คอนสวรรค์

คอนสวรรค์

คอนสวรรค์

คอนสวรรค์ เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุกที่มีดอกสีแดงสดเป็นเอกลักษณ์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามรั้ว ซุ้ม หรือโครงสร้างสำหรับให้เลื้อยพัน นอกจากความสวยงามแล้ว คอนสวรรค์ ยังมีประวัติการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน ในหลายประเทศ โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ใบ เมล็ด ราก และลำต้น อย่างไรก็ตาม การใช้เพื่อรักษาโรคควรพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยประกอบ เนื่องจากพืชชนิดนี้มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มและโดยเฉพาะเมล็ดมีรายงานเกี่ยวกับสารที่อาจก่อพิษได้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : คอนสวรรค์
  • ชื่ออื่น ๆ : สนก้างปลา, พันสวรรค์, เข็มแดง, แข้งสิงห์, ดาวนายร้อย
  • ชื่อสามัญ : Cypress vine, Cypressvine morning glory, Cardinal creeper, Cardinal vine, Hummingbird vine, Star glory
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea quamoclit L.
  • วงศ์ : Convolvulaceae หรือวงศ์ผักบุ้ง
  • ลักษณะเด่น : ไม้เถาเลื้อย ลำต้นเรียว ใบหยักลึกเป็นเส้นคล้ายใบเฟิร์น และดอกมีลักษณะเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก โดยทั่วไปมีสีแดงสด
  • อายุ : โดยธรรมชาติเป็นไม้ล้มลุกอายุประมาณ 1 ปี แม้ในเขตร้อนบางพื้นที่อาจเจริญอยู่ได้นานกว่าหนึ่งฤดู

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นเรียวเล็ก สีเขียว ผิวเกลี้ยง แตกกิ่งและเลื้อยพันสิ่งพยุงโดยการพันรอบ ลำต้นค่อนข้างบอบบาง
  • ใบ : ใบมีก้าน ใบโดยรวมเป็นรูปไข่หรือรูปรี แต่แผ่นใบแฉกลึกเกือบถึงเส้นกลางใบเป็นแฉกเส้นเล็กจำนวนมาก ทำให้มีรูปร่างคล้ายใบเฟิร์น โดยข้อมูลจาก Kew ระบุว่าใบมีขนาดประมาณ 1–7(–9) × 0.8–7 เซนติเมตร และมีแฉกเรียวยาวจำนวนมาก
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อหนึ่งมีประมาณ 1–5 ดอก กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกโดยทั่วไปสีแดงสด รูปทรงคล้ายดาวหรือดอกแตร ดอกมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตรบริเวณปากดอก
  • ผล : เป็นผลแห้งชนิดแคปซูล รูปไข่ เมื่อแก่จะแตกเพื่อปล่อยเมล็ด ผลมีความยาวประมาณ 7–9 มิลลิเมตร
  • เมล็ด : เมล็ดมีรูปร่างค่อนข้างยาว ปลายแหลม มีขนหรือปุ่มนูนบางบริเวณ โดยทั่วไปมีประมาณ 3–4 เมล็ดต่อผล
  • ราก : เป็นระบบรากใต้ดิน โดยมีการศึกษาทางเภสัชเวทของรากและลำต้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์ของวัตถุดิบสมุนไพร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา โดย Kew ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่เม็กซิโกถึงอเมริกากลาง
  • การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการนำไปปลูกอย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก และพบเป็นพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติหรือกลายเป็นพืชขึ้นเองในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
  • ถิ่นอาศัย : พบได้ในพื้นที่โล่ง สวน รั้ว ซุ้มไม้ พื้นที่เกษตร และบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง : ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเต็มวันหรือมีแสงแดดมาก
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินที่อุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในพื้นที่น้ำขัง
  • น้ำ : ต้องการน้ำปานกลาง ควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากจนเกิดน้ำขัง
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่นิยมและทำได้ง่าย เมล็ดมีเปลือกค่อนข้างแข็ง การแช่น้ำอุ่นก่อนเพาะสามารถช่วยส่งเสริมการงอกได้ โดยข้อมูลจาก NParks ระบุว่าสามารถแช่เมล็ดในน้ำอุ่นประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนเพาะ และในสภาพเหมาะสมอาจเริ่มงอกได้ภายในประมาณ 4 วัน
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งหรือลำต้น : สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้เช่นกัน
  • การทำค้าง : เนื่องจากเป็นไม้เลื้อย ควรจัดทำหลัก ค้าง รั้ว หรือซุ้มเพื่อให้ลำต้นเลื้อยพันและช่วยลดการหักของเถา

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • ลำต้นหรือเถา
  • ราก
  • เมล็ด

การใช้แต่ละส่วนแตกต่างกันตามตำรับยาและภูมิปัญญาของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะ เมล็ดคอนสวรรค์ไม่ควรนำมารับประทานเอง เนื่องจากมีรายงานพบสารออกฤทธิ์ที่อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์และเป็นพิษได้เมื่อได้รับในปริมาณมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ข้อมูลการใช้ คอนสวรรค์เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน พบในหลายระบบการแพทย์ดั้งเดิม โดยยังไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

  • ใบ : ในภูมิปัญญาบางพื้นที่นำใบตำหรือบดใช้ภายนอกสำหรับฝี แผล และริดสีดวงทวารที่มีเลือดออก
  • ใบและลำต้น : มีรายงานการใช้เป็นยาต้มในระบบการแพทย์ดั้งเดิมบางแห่งสำหรับไข้และอาการผิดปกติบางชนิด
  • เมล็ด : มีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเป็นยาถ่ายหรือยาระบาย แต่ส่วนนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเมล็ดของพืชในสกุล Ipomoea บางชนิดมีสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท
  • การใช้ในประเทศไทยตามข้อมูลทบทวน : มีรายงานภูมิปัญญาการใช้คอนสวรรค์เกี่ยวข้องกับงูกัด ใช้เป็นยาระบาย ริดสีดวงทวาร และอาการไอมีเลือด แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ใช่หลักฐานว่าคอนสวรรค์สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้

วิธีใช้

เนื่องจากยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับคอนสวรรค์ที่ได้รับการรับรองสำหรับประชาชนทั่วไป จึง ไม่แนะนำให้กำหนดขนาดยาเพื่อรับประทานจากข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว

  • การใช้แบบพื้นบ้านมีทั้ง การตำหรือบดใบเพื่อใช้ภายนอก และการเตรียมส่วนของพืชเป็นยาต้มตามตำรับท้องถิ่น
  • ไม่ควรรับประทานเมล็ดสดหรือเมล็ดบดเอง เพื่อหวังผลเป็นยาระบาย เนื่องจากเมล็ดอาจมีสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและอาจทำให้เกิดอาการพิษได้
  • หากต้องการใช้เป็นสมุนไพรเพื่อรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นหาได้ ยังไม่พบหลักฐานว่าคอนสวรรค์ (Ipomoea quamoclit L.) เป็นตัวยาหรือเป็นส่วนประกอบของตำรับยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทย จึงไม่ควรระบุว่าคอนสวรรค์เป็นสมุนไพรในบัญชียาดังกล่าวโดยไม่มีเอกสารบัญชีฉบับทางการรองรับ

สารสำคัญ

การศึกษาทางเภสัชเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Ipomoea quamoclit ได้แก่

  • Alkaloids : มีรายงานพบอัลคาลอยด์หลายชนิด โดยเฉพาะในเมล็ด
  • Resin glycosides : เมล็ดมีสารกลุ่มเรซินไกลโคไซด์ เช่น quamoclins และ jalapin
  • Pyrrolizidine alkaloids : มีรายงานสารกลุ่มนี้ในพืชบางส่วน และพบสารที่เกี่ยวข้องกับ minalobines และ ipangulines
  • Flavonoids
  • Phenolic compounds
  • Tannins
  • Saponins
  • Phytosterols
  • Carbohydrates และน้ำตาลบางชนิด
  • Anthocyanins

ฐานข้อมูล IMPPAT รายงานสารจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น L-fucose, D-glucose, L-rhamnose, D-xylose, 11-hydroxyhexadecanoic acid และสารประกอบฟลาโวนอยด์จากดอก รวมถึง cucurbitacin H จากเมล็ด

งานวิจัยด้านเคมีอนุกรมวิธานพบว่า I. quamoclit มีอัลคาลอยด์ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอนุกรมวิธานของพืชกลุ่ม Quamoclit แต่ชนิดนี้จัดว่าเป็นหนึ่งในชนิดที่สร้างสารกลุ่มดังกล่าวในปริมาณและความหลากหลายค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับบางชนิดในกลุ่มเดียวกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานศึกษาทางเภสัชเวทพบว่า ใบคอนสวรรค์ มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น อัลคาลอยด์ คาร์โบไฮเดรต ซาโปนิน สารประกอบฟีนอลิก แทนนิน ไฟโตสเตอรอล กรดอะมิโน โปรตีน และฟลาโวนอยด์
  • การศึกษาทางเภสัชเวทของ ลำต้นและราก ได้จัดทำข้อมูลลักษณะทางมหภาค จุลกายวิภาค และค่าทางกายภาพเคมี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ I. quamoclit
  • งานวิจัยปี 2024 ศึกษาสารสกัดใบคอนสวรรค์ในการสังเคราะห์อนุภาค copper oxide nanoparticles (CuO-NPs) และพบฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยปี 2026 ศึกษาสารสกัดทั้งต้นในหนูที่ทำให้เกิดเบาหวานด้วย streptozotocin พบว่าการให้สารสกัดไฮโดรแอลกอฮอล์ในขนาดที่ศึกษาเป็นเวลา 30 วันทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันบางชนิดลดลง อย่างไรก็ตาม งานนี้เป็น การศึกษาในสัตว์ทดลอง ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์
  • งานวิจัยปี 2026 อีกฉบับใช้ metabolomics และการทดสอบในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดใบ I. quamoclit มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase แต่เป็นหลักฐานระดับ in vitro และ in silico จึงยังไม่สามารถสรุปว่ารักษาโรคเบาหวานในคนได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของคอนสวรรค์หลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบจากการทดสอบสารสกัดด้วยวิธี DPPH และวิธีอื่น ๆ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดและอนุภาคนาโนที่เตรียมโดยใช้สารสกัดจากใบแสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษาสารสกัดใบและส่วนแยกของสารสกัดในสัตว์ทดลอง พบแนวโน้มของฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : งานทดลองในหนูปี 2026 รายงานผลลดระดับน้ำตาลและปรับปรุงไขมันในเลือดจากสารสกัดทั้งต้น
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต : งานปี 2026 พบการยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase ในการทดสอบสารสกัดใบ

หลักฐานดังกล่าวยังอยู่ในระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลองเป็นหลัก จึงไม่ควรนำมาใช้กล่าวอ้างว่าคอนสวรรค์สามารถรักษาโรคเบาหวาน การติดเชื้อ หรือโรคอื่นในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

คอนสวรรค์ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมล็ด เนื่องจากมีรายงานการพบสารกลุ่ม indole/ergoline alkaloids และสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพในเมล็ดของพืชกลุ่มนี้ แหล่งข้อมูลด้านพิษวิทยาระบุว่าการรับประทานเมล็ดในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการอาเจียน และมีโอกาสเกิดอาการทางระบบประสาทหรือประสาทหลอนได้

ดังนั้น ไม่ควรนำเมล็ดคอนสวรรค์มาใช้เป็นยาระบายหรือรับประทานในปริมาณสูงด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านก็ตาม

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามรับประทานเมล็ดคอนสวรรค์ในปริมาณมากหรือใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทาน เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็กไม่ควรรับประทานส่วนของพืชเป็นยา โดยเฉพาะเมล็ด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้
  • หากเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ สับสน หรืออาการผิดปกติทางระบบประสาทหลังรับประทาน ควรหยุดใช้และพบแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างคอนสวรรค์กับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยากันอย่างชัดเจนได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดจากการทดลองในสัตว์และการทดลองในหลอดทดลอง ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ควรนำคอนสวรรค์มาใช้ร่วมกับยาเอง เพราะอาจทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลเปลี่ยนแปลงได้ แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันในมนุษย์โดยตรง

การใช้ในอาหาร

มีรายงานจากฐานข้อมูลพืชสมุนไพรของอินเดียว่า ใบคอนสวรรค์มีการรับประทานเป็นผักเป็นครั้งคราว ในบางพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การนำคอนสวรรค์มาประกอบอาหารควรแยกจากการใช้เป็นยา และ ไม่ควรนำเมล็ดมาบริโภค เนื่องจากมีข้อมูลด้านสารออกฤทธิ์และความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมาก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็น ไม้ประดับ สำหรับซุ้ม รั้ว และโครงสร้างแนวตั้ง
  • ใช้เป็นพืชสำหรับดึงดูดผีเสื้อและแมลงผสมเกสร
  • มีการศึกษาการใช้สารสกัดจากใบเพื่อ สังเคราะห์อนุภาคทองแดงออกไซด์ระดับนาโน สำหรับงานวิจัยด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระ
  • มีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย และมาตรฐานวัตถุดิบเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบและส่วนเหนือดิน : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดจากสารเคมีหรือการปนเปื้อน
  • หากต้องการทำเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสลายของสารสำคัญ
  • เมล็ด : ควรเก็บแยกจากวัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหารและติดฉลากให้ชัดเจน เนื่องจากไม่ควรนำมารับประทานโดยทั่วไป
  • วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง
  • การเก็บรักษาวัตถุดิบเพื่อใช้เป็นยาควรมีระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบเอกลักษณ์ก่อนนำไปใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

คอนสวรรค์มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของหลายภูมิภาค โดยส่วนต่าง ๆ ของพืชถูกนำไปใช้แตกต่างกัน เช่น ใบใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังหรือริดสีดวงทวาร เมล็ดใช้เป็นยาระบาย และส่วนเหนือดินใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่งสำหรับไข้หรืออาการอื่น ๆ

สำหรับประเทศไทย มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาเกี่ยวข้องกับ งูกัด ริดสีดวงทวาร ยาระบาย และอาการไอมีเลือด แต่ข้อมูลดังกล่าวควรนำเสนอในฐานะประวัติการใช้พื้นบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำในการรักษาโรคด้วยตนเอง

ประวัติและวัฒนธรรม

คอนสวรรค์เป็นพืชจากทวีปอเมริกาและแพร่กระจายไปยังเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลกในเวลาต่อมา มีประวัติการใช้เป็นพืชสมุนไพรในระบบการแพทย์ดั้งเดิมหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมในฐานะ ไม้ดอกประดับ เนื่องจากมีดอกสีแดงสดและใบละเอียดคล้ายเฟิร์น

ในปัจจุบันการใช้คอนสวรรค์ในประเทศไทยพบได้ทั้งในฐานะไม้ประดับและพืชที่มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew คอนสวรรค์ (Ipomoea quamoclit L.) มีการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ในระดับ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และมีการปลูกแพร่หลายรวมทั้งพบเป็นพืชที่ขึ้นเองในหลายเขตร้อน

จึงยังไม่จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ในระดับโลก แต่การเก็บจากธรรมชาติโดยไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยง และควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบแทนการเก็บจากแหล่งธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Tracheophyta) : Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีเมล็ด (Spermatophyta) : Spermatophyta
  • กลุ่มพืชดอก (Angiosperms) : Angiosperms
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Solanales
  • วงศ์ (Family) : Convolvulaceae
  • สกุล (Genus) : Ipomoea
  • ชนิด (Species) : Ipomoea quamoclit L.

ฐานข้อมูล Kew ยอมรับชื่อ Ipomoea quamoclit L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และจัดอยู่ในวงศ์ Convolvulaceae อันดับ Solanales

ชื่อพ้องที่พบในเอกสารอนุกรมวิธาน ได้แก่ Convolvulus quamoclit (L.) Spreng., Quamoclit pennata Bojer และ Quamoclit vulgaris Choisy โดย Kew จัดชื่อเหล่านี้เป็นชื่อพ้องของ Ipomoea quamoclit

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของคอนสวรรค์ควรใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ตรวจสอบลักษณะเถา ใบที่แฉกลึกเป็นเส้น ดอกสีแดงรูปหลอด และผลแบบแคปซูล
  • ลักษณะทางเภสัชเวท : การศึกษาลำต้นและรากด้วยกล้องจุลทรรศน์สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการจำแนกวัตถุดิบและแยกออกจากพืชชนิดอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ลักษณะของสารพฤกษเคมีและ chromatographic fingerprint ประกอบการยืนยันเอกลักษณ์
  • การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรเทียบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่เป็นปัจจุบัน เช่น Plants of the World Online และฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ของประเทศไทย
  • หากเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรมี voucher specimen และข้อมูลแหล่งที่มาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2553). e-Flora of Thailand: Ipomoea L. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. Avvari, S. K., Juturu, R. R., & Vankadari, R. M. G. (2026). Anti diabetic activity of Ipomoea quamoclit L. in streptozotocin induced diabetic rats. International Journal of Ayurvedic Medicine, 17(1), 101–109. https://doi.org/10.47552/ijam.v17i1.6422
  3. Gnanambiga, V., Senthilkumar, K. L., Venkateswaran, S., Deepankumar, P. V., Deepika, R. K., & Devilal, S. (2022). Preliminary phytochemical and pharmacognostic study of Ipomoea quamoclit leaf extract. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Science, 4(2), 1–6. https://doi.org/10.33545/26647222.2022.v4.i1a.53
  4. Jenett-Siems, K., Ott, S. C., Schimming, S., Siems, K., Müller, F., Hilker, M., Witte, L., Hartmann, T., Austin, D. F., & Eich, E. (2005). Ipangulines and minalobines, chemotaxonomic markers of the infrageneric Ipomoea taxon subgenus Quamoclit, section Mina. Phytochemistry, 66(2), 223–231. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2004.11.019
  5. Jaseela, N. M., Balasubramanian, T., Suresha, B. S., Anaswara, M. R., & Sushma, Y. C. (2022). Medical importance of Ipomoea quamoclit—A systematic review. Asian Journal of Pharmaceutical and Health Sciences, 12. https://doi.org/10.5530/ajphs.2022.12.23
  6. Magdalene, D. J., & Muthuselvam, D. (2024). Microfluidics assisted green synthesis of copper oxide nanoparticles from the aqueous leaf extract of Ipomoea quamoclit L. with its antimicrobial and antioxidant activity. Journal of Herbal Medicine, 48, 100940. https://doi.org/10.1016/j.hermed.2024.100940
  7. Rajendran, K., Srinivasan, K. K., & Shirwaikar, A. (2007). Pharmacognostical identification of stem and root of Ipomoea quamoclit (Linn.). Natural Product Sciences, 13(4), 273–278.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ipomoea quamoclit L. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Ipomoea quamoclit
  9. Sharma, A., Chouhan, S., Singh, D., & Singh, I. P. (2026). Plant metabolomics and bioactivity assessment of underutilized Ipomoea quamoclit and Ipomoea pes-caprae leaves for anti-diabetic potential: An in vitro, in silico, and network pharmacology approach. Food Bioscience, 81, 109062. https://doi.org/10.1016/j.fbio.2026.109062
Scroll to top