผิวหนังและโรคหิดในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ฝักหรือผล : มีรายงานการใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในตำรายาพื้นบ้านของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ใบและดอก : ใช้เป็นอาหารพื้นบ้านในบางพื้นที่ โดยต้องผ่านการต้มเพื่อลดรสขมและสารที่ไม่พึงประสงค์

หมายเหตุสำคัญ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและเอกสารชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย : มีบันทึกการใช้ แก่นขี้เหล็กเลือด โดยหั่นแก่นเป็นชิ้นแล้วต้มกับน้ำ ดื่มน้ำต้มเพื่อใช้เกี่ยวกับการกระตุ้นประจำเดือนและการขับปัสสาวะ
  • ข้อมูลวิธีใช้แบบดั้งเดิมที่มีรายงาน : ใช้แก่นประมาณ 5–6 ชิ้น ขนาดประมาณ 2.5–4 × 12.5 เซนติเมตร แช่หรือต้มในน้ำเดือดแล้วดื่มน้ำต้ม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นวิธีใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ใช่ขนาดยาที่ได้รับการรับรองทางคลินิก
  • การใช้ภายนอก : ในภูมิปัญญาบางประเทศมีการนำเปลือกมาต้มเป็นน้ำสำหรับล้างบริเวณผิวหนังที่มีอาการคันหรือหิด แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผล

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลสาธารณะที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าขี้เหล็กเลือด (Senna timoriensis) เป็นตัวยาสำคัญเดี่ยวหรือเป็นรายการยาสมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร
  • อย่างไรก็ตาม ขี้เหล็กเลือดมีประวัติการใช้ในตำรับยาแผนไทยและตำรายาโบราณ โดยมีหลักฐานจากตำราพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ พ.ศ. 2459 ซึ่งระบุ “ขี้เหล็กเลือด” และใช้ส่วน แก่น ในตำรับยา
  • ดังนั้นควรแยกคำว่า “สมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับยาแผนไทย” ออกจาก “รายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” ซึ่งเป็นคนละระดับของหลักฐานและสถานะทางกฎหมาย

สารสำคัญ

มีรายงานการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มใน Senna timoriensis โดยข้อมูลยังอยู่ในระดับการศึกษาทางเคมีและเภสัชวิทยาเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่

  • Barakol : มีรายงานการแยกได้จากใบของพืชชนิดนี้
  • 3-Methoxyquercetin : พบจากสารสกัดใบ และมีการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase
  • Luteolin : มีรายงานการแยกได้จาก C. timoriensis และมีฤทธิ์ยับยั้ง AChE และ BChE ในการทดลอง
  • Kaempferol : มีรายงานในส่วนเนื้อไม้
  • Quercetin : มีรายงานในส่วนเนื้อไม้
  • Nicotiflorin : มีรายงานในส่วนเนื้อไม้
  • Rutin : มีรายงานในส่วนเนื้อไม้
  • β-Sitosterol : พบจากการศึกษาทางเคมีของพืช
  • Stigmasterol : พบจากการศึกษาทางเคมีของพืช
  • Benzenepropanoic acid
  • 9,12,15-Octadecatrienoic acid
  • 1-Octadecanol

นอกจากนี้ การวิเคราะห์สารสกัดดอกพบกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ แทนนิน ซาโปนิน เทอร์พีนอยด์ และสเตียรอยด์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยในสารสกัดพืชสมุนไพรไทยพบว่าสารสกัดน้ำของ Cassia timoriensis มีศักยภาพในการยับยั้งการเกิด Heinz bodies ในแบบจำลองหลอดทดลอง และจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่มีผลการทดสอบด้าน antioxidant ที่น่าสนใจ
  • ฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase : งานวิจัยปี ค.ศ. 2020 พบว่าสารสกัดเมทานอลจากใบ ลำต้น และดอกของ C. timoriensis มีการยับยั้ง AChE ประมาณ 94–97% ในการคัดกรองเบื้องต้น และแยกสาร 3-methoxyquercetin รวมถึงสารอื่น ๆ ได้
  • สาร 3-methoxyquercetin : มีค่า IC50 ต่อ AChE ประมาณ 83.71 µM ในการทดลองดังกล่าว จัดเป็นหลักฐานระดับหลอดทดลอง ไม่ใช่หลักฐานว่ารับประทานสมุนไพรแล้วสามารถป้องกันหรือรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และยับยั้ง AChE จากดอก : งานวิจัยปี 2021 พบว่าสารสกัดดอกด้วย ethyl acetate และ methanol มีฤทธิ์ที่น่าสนใจในแบบจำลอง DPPH, albumin denaturation และ AChE โดยยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในสัตว์และมนุษย์เพิ่มเติม
  • Luteolin : งานวิจัยปี 2023 รายงานการแยก luteolin จาก C. timoriensis และพบฤทธิ์ยับยั้ง AChE และ BChE ในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 ต่อ AChE 20.47 ± 1.10 µM และต่อ BChE 46.15 ± 2.20 µM

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบผลการทดสอบที่น่าสนใจในสารสกัดน้ำและสารสกัดจากดอก
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดดอกบางชนิดแสดงผลยับยั้งการเสียสภาพของ albumin ซึ่งเป็นแบบจำลองการอักเสบในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase : พบทั้งในสารสกัดจากใบ ลำต้น ดอก และสารบริสุทธิ์บางชนิด
  • ฤทธิ์ยับยั้ง butyrylcholinesterase : มีข้อมูลเฉพาะจากสารบางชนิด เช่น luteolin ในการทดลองระดับหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อเชื้อและโรคผิวหนังจากการใช้พื้นบ้านและงานวิจัยเบื้องต้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานทางคลินิก
  • ข้อจำกัดของหลักฐาน : งานวิจัยของขี้เหล็กเลือดยังมีจำนวนค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในหลอดทดลอง จึงไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของการใช้สมุนไพรในคนได้

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของ ขี้เหล็กเลือดโดยตรงในมนุษย์ยังมีจำกัด เมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย
  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐาน ระยะเวลาการใช้ หรือระดับความปลอดภัยสูงสุด ของแก่นหรือสารสกัดขี้เหล็กเลือด
  • ไม่ควรนำข้อมูลความปลอดภัยของขี้เหล็กชนิดอื่น เช่น ขี้เหล็กบ้านหรือมะขามแขก มาใช้แทนข้อมูลของ Senna timoriensis โดยอัตโนมัติ
  • การใช้เพื่อกระตุ้นประจำเดือนตามภูมิปัญญาเป็นประเด็นที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหาสาเหตุของประจำเดือนผิดปกติ

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อการรักษาด้วยตนเอง เนื่องจากมีภูมิปัญญาการใช้แก่นเพื่อกระตุ้นการมีประจำเดือน และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์เพียงพอ
  • เด็ก หญิงให้นมบุตร ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว : ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาและความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีประจำเดือนผิดปกติหรือมีเลือดออกผิดปกติ : ไม่ควรใช้สมุนไพรเพื่อกระตุ้นประจำเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุของอาการ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างขี้เหล็กเลือดกับยาแผนปัจจุบัน
  • ผลการทดลองในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดและสารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้ง AChE/BChE จึงควรใช้ความระมัดระวังในการนำสารสกัดเข้มข้นไปใช้ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบ cholinergic จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจน
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด หรือการแข็งตัวของเลือด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดขี้เหล็กเลือด

การใช้ในอาหาร

  • ใบอ่อนและยอดอ่อน : มีรายงานว่าสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ในบางท้องถิ่น
  • ดอก : มีการนำมาใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่
  • วิธีเตรียม : นิยมต้มก่อนรับประทานเพื่อช่วยลดความขมและสารที่ไม่พึงประสงค์
  • รสชาติ : ขี้เหล็กเลือดหรือขี้เหล็กยอดแดงมีรสขมค่อนข้างมาก จึงไม่ได้รับความนิยมในการประกอบอาหารเท่าขี้เหล็กบางชนิดในบางพื้นที่
  • มีรายงานการใช้ใบขี้เหล็กเลือดต้มเพื่อลดความขมก่อนนำมารับประทานเป็นผักในชุมชนไทโย้ย จังหวัดสกลนคร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการนำสารสกัดไปศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร เนื่องจากพบสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้านในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ : สารสกัดดอกและใบเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาเกี่ยวกับ antioxidant, anti-inflammatory และ anti-AChE
  • ไม้ : เนื้อไม้ของ S. timoriensis มีการใช้ประโยชน์ในบางประเทศ เช่น ทำด้ามเครื่องมือ กล่อง และงานไม้
  • ไม้ประดับและฟื้นฟูพื้นที่ : สามารถใช้เป็นไม้ปลูกริมทางและใช้ในงานฟื้นฟูหรือป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • แก่นหรือเนื้อไม้ : ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้องและไม่สับสนกับขี้เหล็กชนิดอื่น
  • ใบและดอก : หากนำไปใช้เป็นอาหาร ควรเก็บส่วนอ่อนที่สดและปราศจากสารเคมีตกค้าง
  • การทำให้แห้ง : วัตถุดิบสมุนไพรควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในบริเวณที่อากาศถ่ายเทและไม่อับชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสงแดดโดยตรง
  • เมล็ด : ข้อมูลด้านป่าไม้ระบุว่าสามารถเก็บเมล็ดไว้ได้เป็นระยะเวลาหลายปีภายใต้สภาวะที่เหมาะสม แต่คุณภาพและความงอกขึ้นอยู่กับสภาพการเก็บรักษา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้ : ใช้ชื่อ “ขี้เหล็กเลือด” และมีการใช้แก่นในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับสตรีและประจำเดือน
  • ภาคเหนือและภาคอื่น : พบชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ขี้เหล็กแดง ขี้เหล็กคันชั่ง และขี้เหล็กป่า
  • กลุ่มชาติพันธุ์ : มีการบันทึกภูมิปัญญาของชาวกะหร่างบ้านโป่งลึก จังหวัดเพชรบุรี ที่ใช้รากขี้เหล็กเลือดต้มน้ำดื่มสำหรับอาการดีซ่าน
  • ภูมิปัญญาด้านอาหาร : ใบอ่อนและดอกมีการนำไปต้มรับประทานในบางชุมชน
  • ภูมิปัญญาด้านการรักษา : มีรายงานการใช้แก่นเพื่อกระตุ้นการไหลของประจำเดือน และใช้ในกลุ่มอาการปวดเอวหรือขับปัสสาวะในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ขี้เหล็กเลือดมีความสัมพันธ์กับองค์ความรู้ด้าน ยาสมุนไพรพื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้แก่นในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับสตรี
  • หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญคือ ตำราพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ พ.ศ. 2459 ซึ่งบันทึกขี้เหล็กเลือดเป็นตัวยา โดยระบุส่วนที่ใช้คือแก่น
  • ชื่อ “ขี้เหล็กเลือด” สัมพันธ์กับลักษณะสีแดงของใบอ่อนหรือส่วนของต้น ซึ่งช่วยให้แตกต่างจากขี้เหล็กชนิดอื่น
  • ในวัฒนธรรมอาหารไทย ขี้เหล็กเป็นกลุ่มพืชที่มีการนำยอดและดอกมาปรุงอาหาร แต่ขี้เหล็กเลือดมีรสขมมากและบางพื้นที่จึงไม่นิยมใช้ประกอบอาหารเท่าขี้เหล็กชนิดอื่น

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก : Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำที่สุด
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุสถานะตามข้อมูล IUCN ว่า Senna timoriensis อยู่ในระดับ LC – Least Concern
  • ข้อมูลการประเมินการสูญพันธุ์ของพืชดอกยังจัดให้ชนิดนี้มีแนวโน้มไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม
  • อย่างไรก็ตาม การเก็บแก่นจากต้นธรรมชาติเป็นจำนวนมากอาจส่งผลต่อต้นแม่พันธุ์ในพื้นที่ท้องถิ่น จึงควรส่งเสริมการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Fabales
  • Family : Fabaceae
  • Subfamily : Caesalpinioideae
  • Genus : Senna
  • Species : Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Cassia timoriensis DC., Cassia arayatensis Llanos, Cassia eglandulosa Dum.Cours., Cassia exaltata Reinw. ex Blume, Cassia goensis Dalzell, Cassia laxiflora Benth., Cassia montana Náves ex Fern.-Vill., Cassia palmata Wall. และ Cassia xanthocoma Miq.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบให้ตรงกับ Senna timoriensis โดยเฉพาะลักษณะใบประกอบที่มีใบย่อยประมาณ 10–20 คู่
  • ใบย่อย : รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายมีติ่งแหลม โคนกลม
  • หูใบ : มีลักษณะคล้ายติ่งหูและมีขนสั้นนุ่ม
  • ช่อดอก : เป็นช่อกระจะ ออกบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง
  • ฝัก : มีลักษณะเป็นฝักรูปแถบหรือค่อนข้างแบน และปลายมีจะงอย
  • ลักษณะเด่นสำหรับแยกจากขี้เหล็กชนิดอื่น : จำนวนคู่ใบย่อยและรูปร่างปลายใบเป็นลักษณะที่มีประโยชน์ในการจำแนก โดยขี้เหล็กเลือดมักมีใบย่อย 10–20 คู่ ปลายใบเกือบเรียวแหลมหรือเป็นติ่ง ขณะที่ขี้เหล็กบ้านมีจำนวนคู่ใบย่อยน้อยกว่า
  • การตรวจสอบวัตถุดิบยา : หากเป็นแก่นหรือเนื้อไม้แห้ง ควรตรวจสอบร่วมกับลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์ รวมทั้งยืนยันชื่อวิทยาศาสตร์ด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ herbarium voucher เมื่อจำเป็น
  • ข้อควรระวังในการจำแนก : ขี้เหล็กเลือดมีความคล้ายกับขี้เหล็กบ้านและขี้เหล็กป่า จึงไม่ควรใช้เพียงชื่อพื้นบ้านเป็นเกณฑ์ในการยืนยันชนิดสมุนไพร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). ขี้เหล็กเลือด: Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). e-Flora of Thailand: Cassia timoriensis DC. Forest Herbarium.
  3. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2549). Inhibition of Heinz body induction in an in vitro model and total antioxidant activity of medicinal Thai plants. PubMed.
  4. สัจจะ ประสงค์ทรัพย์. (2555). ขี้เหล็กเลือด. ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน, สถาบันวิจัยพืชสวน.
  5. หอสมุดแห่งชาติ. (2561). คำอธิบายตำราพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์. กรมศิลปากร.
  6. Alhawarri, M. B., Dianita, R., Rawa, M. S. A., Nogawa, T., & Wahab, H. A. (2021). Antioxidant, anti-inflammatory, and inhibition of acetylcholinesterase potentials of Cassia timoriensis DC. flowers. Molecules, 26(9), 2594. https://doi.org/10.3390/molecules26092594.
  7. Alhawarri, M. B., Dianita, R., Abd Razak, K. N., Mohamad, S., Nogawa, T., & Wahab, H. A. (2023). Potential anti-cholinesterase activity of bioactive compounds extracted from Cassia grandis L.f. and Cassia timoriensis DC. Plants, 12(2), 344.
  8. Azman, N. A. N., et al. (2020). Potential anti-acetylcholinesterase activity of Cassia timorensis DC. Molecules, 25, 4592.
  9. Irwin, H. S., & Barneby, R. C. (1982). The American Cassiinae: A synoptical revision of Leguminosae tribe Cassieae subtribe Cassiinae in the New World. Memoirs of the New York Botanical Garden.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby. Plants of the World Online.
  11. World Flora Online. (2026). Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby.
  12. Boer, E., & Lemmens, R. H. M. J. (Eds.). (1998). Plant Resources of South-East Asia No. 5(3): Timber trees: Lesser-known timbers. PROSEA.
Scroll to top