ค้อนหมาแดง

ค้อนหมาแดง

ค้อนหมาแดง

ค้อนหมาแดง เป็นสมุนไพรไทยชนิดเถาเนื้อแข็งที่มีชื่อท้องถิ่นหลากหลายตามภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคใต้ และมีการใช้ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย ในหลายด้าน เช่น ใช้ราก เถา ใบ และทั้งต้นเป็นเครื่องยา นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่มีความน่าสนใจทางเภสัชวิทยา เนื่องจากพบ สารอัลคาลอยด์กลุ่ม naphthylisoquinoline หลายชนิด ซึ่งได้รับการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านปรสิต ต้านมะเร็ง และฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลอง ไม่ควรนำผลการทดลองมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาในมนุษย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ค้อนหมาแดง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ancistrocladus tectorius (Lour.) Merr.
  • ชื่อวงศ์ : Ancistrocladaceae
  • ชื่ออื่นและชื่อท้องถิ่น : ลิ้นกวาง, ลิ้นควาย, หางกวาง, หูกลวง, โคนมะเด็น, คันทรง, ทองคันทรง, ค้อนตีหมา, พันทรง, ค้อนหมาขาว, ยูลง, ลิดาซาปี, กระม้า, ขุนม้า, ขุนมา, ซินตะโกพลี, กะม้า และขุนนา เป็นต้น โดยชื่อ “ค้อนหมาแดง” มีรายงานใช้ในจังหวัดนครราชสีมา
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้เลื้อยขนาดใหญ่
  • ถิ่นอาศัย : ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าเขตร้อนที่มีความชื้นเพียงพอ
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : ราก ใบ เถา เนื้อไม้ และทั้งต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ เถาแก่มีสีน้ำตาลและมักมีรอยแตกตื้นตามแนวยาว กิ่งหรือแขนงบางส่วนเปลี่ยนรูปเป็น ตะขอหรือส่วนยึดเกาะคล้ายมือจับ ช่วยให้พืชเลื้อยขึ้นไปตามต้นไม้อื่น
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ มักรวมกันเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง ใบมีลักษณะรูปหอกกลับ รูปรี หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก แผ่นใบค่อนข้างหนาและแข็ง ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น โคนใบสอบและปลายใบแหลม
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกมีสีขาวอมแดงถึงแดงคล้ำ ลักษณะดอกประกอบด้วยส่วนของกลีบเลี้ยงและกลีบดอกจำนวน 5 ส่วนตามข้อมูลพฤกษศาสตร์ของแหล่งข้อมูลไทย
  • ผล : เป็นผลแห้งมีลักษณะเด่นคือมี ปีก 5 ปีก ซึ่งมีขนาดไม่เท่ากัน โดยทั่วไปพบปีกขนาดใหญ่ 3 ปีก และปีกขนาดเล็ก 2 ปีก เมื่อแก่จะแห้งและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
  • ลักษณะเด่นสำหรับจำแนก : เถาเนื้อแข็ง กิ่งมีตะขอ ใบแข็งรวมเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กสีแดงคล้ำ และผลมีปีก 5 ปีก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

Ancistrocladus tectorius มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อน ตั้งแต่บังกลาเทศ หมู่เกาะอันดามัน เมียนมา ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้และเกาะไหหลำ ไปจนถึงมาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว โดย Kew ระบุว่าชนิดนี้เป็น accepted species และมีถิ่นกำเนิดตั้งแต่บังกลาเทศถึงเขตมาลีเซียตะวันตกและไหหลำ

ในประเทศไทยพบในพื้นที่ป่าธรรมชาติหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่าดิบและมีความชื้นสูง รายงานจากภาคใต้พบชนิดนี้ในพื้นที่ป่าธรรมชาติกรุงชิง จังหวัดนครศรีธรรมราช และมีชื่อท้องถิ่นว่า ไม้ค้อนตีหมา

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • สภาพแวดล้อม : เนื่องจากเป็นไม้เถาของป่าเขตร้อน จึงเหมาะกับพื้นที่มีความชื้นและอินทรียวัตถุในดินสูง รวมทั้งมีต้นไม้หรือค้างสำหรับให้เถาเลื้อยเกาะ
  • ข้อควรคำนึง : ข้อมูลด้านเทคนิคการเพาะเมล็ด อัตราการงอก ระยะเวลาการอนุบาล และระบบการปลูกเชิงพาณิชย์ของค้อนหมาแดงยังมีข้อมูลเผยแพร่ค่อนข้างจำกัด จึงควรใช้ข้อมูลจากแหล่งพันธุกรรมท้องถิ่นและการทดลองเพาะขยายพันธุ์จริงประกอบ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • ใบ
  • เถา
  • เนื้อไม้
  • ทั้งต้น

ส่วนที่ใช้แตกต่างกันตามตำรับและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านมีทั้งการนำรากมาต้ม และการใช้เถา ใบ หรือทั้งต้นเป็นยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ข้อมูลต่อไปนี้เป็น สรรพคุณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่

  • ราก : มีรายงานใช้เป็นยารักษาอาการบิด ไข้จับสั่น และใช้ร่วมกับรากช้างน้าวต้มดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • ใบ : มีการนำมาต้มเป็นน้ำสำหรับอาบเพื่อใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในกรณีบวมตามตัวและผื่นคัน และใบอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้
  • เถาและใบ : แหล่งข้อมูลพื้นบ้านบางแห่งระบุการต้มเคี่ยวเพื่อใช้เป็นยาขับพยาธิ
  • ทั้งต้น : มีรายงานใช้ต้มดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับโรคที่เรียกในตำรายาไทยว่า กระษัย ไตพิการ และไข้ป่า
  • ราก : ในบางพื้นที่ของภาคใต้มีการใช้เป็นยาบำรุงการไหลเวียนโลหิตและบรรเทาอาการปวดเมื่อย

วิธีใช้

วิธีใช้แบบพื้นบ้านมีความแตกต่างกันตามพื้นที่และตำรับ ตัวอย่างที่มีการบันทึกไว้ ได้แก่

  • ยาต้ม : ใช้ราก เถา หรือทั้งต้นต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่มตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ยาต้มสำหรับภายนอก : ใบสามารถนำมาต้มแล้วใช้น้ำสำหรับอาบในภูมิปัญญาบางพื้นที่
  • การรับประทานเป็นอาหาร : ใบอ่อนหรือยอดอ่อนใช้เป็นผักสดหรือปรุงสุกได้
  • มีแหล่งข้อมูลพื้นบ้านกรุงชิงระบุการใช้ เถาและใบต้มเคี่ยว รับประทานครั้งละครึ่งแก้วก่อนอาหารเช้า เพื่อขับพยาธิ อย่างไรก็ตาม ขนาดดังกล่าวเป็นข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานที่ผ่านการรับรองทางคลินิก จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นคำแนะนำการรักษาด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าค้อนหมาแดง (Ancistrocladus tectorius) เป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีรายการมาตรฐานอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงไม่ควรระบุว่าค้อนหมาแดงเป็น “ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หากไม่มีเอกสารบัญชีฉบับปัจจุบันยืนยันโดยตรง

ทั้งนี้ การที่สมุนไพรมีการใช้ในตำรับยาไทยหรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาในบัญชียาจากสมุนไพร

สารสำคัญ

ค้อนหมาแดงเป็นพืชที่ได้รับความสนใจด้าน phytochemistry โดยเฉพาะกลุ่ม naphthylisoquinoline alkaloids (NIQs)

สารที่มีรายงานการแยกและศึกษาจากค้อนหมาแดง ได้แก่

  • Ancistrotectorine
  • Ancistrocladine
  • Ancistrocladinine
  • Hamatine / Hamatinine
  • Ancistrocline
  • Ancistectorine A–C และสารอนุพันธ์อื่น ๆ
  • Ancistrotectoriline
  • Ancistrobenomines
  • Ancistrocladinium A

งานวิจัยพบความหลากหลายของโครงสร้าง naphthylisoquinoline alkaloids ใน A. tectorius และมีการรายงานสารในกลุ่มนี้จำนวนมากจากส่วนใบ ลำต้น กิ่ง และเปลือก

หนึ่งในสารสำคัญที่ได้รับการศึกษาจากค้อนหมาแดงของไทยคือ ancistrotectorine ซึ่งถูกแยกได้จากใบ และได้รับการศึกษาโครงสร้างทางเคมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับค้อนหมาแดงส่วนใหญ่เป็น การศึกษาในระดับสารสกัด เซลล์ หรือสัตว์ทดลอง และยังมีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์จำกัด

  • งานวิจัยด้านเคมีธรรมชาติพบ naphthylisoquinoline alkaloids หลายชนิดจาก A. tectorius รวมถึงสารใหม่ที่ไม่เคยพบในพืชชนิดอื่นมาก่อน
  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2013 พบว่า naphthylisoquinoline alkaloids บางชนิดจาก A. tectorius มี ฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย (antiplasmodial) ในการทดสอบ และสารบางชนิดมีฤทธิ์เด่นต่อ Plasmodium
  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2017 รายงานสารกลุ่ม ancistrobenomines ที่แสดงฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum, Trypanosoma brucei rhodesiense และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในการทดลอง
  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2016 พบ ancistectorine D และสารอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต่อปรสิตบางชนิดและเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในการทดลอง
  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2024 พบว่าสารสกัดเอทานอล 70% จากส่วนเหนือดินของพืชมีผลลดการสะสมไขมันในเซลล์ 3T3-L1 และลดน้ำหนักตัวของหนูที่ได้รับอาหารไขมันสูง พร้อมเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับ thermogenesis และ mitochondrial dynamics

ข้อสำคัญ: ผลการทดลองดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าค้อนหมาแดงสามารถใช้รักษามะเร็ง มาลาเรีย โรคอ้วน หรือโรคอื่นในมนุษย์ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษา ancistrotectorine ซึ่งเป็น naphthylisoquinoline alkaloid ที่แยกจากใบค้อนหมาแดง พบว่าสารดังกล่าวสามารถลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็กที่แยกจากกระต่ายและหนูตะเภา รวมถึงลดการหดเกร็งของมดลูกในการทดลองสัตว์ โดยผลมีลักษณะขึ้นกับขนาดสาร

อีกการศึกษาหนึ่งพบว่า ancistrotectorine สามารถลดการหดตัวของ ท่อนำอสุจิหนูขาวที่แยกออกจากสัตว์ทดลอง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารหลายชนิด และมีลักษณะบางประการคล้ายฤทธิ์ของ verapamil ต่อกล้ามเนื้อเรียบ

นอกจากนี้ naphthylisoquinoline alkaloids จาก A. tectorius ได้รับการศึกษาว่าเป็นสารยับยั้ง Nav1.7 sodium channel ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณความเจ็บปวด โดยงานวิจัยหนึ่งรายงานการทดสอบสาร 25 ชนิดและพบฤทธิ์ยับยั้ง Nav1.7 ในเซลล์ทดลอง

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ ค้อนหมาแดงในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือสารบริสุทธิ์ในขนาดที่สูงกว่าการรับประทานเป็นอาหาร

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดรับประทานที่ปลอดภัยมาตรฐาน
  • สารกลุ่ม naphthylisoquinoline alkaloids บางชนิดมีฤทธิ์ทางชีวภาพค่อนข้างแรงในการทดลอง จึงไม่ควรถือว่าสารสกัดเข้มข้นปลอดภัยเพียงเพราะเป็นสารจากธรรมชาติ
  • ผลการทดลองที่พบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งหรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ไม่ใช่หลักฐานด้านความปลอดภัยในมนุษย์
  • หากนำมาใช้เป็นสมุนไพรควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้เป็นอาหารตามภูมิปัญญา กับการใช้เป็นสารสกัดหรือยา

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกที่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ ค้อนหมาแดงในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือยารักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะ

  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • เด็ก
  • ผู้มีโรคประจำตัวและรับประทานยาหลายชนิด
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชสมุนไพร
  • ผู้ที่ต้องการใช้สารสกัดเพื่อรักษามะเร็ง มาลาเรีย โรคอ้วน หรือโรคเรื้อรังอื่นแทนการรักษามาตรฐาน

หากต้องการใช้ในรูปแบบยา ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยที่มีใบอนุญาต แพทย์ หรือเภสัชกรก่อน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างค้อนหมาแดงกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สารออกฤทธิ์จากพืชชนิดนี้มีผลต่อระบบชีวภาพหลายรูปแบบในการทดลอง เช่น กล้ามเนื้อเรียบ ช่องโซเดียม Nav1.7 และเซลล์มะเร็ง จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบดังกล่าว

ไม่ควรสรุปว่าค้อนหมาแดงสามารถใช้แทนยาแผนปัจจุบันหรือใช้ร่วมกับยาชนิดใดได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีข้อมูลทางคลินิก

การใช้ในอาหาร

  • ใบอ่อนและยอดอ่อน : มีรายงานว่าสามารถนำมารับประทานเป็นผักสด จิ้มกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหาร
  • ในบางพื้นที่ของภาคใต้มีการบันทึกการนำใบมาปรุงเป็นอาหารประเภทแกงหรือซุปผัก
  • การใช้เป็นอาหารเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางยา

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ค้อนหมาแดงไม่ได้มีข้อมูลชัดเจนว่าเป็นวัตถุดิบหลักของ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรฐานเชิงพาณิชย์ ในประเทศไทย

ในด้านการใช้ประโยชน์จากพืช มีรายงานว่า

  • ใบแก่ : ใช้เป็นวัสดุมุงหลังคาในบางพื้นที่
  • ลำต้น : ใช้เป็นวัสดุสำหรับงานบางประเภท เช่น การทำหลังคาเรือหรือทำลูกศรในบางชุมชน
  • ลำต้นและเถา : สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านวัสดุพื้นบ้านได้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

เนื่องจากค้อนหมาแดงเป็นไม้เถาป่าธรรมชาติและมีข้อมูลการเพาะปลูกเชิงการค้ายังจำกัด จึงควรให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน

  • รากและเถา : ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการขุดทำลายประชากรในธรรมชาติ
  • ใบ : หากใช้เป็นอาหารหรือสมุนไพร ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสารเคมีตกค้าง
  • การทำแห้ง : ล้างสิ่งสกปรก ตัดเป็นชิ้นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
  • สำหรับงานวิจัยควรบันทึก แหล่งเก็บ วันเก็บ ส่วนของพืช และตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ค้อนหมาแดงมีชื่อพื้นเมืองจำนวนมาก สะท้อนการใช้ประโยชน์ของพืชในหลายภูมิภาคของประเทศไทย เช่น “ค้อนหมาแดง” ในจังหวัดนครราชสีมา “ลิ้นควาย” ในลำปาง “หางกวาง” ในนครพนม “หูกลวง” ในปราจีนบุรีและตราด “ค้อนตีหมา” ในยะลา และ “พันทรง” ในนราธิวาส

การสำรวจพืชสมุนไพรในพื้นที่กรุงชิง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบการใช้ A. tectorius ในด้านอาหารและการแพทย์พื้นบ้าน โดยมีการใช้รากเพื่อบำรุงการไหลเวียนและบรรเทาอาการไม่สบายของร่างกาย และมีการใช้ใบในกิจกรรมเชิงพิธีกรรมเพื่อขับสิ่งไม่ดีออกจากบ้าน

นอกจากนี้ยังพบหลักฐานในเอกสารตำรายาไทยโบราณว่ามีการนำ ค้อนหมาแดงเป็นส่วนประกอบของตำรับยา ในบางโรค ซึ่งสะท้อนว่าพืชชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทยมาเป็นเวลานาน

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อค้อนหมาแดงมีความเชื่อมโยงกับชื่อพื้นเมืองของแต่ละชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ ขณะที่ชื่อ “ลิ้นกวาง” และ “ลิ้นควาย” ก็เป็นชื่อที่พบในเอกสารพรรณพฤกษศาสตร์และฐานข้อมูลสมุนไพรไทย

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือพืชชนิดนี้มีชื่อเรียกหลายภาษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนการใช้ประโยชน์ร่วมกันของพืชในวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งด้านสมุนไพร อาหาร และวัสดุพื้นบ้าน

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Ancistrocladus tectorius เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และฐานข้อมูลระบุเขตกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อน

สำหรับการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ Kew แสดงข้อมูลจาก Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ว่าคาดการณ์สถานะเป็น “not threatened” ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวเป็นแบบจำลองการคาดการณ์ความเสี่ยง ไม่ควรตีความว่าแต่ละประชากรในประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงจากการสูญเสียถิ่นอาศัยหรือการเก็บจากธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Caryophyllales
  • Family : Ancistrocladaceae
  • Genus : Ancistrocladus Wall.
  • Species : Ancistrocladus tectorius (Lour.) Merr.

Kew Plants of the World Online ระบุว่า Ancistrocladus tectorius (Lour.) Merr. เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และจัดอยู่ในวงศ์ Ancistrocladaceae อันดับ Caryophyllales

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Bembix tectoria Lour. และมีชื่อพ้องอื่นอีกหลายชื่อ เช่น Ancistrocladus carallioides Craib, A. cochinchinensis Gagnep., A. hainanensis Hayata, A. harmandii Gagnep., A. pinangianus Wall. ex Planch. และ A. extensus Wall. ex Planch. โดย Kew ปัจจุบันถือว่าชื่อเหล่านี้เป็น synonym ของ A. tectorius

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์ค้อนหมาแดง ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และข้อมูลจากตัวอย่างพรรณไม้ เนื่องจากพืชสกุล Ancistrocladus มีความแปรผันทางรูปร่างและมีประวัติการจัดจำแนกชนิดที่ซับซ้อน

จุดสังเกตสำคัญ ได้แก่

  • เถา : เนื้อแข็ง เลื้อย และมีกิ่งหรือแขนงเป็นตะขอสำหรับยึดเกาะ
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน มักรวมเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง แผ่นใบแข็ง
  • ดอก : ดอกขนาดเล็ก ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง มีสีขาวอมแดงถึงแดงคล้ำ
  • ผล : ผลแห้งมีปีก 5 ปีก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นสำหรับการจำแนก
  • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : ควรจัดทำ voucher specimen พร้อมระบุสถานที่ วันเก็บ และผู้เก็บ
  • การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ : หากเป็นวัตถุดิบสำหรับงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ ควรใช้การตรวจทางกล้องจุลทรรศน์และ/หรือเทคนิคทางเคมี เช่น TLC/HPLC รวมถึง DNA barcoding เมื่อจำเป็น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คลังสารสนเทศวลัยลักษณ์. (2024). สมุนไพร 30 ชนิดจากการสำรวจพรรณไม้ในป่าธรรมชาติกรุงชิง. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.
  2. เกษโกศล, ฉ. (1986). ฤทธิ์ของแอนซีสโตรเทคโตรีนต่อท่อน้ำเชื้ออสุจิที่แยกมาจากหนูขาว [วิทยานิพนธ์เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.1986.7
  3. ภาสุภัทร, ส. (1985). ฤทธิ์การหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบของสารแอนซิสโตรเทคโตรีน [วิทยานิพนธ์เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.1985.6
  4. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ. (1991). ศึกษาสารบริสุทธิ์จากใบค้อนหมาแดง. คลังสารสนเทศจดหมายเหตุการวิจัยไทย.
  5. Ruangrungsi, N., Wongpanich, V., Tantivatana, P., Cowe, H. J., Cox, P. J., Funayama, S., & Cordell, G. A. (1985). Traditional medicinal plants of Thailand, V. Ancistrotectorine, a new naphthalene-isoquinoline alkaloid from Ancistrocladus tectorius. Journal of Natural Products, 48(4), 529–535. https://doi.org/10.1021/np50040a003
  6. Bringmann, G., Zhang, G., Olschläger, T., Stich, A., Wu, J., Chatterjee, M., & Brun, R. (2013). Highly selective antiplasmodial naphthylisoquinoline alkaloids from Ancistrocladus tectorius. Phytochemistry, 91, 220–228. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2012.02.017
  7. Jiang, C., Li, Z. L., Gong, P., Kang, S. L., Liu, M. S., Pei, Y. H., & Jing, Y. K. (2013). Five novel naphthylisoquinoline alkaloids with growth inhibitory activities against human leukemia cells HL-60, K562 and U937 from stems and leaves of Ancistrocladus tectorius. Fitoterapia, 91, 305–312.
  8. Kim, M., Paik, J. H., Lee, H., Kim, M. J., Eum, S. M., Kim, S. Y., Choi, S., Park, H.-Y., Jeong, H. G., & Jeong, T.-S. (2024). Ancistrocladus tectorius extract inhibits obesity by promoting thermogenesis and mitochondrial dynamics in high-fat diet-fed mice. International Journal of Molecular Sciences, 25(7), 3743. https://doi.org/10.3390/ijms25073743
  9. Tang, C. P., Yang, Y. P., Zhong, Y., Zhong, Q. X., Wu, H. M., & Ye, Y. (2000). Four new naphthylisoquinoline alkaloids from Ancistrocladus tectorius. Journal of Natural Products, 63(10), 1384–1387. https://doi.org/10.1021/np000091d
  10. Tang, C. P., Xin, Z. Q., Li, X. Q., & Ye, Y. (2010). Two new naphthylisoquinoline alkaloids from stems and leaves of Ancistrocladus tectorius. Natural Product Research, 24(11), 989–994. https://doi.org/10.1080/14786410902836727
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ancistrocladus tectorius (Lour.) Merr. Plants of the World Online.
  12. World Flora Online. (2026). Ancistrocladus tectorius (Lour.) Merr.
Scroll to top