ควินิน
ควินิน เป็นชื่อที่ใช้ในประเทศไทยสำหรับพืชสกุลซินโคนา (Cinchona) โดยฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยระบุ ควินิน (Cinchona pubescens Vahl.) เป็นชื่อไทยของชนิดนี้โดยตรง และในทางเภสัชกรรม “ควินิน” ยังหมายถึงสารอัลคาลอยด์สำคัญที่ได้จากเปลือกซินโคนา ซึ่งมีประวัติยาวนานในการใช้เป็นยาต้านมาลาเรีย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ควินิน
- ชื่ออื่น : ซิงโคนา, กิมโกยนับ, กิมโกยเล็ก
- ชื่อสามัญ : Quinine, Cinchona, Red Cinchona
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในฐานข้อมูลไทย : Cinchona pubescens Vahl.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Cinchona succirubra Pav. ex Klotzsch
- วงศ์ : Rubiaceae
- ส่วนที่นำมาใช้ทางยา : เปลือกต้นและเปลือกราก
- สารสำคัญเด่น : Quinine, quinidine, cinchonine และ cinchonidine
- ลักษณะการใช้ : เปลือกซินโคนาเป็นวัตถุดิบทางยา โดยมีฤทธิ์สำคัญด้าน ต้านเชื้อมาลาเรีย และมีสารอัลคาลอยด์หลายชนิด
ควรแยกให้ชัดเจนว่า “ต้นควินิน” คือพืชสกุล Cinchona ส่วน “quinine” คือสารอัลคาลอยด์ที่สกัดได้จากเปลือกของพืชกลุ่มนี้ ไม่ใช่ชื่อสารที่หมายถึงพืชทั้งต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สามารถสูงได้ประมาณ 10–15 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสูงได้มากกว่านี้ ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลหรือเทาอมแดง มีรอยย่นและรอยแตกตามยาว กิ่งอ่อนมีขนละเอียด
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรี รูปไข่ หรือเกือบกลม ขนาดค่อนข้างใหญ่ ผิวใบด้านล่างมักมีขน เส้นแขนงใบประมาณ 6–11 คู่ ก้านใบค่อนข้างยาว และมีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกจำนวนมาก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ สีขาว ชมพู หรือชมพูอมแดง และมักมีกลิ่นหอม
- ผล : เป็นผลแห้งแตกแบบแคปซูล รูปยาวรีถึงทรงกระบอก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีปีกบางช่วยในการกระจายพันธุ์โดยลม
- เปลือก : เป็นส่วนสำคัญทางเภสัชกรรม เปลือกแห้งมีอัลคาลอยด์กลุ่ม quinoline หลายชนิด โดยมี quinine และ quinidine เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : พืชสกุล Cinchona มีถิ่นกำเนิดบริเวณอเมริกากลางและเทือกเขาแอนดีสของอเมริกาใต้ ส่วน Cinchona pubescens มีการกระจายตามธรรมชาติตั้งแต่อเมริกากลางไปจนถึงบริเวณเทือกเขาแอนดีสทางตอนใต้
- ระดับความสูง : พบได้ตั้งแต่ประมาณ 600–3,300 เมตรจากระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่
- การนำไปปลูก : มีการนำซินโคนาไปปลูกนอกถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย อินโดนีเซีย และประเทศในแอฟริกาและเอเชีย เพื่อผลิตเปลือกที่มีอัลคาลอยด์
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : เหมาะกับพื้นที่อากาศเย็นและชื้นในเขตร้อน โดยการปลูกเชิงเศรษฐกิจในอดีตนิยมทำในพื้นที่สูง
- ดิน : ควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และมีความชื้นสม่ำเสมอ
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และในระบบการผลิตซินโคนาเชิงอุตสาหกรรมมีการคัดเลือกต้นพันธุ์และใช้การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ รวมถึงการใช้ต้นตอและการเสียบยอดในบางระบบ
- การปลูกเพื่อผลิตยา : การเลือกสายพันธุ์หรือพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตอัลคาลอยด์สูงมีความสำคัญ เพราะปริมาณและสัดส่วนของ quinine-type alkaloids แตกต่างกันตามชนิด พันธุ์ อายุ และสภาพแวดล้อมของต้น
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกลำต้น : เป็นวัตถุดิบสำคัญของ เปลือกซินโคนา (Cinchona Bark)
- เปลือกราก : มีอัลคาลอยด์และเคยนำมาใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบเช่นกัน
- เปลือกกิ่ง : พบอัลคาลอยด์เช่นเดียวกัน แต่ปริมาณอาจแตกต่างจากเปลือกส่วนอื่น
ตำรายาของประเทศไทยระบุว่า Cinchona Bark ประกอบด้วยเปลือกแห้งของ Cinchona pubescens หรือพันธุ์และลูกผสมที่เกี่ยวข้อง และกำหนดให้มีอัลคาลอยด์รวมไม่น้อยกว่า 6.5% โดย 30–60% ของอัลคาลอยด์รวมเป็นกลุ่ม quinine-type alkaloids
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกซินโคนา : มีรสขมจัด และมีประวัติการใช้เป็นยาลดไข้จาก ไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย
- สาร quinine : เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียในระยะที่เชื้ออยู่ภายในเม็ดเลือดแดง
- ภูมิปัญญาดั้งเดิมในอเมริกาใต้ : ชนพื้นเมืองในเขตเทือกเขาแอนดีสมีความรู้เกี่ยวกับการใช้เปลือกของต้นซินโคนาหลายชนิดเป็นยารักษาไข้ ก่อนที่องค์ความรู้ดังกล่าวจะถูกนำไปเผยแพร่ในยุโรป
อย่างไรก็ตาม การใช้ควินินเพื่อรักษามาลาเรียในปัจจุบันควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากมียาต้านมาลาเรียรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเหมาะสมกว่าในหลายสถานการณ์
วิธีใช้
- ในรูปแบบยา: Quinine ใช้ในรูปเกลือ เช่น quinine sulfate และเกลืออื่น ๆ ตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์
- เปลือกซินโคนา: ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสารสกัดหรือเตรียมเป็นวัตถุดิบทางเภสัชกรรม ไม่ควรนำเปลือกมารับประทานเองเพื่อรักษาโรค
- การรักษามาลาเรีย: ขนาดและรูปแบบการให้ยาแตกต่างกันตามชนิดและความรุนแรงของโรค อายุ น้ำหนัก การทำงานของไตและตับ และยาที่ใช้ร่วมกัน จึงควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนด
องค์การอนามัยโลกระบุว่าในกรณี มาลาเรียรุนแรง artesunate เป็นยาหลัก และ quinine เป็นทางเลือกเมื่อ artesunate ไม่สามารถใช้ได้ตามสถานการณ์ที่กำหนด
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่า ควินินหรือเปลือกซินโคนาเป็นรายการยาสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรของไทย ในลักษณะเดียวกับตำรับยาแผนไทยที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม มี ทะเบียนยา quinine sulfate ในประเทศไทย เช่น ตำรับ “ควินิน-เอส” ขนาด 300 มก. ซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนยา ไม่ควรตีความว่าเป็นรายการ “ยาจากสมุนไพร”
สารสำคัญ
สารสำคัญของเปลือกซินโคนาอยู่ในกลุ่ม quinoline alkaloids ได้แก่
- Quinine : อัลคาลอยด์สำคัญที่มีฤทธิ์ต้านมาลาเรีย
- Quinidine : สเตอริโอไอโซเมอร์ของ quinine และมีฤทธิ์ต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ
- Cinchonine : อัลคาลอยด์กลุ่มเดียวกัน
- Cinchonidine : อัลคาลอยด์ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับ cinchonine
- Quinic acid : พบเป็นองค์ประกอบร่วมในเปลือก
- Cinchotannic acid และสารแทนนิน : มีส่วนทำให้เกิดรสขมและลักษณะทางเภสัชเวทของเปลือก
สัดส่วนของอัลคาลอยด์แตกต่างกันมากตามชนิด พันธุ์ ลูกผสม อายุของต้น และสภาพแวดล้อม
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนบทบาทของ quinine ในการรักษามาลาเรีย โดยเฉพาะในอดีตที่ quinine เป็นยาหลักในการรักษา Plasmodium falciparum และยังมีบทบาทเป็นทางเลือกในบางสถานการณ์จนถึงปัจจุบัน
งานทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับเภสัชจลนศาสตร์ของ quinine พบว่าปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความรุนแรงของโรค วิธีให้ยา และภาวะโภชนาการ สามารถมีผลต่อระดับยาและการได้รับยาในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ งานวิจัยระดับโมเลกุลในช่วงหลังยังศึกษากระบวนการสร้าง quinine ในต้น Cinchona pubescens และพบเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต้นและปลายของเส้นทางชีวสังเคราะห์ของสารดังกล่าว
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : Quinine มีฤทธิ์ต่อเชื้อมาลาเรียระยะที่อยู่ภายในเม็ดเลือดแดง และมีฤทธิ์ต่อเชื้อบางระยะของ P. vivax และ P. malariae
- กลไกการออกฤทธิ์ : กลไกที่แท้จริงยังไม่อธิบายได้อย่างสมบูรณ์ แต่เชื่อมโยงกับการรบกวนกระบวนการจัดการ heme ที่เกิดขึ้นจากการย่อยฮีโมโกลบินของเชื้อมาลาเรีย ทำให้เกิดสภาวะเป็นพิษต่อปรสิต
- เภสัชจลนศาสตร์ : Quinine ดูดซึมได้ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อให้ทางปากหรือทางฉีด โดยระดับสูงสุดในเลือดมักเกิดภายในประมาณ 1–3 ชั่วโมง และจับกับโปรตีนในพลาสมาในระดับสูง
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ : Quinine มีผลทางเภสัชวิทยาหลายด้านนอกเหนือจากฤทธิ์ต้านมาลาเรีย จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเมื่อใช้ในขนาดยาเพื่อการรักษา
ความปลอดภัย
ควินินไม่ใช่สมุนไพรที่ควรรับประทานเองในขนาดสูง แม้จะเป็นสารที่ได้จากพืชก็ตาม เนื่องจาก quinine มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาชัดเจนและอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้
อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ ได้แก่
- หูอื้อ
- การได้ยินผิดปกติ
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เวียนศีรษะ
- การมองเห็นผิดปกติ
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในบางสถานการณ์
- ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
- ปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันและความผิดปกติของเม็ดเลือดบางชนิด
Quinine สามารถทำให้ QT interval ยาวขึ้น และมีรายงานภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น torsades de pointes และ ventricular fibrillation ได้ แม้จะพบไม่บ่อย
นอกจากนี้ มีรายงาน hemolytic anemia ระหว่างการรักษามาลาเรียด้วย quinine และควรติดตามภาวะซีด โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงด้านเม็ดเลือด
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่เคยมีภาวะแพ้ quinine หรือ quinidine ไม่ควรใช้
- ผู้ที่มีประวัติ thrombocytopenia จาก quinine ควรหลีกเลี่ยง
- ผู้ที่มีภาวะ QT prolongation หรือมีความเสี่ยงต่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
- ผู้ที่มีโรคตับหรือไตรุนแรงอาจจำเป็นต้องปรับขนาดยา และไม่ควรใช้โดยไม่มีการประเมินจากแพทย์
- ผู้ตั้งครรภ์ควรใช้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ เนื่องจากต้องพิจารณาความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคล
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
Quinine มีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดอยู่
- Warfarin และยาต้านการแข็งตัวของเลือด: quinine อาจเพิ่มหรือลดผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือด จำเป็นต้องติดตามค่า INR/PT ตามความเหมาะสม
- Digoxin: quinine อาจทำให้ระดับ digoxin ในเลือดเพิ่มขึ้น
- Mefloquine: การใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจและความเสี่ยงต่ออาการชัก จึงควรหลีกเลี่ยง
- ยาที่ทำให้ QT ยาวขึ้น: การใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- Ritonavir: สามารถเปลี่ยนแปลงเภสัชจลนศาสตร์ของ quinine และควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันตามข้อมูลกำกับยา
- Theophylline หรือ aminophylline: quinine อาจเปลี่ยนระดับยา จึงควรติดตามระดับยา
- ยาที่เป็น CYP3A4 หรือ CYP2D6 substrates: quinine สามารถยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้และอาจทำให้ระดับยาบางชนิดเพิ่มขึ้น
การใช้ในอาหาร
Quinine มีประวัติการใช้เป็น สารให้รสขมในเครื่องดื่ม โดยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเครื่องดื่ม tonic water และเครื่องดื่มที่มีรสขม
อย่างไรก็ตาม การใช้เปลือกหรือสารสกัดจาก Cinchona ในอาหารของประเทศไทยต้องพิจารณากฎหมายอาหารโดยเฉพาะ เนื่องจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายมีการระบุ Cinchona spp. รวมถึง C. pubescens และ C. succirubra ในส่วนของ เปลือกและสารสกัดจากเปลือก ไว้ในบัญชีที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ไม่ควรนำข้อมูลเรื่อง tonic water จากต่างประเทศมาใช้เป็นข้อสรุปว่าการนำซินโคนาหรือควินินมาใช้ในอาหารไทยสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ยาแผนปัจจุบัน : ใช้ quinine ในรูปเกลือ เช่น quinine sulfate
- วัตถุดิบทางเภสัชกรรม : ใช้เปลือกซินโคนาเป็นแหล่งของ quinine-type alkaloids
- ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : quinine มีประวัติใช้เป็นสารให้รสขมในเครื่องดื่มบางชนิดในต่างประเทศ
- ผลิตภัณฑ์วิจัย : สารกลุ่ม cinchona alkaloids ยังถูกนำไปศึกษาในด้านเภสัชวิทยา เคมีอินทรีย์ และการสังเคราะห์สาร
ในประเทศไทยควรตรวจสอบข้อกำหนดของ อย. ตามประเภทผลิตภัณฑ์ก่อนนำ Cinchona bark, สารสกัด หรือ quinine ไปใช้ในผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : เปลือกเป็นส่วนที่เก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบยา โดยคุณภาพขึ้นอยู่กับชนิด พันธุ์ อายุของต้น และช่วงเวลาการเก็บ
- การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะปิดสนิท ในสถานที่แห้ง อากาศถ่ายเท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
- การควบคุมคุณภาพ : ควรตรวจสอบเอกลักษณ์และปริมาณอัลคาลอยด์ก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบยา โดยตำรายาของประเทศไทยกำหนดมาตรฐานของ Cinchona Bark ไว้อย่างชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
องค์ความรู้ดั้งเดิมเกี่ยวกับซินโคนามีรากฐานจากชนพื้นเมืองในเขตเทือกเขาแอนดีส โดยมีการใช้ เปลือกซินโคนาเพื่อจัดการกับอาการไข้ ก่อนที่ความรู้นี้จะถูกเผยแพร่เข้าสู่ยุโรปและพัฒนาไปสู่การใช้ quinine ในการรักษามาลาเรีย
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการนำซินโคนาเข้ามาปลูกเพื่อผลิตวัตถุดิบยา โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย และมีการใช้เปลือกในบริบทของการรักษาไข้และมาลาเรียในเวลาต่อมา
ประวัติและวัฒนธรรม
- ซินโคนามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การแพทย์ เนื่องจากเปลือกของต้นเป็นแหล่งสำคัญของ quinine ซึ่งเป็นหนึ่งในยาต้านมาลาเรียที่ประสบความสำเร็จในยุคแรก ๆ
- ในศตวรรษที่ 17 เปลือกซินโคนาถูกส่งจากอเมริกาใต้เข้าสู่ยุโรปเป็นจำนวนมากเพื่อใช้รักษาไข้
- ต่อมามีการนำซินโคนาไปปลูกในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดียและชวา เพื่อสร้างแหล่งผลิตวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ
- ในประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย มีการกล่าวถึงการนำ ควินิน มาใช้รักษาไข้จับสั่น และในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมหมื่นวงษาสนิทมีการประยุกต์ควินินเข้ากับการรักษาแบบไทย
- ต้นซินโคนายังมีความสำคัญทางวัฒนธรรม โดยซินโคนาได้รับการยกให้เป็นต้นไม้ประจำชาติของเปรูและเอกวาดอร์ และปรากฏในตราแผ่นดินของเปรู
สถานะการอนุรักษ์
สถานะการอนุรักษ์แตกต่างกันตามชนิดและแหล่งประชากร โดย Cinchona pubescens มีข้อมูลจาก Kew ที่ระบุสถานะตามการประเมิน IUCN ว่า Least Concern (LC) แต่ฐานข้อมูลบางแหล่งยังแสดงข้อมูลการประเมินในระดับชื่อพ้องหรือประชากรต่างกัน ดังนั้นควรระบุชนิดให้ชัดเจนเมื่อกล่าวถึงสถานะการอนุรักษ์
ในทางประวัติศาสตร์ ประชากรซินโคนาป่าบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บเปลือกมากเกินไป จึงมีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมและการปลูกทดแทนในประเทศแถบเทือกเขาแอนดีส
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Gentianales
- วงศ์ (Family) : Rubiaceae
- สกุล (Genus) : Cinchona
- ชนิด (Species) : Cinchona pubescens Vahl.
ฐานข้อมูล TH-BIF ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุ Cinchona pubescens Vahl. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (Accepted) และระบุ “ควินิน” เป็นชื่อไทยของพืชชนิดนี้
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Cinchona succirubra Pav. ex Klotzsch โดยฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ยอมรับ Cinchona pubescens Vahl. เป็นชื่อหลัก
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ควินิน/ซินโคนา ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ และการตรวจวิเคราะห์ทางเคมี
- ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบลักษณะเปลือก สี ผิว ความหนา กลิ่น และรสขม
- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบใบเดี่ยวออกตรงข้าม ดอกออกเป็นช่อปลายกิ่ง ดอกสีขาวถึงชมพู และผลเป็นแคปซูล
- การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ใช้ลักษณะของเนื้อเยื่อเปลือกและองค์ประกอบทางกายวิภาคช่วยยืนยันชนิด
- การตรวจสารสำคัญ : สามารถใช้วิธีโครมาโทกราฟี เช่น HPLC หรือวิธีที่กำหนดในมาตรฐานเภสัชตำรับ เพื่อตรวจหาและหาปริมาณ quinine-type alkaloids
- มาตรฐานเภสัชตำรับ : Thai Pharmacopoeia กำหนดว่า Cinchona Bark ต้องมีอัลคาลอยด์รวมไม่น้อยกว่า 6.5% และมี quinine-type alkaloids ในสัดส่วนที่กำหนด จึงเหมาะใช้เป็นเกณฑ์ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). Cinchona bark: ตำรายาของประเทศไทย (Thai Pharmacopoeia). สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2562). Cinchona pubescens Vahl. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2560). Quinin: Cinchona pubescens Vahl. ฐานข้อมูลสมุนไพรและพืชยา.
- ราชกิจจานุเบกษา/สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2564). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 424) พ.ศ. 2564 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). รายละเอียดข้อมูลยา/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: Quinine sulfate. กองนโยบายแห่งชาติด้านยา.
- แพทยสภา. (ม.ป.ป.). ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย.
- Achan, J., Talisuna, A. O., Erhart, A., Yeka, A., Tibenderana, J. K., Baliraine, F. N., Rosenthal, P. J., & D’Alessandro, U. (2011). Quinine, an old anti-malarial drug in a modern world: Role in the treatment of malaria. Malaria Journal, 10, 144. https://doi.org/10.1186/1475-2875-10-144
- Foley, M., & Tilley, L. (1998). Quinoline antimalarials: Mechanisms of action and resistance and prospects for new agents. Pharmacology & Therapeutics, 79(1), 55–87. https://doi.org/10.1016/S0163-7258(98)00012-6
- Saeheng, T., & Na-Bangchang, K. (2022). Clinical pharmacokinetics of quinine and its relationship with treatment outcomes in children, pregnant women, and elderly patients, with uncomplicated and complicated malaria: A systematic review. Malaria Journal, 21, 41. https://doi.org/10.1186/s12936-022-04065-1
- World Health Organization. (2025). WHO guidelines for malaria. World Health Organization.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cinchona pubescens Vahl. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2022). Cinchona tree.
