ครั่ง
ครั่ง เป็นเครื่องยาจากธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ เพราะไม่ได้มาจากพืชโดยตรง แต่เป็น ยางหรือเรซินที่แมลงครั่งสร้างและขับออกมาเคลือบกิ่งของพืชอาศัย จึงจัดเป็นวัตถุดิบจากสัตว์ที่มีการใช้ในตำรับยาไทยมาแต่โบราณ โดยเฉพาะการใช้เพื่อ แก้ท้องเสีย บำรุงโลหิต ห้ามเสมหะ และคุมอุจจาระ นอกจากนี้ครั่งยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง สี และผลิตภัณฑ์เคลือบต่าง ๆ
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่งยังระบุครั่งไทยว่า Laccifer chinensis Mahdihassan แต่ชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันคือ Kerria chinensis (Mahdihassan, 1923) โดยสกุล Laccifer เป็นชื่อเดิม/ชื่อที่ถูกจัดเป็นชื่อพ้องในระบบอนุกรมวิธานสมัยใหม่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: ครั่ง
- ชื่อเครื่องยา: ครั่ง, ครั่งดิบ, ครั่งดุ้น
- ชื่ออื่น: จุ้ยเก้ง (จีน)
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Lac, Lac resin, Lac insect
- ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงครั่งที่พบในประเทศไทย: Kerria chinensis (Mahdihassan, 1923)
- ชื่อเดิมที่พบในเอกสารไทย: Laccifer chinensis Mahdihassan
- วงศ์: Tachardiidae (มักจัดรวมใน Kerriidae)
- ส่วนที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา: เรซินหรือสารคัดหลั่งที่แมลงครั่งสร้างขึ้น
- ลักษณะสำคัญ: เป็นสารเรซินสีแดงหรือแดงคล้ำ เกาะหุ้มกิ่งไม้เป็นรังครั่ง
- รสยา: รสฝาด ตามตำรายาไทย
ครั่งจึงแตกต่างจาก สมุนไพรประเภทพืช ทั่วไป เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ทำยาเป็นผลิตผลจากแมลงครั่ง ไม่ใช่ใบ ราก เปลือก หรือผลของต้นไม้
ลักษณะทางชีววิทยาและสัณฐานวิทยา
- แมลงครั่ง: เป็นแมลงขนาดเล็กในกลุ่มแมลงปากดูด ตัวเมียเมื่อโตเต็มวัยมีลักษณะคล้ายถุงนิ่ม ๆ สีแดง และเกาะอยู่กับกิ่งไม้
- ตัวเมีย: เป็นระยะสำคัญในการสร้างเรซิน ครั่งตัวเมียจะดูดน้ำเลี้ยงจากพืชอาศัยและสร้างสารเรซินออกมาห่อหุ้มตัวเองและบริเวณรอบ ๆ
- ตัวผู้: มีขนาดเล็กกว่าและมีระยะตัวเต็มวัยสำหรับผสมพันธุ์ โดยในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร ระบุวัตถุดิบครั่งเป็น สารคัดหลั่งจากครั่งตัวผู้
- รังครั่ง: เกิดจากเรซินที่สะสมและแข็งตัวบนกิ่งไม้ มีลักษณะเป็นชั้นหรือก้อนหุ้มกิ่ง
- สี: ครั่งมีสีแดงถึงแดงคล้ำ และสีของครั่งอาจแตกต่างกันตามพืชอาศัยและแหล่งผลิต งานวิจัยในภาคเหนือของประเทศไทยพบความแตกต่างของสีครั่งจากพืชอาศัยแต่ละชนิด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
แมลงครั่งในสกุล Kerria มีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย โดยมีชนิดที่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลายชนิด
- ประเทศไทย: พบและมีการเลี้ยงครั่งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ประเทศที่มีอุตสาหกรรมครั่ง: ไทย อินเดีย จีน เมียนมา และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ครั่งเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย: มีรายงานว่า Kerria chinensis เป็นชนิดสำคัญของประเทศไทย ขณะที่ Kerria lacca เป็นชนิดสำคัญของอินเดีย
- การสำรวจในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และพะเยาพบการเลี้ยงครั่งบนพืชอาศัยหลายชนิด โดย จามจุรีหรือฉำฉา เป็นพืชอาศัยที่นิยมใช้มาก
การเลี้ยงและการขยายพันธุ์
เนื่องจากครั่งเป็น แมลงเศรษฐกิจ การขยายพันธุ์จึงหมายถึงการเพิ่มประชากรแมลงครั่งบนต้นไม้ที่เหมาะสม ไม่ใช่การเพาะเมล็ดแบบสมุนไพรประเภทพืช
- พืชอาศัยที่นิยม: จามจุรีหรือฉำฉา, สะแก, ปันแถ, พุทราป่า, มะแฮะนก, สีเสียดออสเตรเลีย, ไทร และมะเดื่ออุทุมพร
- จามจุรี (ฉำฉา/ก้ามปู): เป็นพืชอาศัยที่นิยมและเหมาะกับการเลี้ยงครั่งในประเทศไทย
- ลักษณะต้นไม้: ควรมีเรือนยอดแผ่กว้าง โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี และมีกิ่งที่สมบูรณ์
- การเตรียมต้นไม้: ตัดกิ่งแห้ง กิ่งผุ และกิ่งที่เป็นโรคออก พร้อมควบคุมมดและศัตรูของครั่ง
- การปล่อยครั่งพันธุ์: นำกิ่งที่มีครั่งพันธุ์หรือรังครั่งที่เหมาะสมไปผูกหรือแขวนกับต้นไม้ เพื่อให้ตัวอ่อนออกจากรังและเคลื่อนย้ายไปจับกิ่งใหม่
- ระยะเลี้ยง: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 8–12 เดือน ขึ้นอยู่กับฤดู พืชอาศัย และสภาพพื้นที่ ก่อนเก็บเกี่ยวครั่งดิบ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ครั่งดิบ: คือเรซินหรือสารคัดหลั่งของแมลงครั่งที่สะสมบนกิ่งไม้
- ครั่งแห้ง: เป็นครั่งดิบที่ผ่านการทำให้แห้ง
- สารคัดหลั่งจากครั่งตัวผู้: เป็นส่วนที่ระบุไว้ในสูตรตำรับ ยาเหลืองปิดสมุทร ตามเอกสารตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตาม ตำรายาไทยและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้ครั่งในลักษณะดังต่อไปนี้
- แก้ไอ: โดยเฉพาะครั่งจากต้นก้ามกรามตามข้อมูลตำรายาไทย
- ขับเสมหะ: ใช้ตามแนวทางภูมิปัญญาดั้งเดิม
- บำรุงโลหิต: ครั่งดิบและครั่งทั่วไปมีการกล่าวถึงในตำรับพื้นบ้านว่าใช้บำรุงเลือด
- ห้ามเสมหะ: ตามแนวทางการแพทย์แผนไทย
- คุมอุจจาระ: ใช้ในกลุ่มอาการท้องเสีย
- แก้ท้องร่วงและท้องเสีย: เป็นสรรพคุณสำคัญที่ปรากฏในฐานข้อมูลเครื่องยาไทย
- แก้บิด: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้ในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร: เป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อบรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ
ข้อควรเข้าใจ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ทางคลินิกของครั่งเดี่ยว ๆ เพราะหลักฐานการทดลองในคนยังมีจำกัด
วิธีใช้
การใช้ ครั่งเป็นยาเดี่ยว ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานขึ้นเอง เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับขนาดยาของครั่งเดี่ยวยังไม่เพียงพอ
รูปแบบการใช้ที่มีข้อมูลชัดเจนคือการใช้เป็น ส่วนประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร
- ผู้ใหญ่: รับประทานครั้งละ 1 กรัม ทุก 3–5 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
- เด็ก: ขนาดแตกต่างตามอายุ ตั้งแต่ 200 มิลลิกรัมในเด็กอายุ 3–5 เดือน ไปจนถึง 800 มิลลิกรัม–1 กรัมในเด็กอายุ 6–12 ปี ตามรูปแบบยาและแนวทางตำรับ
- ใช้น้ำเปลือกผลทับทิมหรือเปลือกแคต้มร่วมกับน้ำปูนใสเป็นน้ำกระสายยา หรือใช้น้ำสุกแทนเมื่อไม่สามารถเตรียมน้ำกระสายยาได้
- หากใช้ยาเหลืองปิดสมุทรแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 วัน ควรปรึกษาแพทย์
ไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาของ ยาเหลืองปิดสมุทร ไปใช้เป็นขนาดยาของ ครั่งเดี่ยว
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ครั่งมีการใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรในรูปแบบตำรับยาเหลืองปิดสมุทร โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแสดงรายการยาเหลืองปิดสมุทรอยู่ในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบทางเดินอาหาร
ยาเหลืองปิดสมุทร มีครั่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบร่วมกับ ขมิ้นชัน กระเทียม กล้วยตีบ ขมิ้นอ้อย ชันย้อย ดีปลี ใบทับทิม เทียนกิ่ง เพกา สีเสียดเทศ สีเสียดไทย และแห้วหมู โดยมีข้อบ่งใช้สำหรับ บรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ท้องเสียที่ไม่มีไข้ และอุจจาระไม่เป็นมูกหรือมีเลือดปน
สารสำคัญ
องค์ประกอบทางเคมีของครั่งขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ศึกษา ได้แก่ ครั่งดิบ ครั่งแห้ง สีครั่ง และเชลแลค
- Laccaic acids: เป็นกลุ่มสารสีแอนทราควิโนนที่พบในส่วนสีของครั่ง โดยมี laccaic acid A, B, C, D และ E
- Laccaic acid A: เป็นองค์ประกอบสำคัญของสารสกัดสีครั่งที่ละลายน้ำ
- Shellac resin: เป็นเรซินที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเอสเทอร์ของกรดไฮดรอกซีอะลิฟาติกและกรดเซสควิเทอร์พีนอยด์
- Aleuritic acid, jalaric acid และ shellolic acid: เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของเชลแลค
- องค์ประกอบทางเคมีของครั่งจึงแตกต่างกันตามแหล่งแมลง พืชอาศัย และกระบวนการแปรรูป
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับครั่งจำนวนมากมุ่งศึกษาด้าน เคมีของเรซิน สีครั่ง เชลแลค และการใช้ในอุตสาหกรรม มากกว่าการศึกษาครั่งเป็นยาเดี่ยวในมนุษย์
มีการศึกษา lac dye ซึ่งประกอบด้วย laccaic acids พบฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านในระดับห้องปฏิบัติการ เช่น
- การยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางสายพันธุ์
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด
- การยับยั้งเส้นทางการส่งสัญญาณของเซลล์บางระบบ
อย่างไรก็ตาม การทดลองเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น การทดลองระดับเซลล์หรือห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถสรุปว่าครั่งหรือสีครั่งสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งหรือโรคติดเชื้อในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสีครั่งและอนุพันธ์ของ laccaic acids มีรายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง: lac dye สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบการส่งสัญญาณของเซลล์: มีการศึกษาสารสกัดสีครั่งที่พบการยับยั้งเส้นทาง JAK2-STAT1-IRF1 ในเซลล์มะเร็งผิวหนังมนุษย์
- ฤทธิ์ของตำรับยาเหลืองปิดสมุทร: การศึกษาทางเภสัชวิทยาของตำรับพบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดและฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ รวมทั้งมีข้อมูลการทดลองในสัตว์เกี่ยวกับฤทธิ์ลดอาการท้องเสีย
หลักฐานเหล่านี้ควรแยกจากกันระหว่าง ฤทธิ์ของครั่งเดี่ยว กับ ฤทธิ์ของตำรับยาเหลืองปิดสมุทร เพราะตำรับมีสมุนไพรหลายชนิดและไม่สามารถระบุผลทั้งหมดให้เกิดจากครั่งเพียงชนิดเดียวได้
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของ ครั่งที่รับประทานเป็นเครื่องยาเดี่ยว ยังมีจำกัด จึงควรใช้ในขนาดและรูปแบบที่อยู่ในตำรับยาไทยที่มีมาตรฐาน
สำหรับ shellac ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากครั่ง มีการใช้ในอาหารและผลิตภัณฑ์หลายประเภท และ EFSA ประเมินความปลอดภัยของ shellac หรือ E904 โดยกำหนดค่า ADI ชั่วคราวสำหรับ wax-free shellac ที่ผลิตด้วยกระบวนการทางกายภาพไว้ที่ 4 มก./กก.น้ำหนักตัว/วัน ขณะที่การผลิตด้วยการฟอกทางเคมีจำเป็นต้องติดตามข้อมูลสิ่งเจือปนเพิ่มเติม
นอกจากนี้มีรายงาน การแพ้สัมผัสจาก shellac โดยเฉพาะในเครื่องสำอาง เช่น มาสคาราและผลิตภัณฑ์บริเวณริมฝีปาก ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ shellac ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบดังกล่าว
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ ครั่งดิบหรือครั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน รับประทานเองเพื่อรักษาโรค
- ไม่ควรใช้ครั่งแทนการรักษาอาการท้องเสียจากการติดเชื้อ
- หากมี ไข้สูง ถ่ายเป็นเลือดมาก ปวดท้องรุนแรง อาเจียนมาก หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรพบแพทย์
- ผู้ที่เคยมีประวัติ แพ้ครั่งหรือ shellac ควรหลีกเลี่ยง
- การใช้ในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างครั่งเดี่ยวกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน
ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีครั่ง
การใช้ในอาหาร
ครั่งสามารถนำไปแปรรูปเป็น สีครั่งและ shellac ซึ่งมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร
- ใช้เป็น สารเคลือบผิวอาหาร
- ใช้เคลือบผิวผลไม้บางชนิด
- ใช้เคลือบลูกอมและผลิตภัณฑ์ขนม
- ใช้เป็นสารเคลือบเพื่อเพิ่มความเงางาม
- shellac ที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารในสหภาพยุโรปมีหมายเลข E904
การใช้เป็นอาหารต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ควรนำครั่งดิบสำหรับทำยาไปใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารโดยตรง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ครั่งและ shellac มีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ได้แก่
- อุตสาหกรรมยา: ใช้เป็นสารเคลือบเม็ดยาและแคปซูล
- อุตสาหกรรมอาหาร: ใช้เป็นสารเคลือบผิวอาหาร
- เครื่องสำอาง: ใช้ในผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เคลือบ
- งานไม้: ใช้เป็นสารเคลือบเงา
- สีและหมึก: ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์บางประเภท
- อุตสาหกรรมไฟฟ้า: ใช้เป็นวัสดุฉนวนในอดีตและในงานเฉพาะทาง
- งานหัตถกรรม: ใช้ในงานเคลือบและตกแต่ง
- สีย้อม: สีจากครั่งใช้ย้อมผ้า หนัง และวัสดุอื่น ๆ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ครั่งดิบ: เก็บเกี่ยวโดยการตัดกิ่งที่มีรังครั่งออกจากต้นแล้วกระเทาะหรือแยกครั่งออกจากกิ่ง
- ครั่งแห้ง: เป็นครั่งที่ผ่านการตากหรือเก็บรักษาจนสารเหนียวและความชื้นลดลง
- การผลิตเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 8–12 เดือน ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับระบบการเลี้ยงและสภาพพื้นที่
- ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใน ภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น
- ควรป้องกันฝุ่น แมลง และการปนเปื้อน
- สำหรับวัตถุดิบที่นำไปใช้เป็นยา ควรใช้ครั่งที่ผ่านการคัดแยกและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานของผู้ผลิตยา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ครั่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและวิถีชีวิตชนบท โดยมีการใช้ครั่งในตำรับยาสำหรับอาการท้องเสีย ท้องร่วง บิด ไอ และการบำรุงโลหิต
นอกจากการใช้เป็นยาแล้ว ชุมชนไทยยังมีภูมิปัญญาในการ เลี้ยงครั่งบนต้นไม้เศรษฐกิจ โดยเฉพาะจามจุรี ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ใช้ต้นไม้เป็นพืชอาศัยและไม่จำเป็นต้องให้อาหารแก่แมลงโดยตรง
ประวัติและวัฒนธรรม
การเลี้ยงครั่งในประเทศไทยมีประวัติยาวนาน และครั่งเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจชนบท โดยมีการเลี้ยงและใช้ประโยชน์ทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก
ครั่งยังมีความสัมพันธ์กับงานช่างไทยและภูมิปัญญาการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น การทำเชลแลค การเคลือบไม้ การทำสี การย้อมผ้า และการทำตราประทับ ขณะที่สีจากครั่งมีบทบาทในงานหัตถกรรมและการผลิตสีจากธรรมชาติ
สถานะการอนุรักษ์
ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าครั่ง Kerria chinensis เป็นชนิดที่มีสถานะถูกคุกคามในประเทศไทย และแมลงครั่งยังมีการเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจอย่างแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ควรมุ่งไปที่การรักษา ประชากรแมลงครั่ง พันธุ์ครั่ง พืชอาศัย และระบบนิเวศของแหล่งเลี้ยงครั่ง รวมถึงการลดการใช้สารเคมีที่อาจทำลายแมลงครั่งและสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Domain: Eukaryota
- Kingdom: Animalia
- Phylum: Arthropoda
- Class: Insecta
- Order: Hemiptera
- Suborder: Sternorrhyncha
- Superfamily: Coccoidea
- Family: Tachardiidae
- Genus: Kerria Targioni Tozzetti, 1884
- Species: Kerria chinensis (Mahdihassan, 1923)
ชื่อพ้องและชื่อเดิมที่พบในเอกสาร
- Lakshadia chinensis Mahdihassan, 1923
- Laccifer chinensis (Mahdihassan, 1923)
- Tachardia chinensis (Mahdihassan, 1923)
- Laccifer siamensis Takahashi, 1941 — รายงานเป็นชื่อพ้องของ Kerria chinensis
- Kerria chinensis chinensis (Mahdihassan, 1923) เป็นชื่อระดับชนิดย่อยที่ใช้ในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานบางแห่ง
ฐานข้อมูล ScaleNet และ ITIS จัด Kerria chinensis เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ ขณะที่ Laccifer chinensis เป็นชื่อเดิมที่มีการเปลี่ยนสกุลมาเป็น Kerria
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ ครั่ง ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางกายภาพ แหล่งที่มา และการตรวจสอบทางอนุกรมวิธานของแมลงครั่ง
- ลักษณะทางกายภาพ: ตรวจสอบรังครั่งหรือเรซินที่เกาะอยู่บนกิ่ง มีลักษณะเป็นชั้นหรือก้อนแข็ง สีแดงถึงแดงคล้ำ
- แหล่งที่มา: ตรวจสอบว่ามาจากแหล่งเลี้ยงและพืชอาศัยที่ระบุได้
- ชนิดแมลง: การจำแนกชนิดควรใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาของแมลงครั่ง โดยเฉพาะตัวเมียระยะที่เหมาะสมต่อการจำแนก
- การตรวจสอบสี: สีครั่งสามารถแตกต่างกันตามชนิดพืชอาศัย งานวิจัยสามารถใช้เครื่อง colorimeter เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของสี
- การตรวจสอบทางเคมี: สามารถใช้วิธีทางโครมาโทกราฟีและสเปกโทรสโกปีเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของ laccaic acids และสารประกอบอื่น
- การตรวจสอบการปนเปื้อน: วัตถุดิบสำหรับยาและอาหารควรตรวจสอบความชื้น สิ่งแปลกปลอม โลหะหนัก จุลินทรีย์ และสารปนเปื้อนตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์
การระบุชนิดของครั่งมีความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีรายงานแมลงครั่งหลายชนิดและชื่อทางวิทยาศาสตร์ในเอกสารเก่าอาจแตกต่างจากระบบอนุกรมวิธานปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2561. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมส่งเสริมการเกษตร. (ม.ป.ป.). ความรู้ในการเลี้ยงครั่ง. กรมส่งเสริมการเกษตร.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก. (2568). “ครั่ง” แมลงเศรษฐกิจที่น่าลงทุน เลี้ยงเสริมรายได้ในครัวเรือน. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- สิริกานต์ สวัสดิ์สลุง, พิสิษฐ์ พูลประเสริฐ, ณัฐดนัย ลิขิตตระการ, เยาวลักษณ์ จันทร์บาง, และปิยะวรรณ สุทธิประพันธ์. (2563). ชนิดและสีของครั่ง (Hemiptera: Kerriidae) จากพืชอาศัยชนิดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย. วารสารเกษตร, 32(2), 163–170.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ครั่ง. ฐานข้อมูลสมุนไพรและเครื่องยา.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2569). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์: ยาเหลืองปิดสมุทร. กระทรวงสาธารณสุข.
- Chen, X. M., et al. (2011). Status of two species of lac insects in the genus Kerria from China based on morphological, cellular, and molecular evidence. Journal of Insect Science, 11, 106.
- EFSA Panel on Food Additives and Flavourings. (2024). Re-evaluation of shellac (E 904) as a food additive and a new application on the extension of use of shellac (E 904) in dietary foods for special medical purposes. EFSA Journal, 22(8), e8897. https://doi.org/10.2903/j.efsa.2024.8897
- Le Coz, C.-J., Leclere, J.-M., Arnoult, E., Raison-Peyron, N., Pons-Guiraud, A., & Vigan, M. (2002). Allergic contact dermatitis from shellac in mascara. Contact Dermatitis, 46(3), 149–152. https://doi.org/10.1034/j.1600-0536.2002.460304.x
- Srivastava, S., Roy Chowdhury, A., & Maurya, S. (2017). Antimicrobial efficacy of methylated lac dye, an anthraquinone derivative. Indian Journal of Microbiology, 57, 495–500. https://doi.org/10.1007/s12088-017-0682-0
- NCBI. (2026). Kerria chinensis. NCBI Taxonomy.
- ITIS. (2026). Kerria chinensis (Mahdihassan, 1923). Integrated Taxonomic Information System.
