คอแลน
คอแลน เป็นไม้ต้นผลัดใบหรือเขียวชอุ่มตามสภาพถิ่นอาศัยในวงศ์ Sapindaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับลิ้นจี่ ลำไย และเงาะ พบตามป่าธรรมชาติของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลมีลักษณะคล้ายลิ้นจี่ขนาดเล็ก ผิวขรุขระ เมื่อสุกมีสีแดงเข้ม เนื้อใสฉ่ำน้ำและมีรสเปรี้ยวอมหวาน จึงนิยมรับประทานเป็นผลไม้พื้นบ้าน นอกจากด้านอาหารแล้ว คอแลนยังมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะผล เนื้อไม้ และเปลือก อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสรรพคุณในการรักษาโรคยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาในมนุษย์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คอแลน
- ชื่อท้องถิ่น : มะแงว, มะแงะ, หมักแงว, หมักแวว, หมักงาน, หมากแงว, กะเบน, คอรั้ง, สังเครียดขอน, ขาวลาง, คอแลนตัวผู้ และลิ้นจี่ป่า โดยชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค
- ชื่อสามัญ : Korlan
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nephelium hypoleucum Kurz.
- วงศ์ : Sapindaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้ง ผลไม้ป่า อาหารพื้นบ้าน และสมุนไพรพื้นบ้าน
- ส่วนที่มีรายงานการใช้เป็นยา : ผล เนื้อไม้ และเปลือก
หมายเหตุด้านชื่อพืช: ชื่อ “คอแลน” ในประเทศไทยอาจใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในบางท้องถิ่น เช่น Casearia grewiifolia Vent. ซึ่งเป็นพืชที่มีชื่อท้องถิ่นว่าคอแลนในบางพื้นที่ ดังนั้นการระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Nephelium hypoleucum Kurz. จึงมีความสำคัญต่อการตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นเปลา โคนต้นอาจมีพูพอน เปลือกสีน้ำตาลคล้ำถึงน้ำตาล ผิวค่อนข้างเรียบ เรือนยอดเป็นพุ่มค่อนข้างทึบ แหล่งข้อมูลอนุกรมวิธานบางแห่งรายงานว่าสามารถพบต้นที่สูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมีประมาณ 1–4 คู่ บางแหล่งรายงานได้ถึง 5 คู่ ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปรี เนื้อใบค่อนข้างหนา ด้านบนมักเกลี้ยงหรือเป็นมัน ส่วนด้านล่างอาจมีขนนุ่มคล้ายไหม
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบด้านบน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว สีขาวอมเขียว หรือเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอมเล็กน้อยและมีน้ำหวาน ดอกไม่มีกลีบดอกในบางลักษณะตามคำบรรยายของพรรณไม้ไทย เกสรเพศผู้หลายอัน และรังไข่มี 2–4 ช่อง
- ผล : ออกเป็นพวง ผลรูปรีถึงค่อนข้างกลม ผิวขรุขระเป็นปุ่มหรือปมเล็ก ๆ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีแดงถึงแดงเข้ม มีเมล็ดเดี่ยว เนื้อหุ้มเมล็ดหรือ sarcotesta มีลักษณะใสและฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยวอมหวาน
- เมล็ด : มีเมล็ดเดียวต่อผล และเป็นส่วนที่มีสารฟีนอลิกสูงจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อมูลด้านความปลอดภัยในการรับประทานเมล็ดโดยตรงยังไม่เพียงพอ จึงไม่ควรแนะนำให้รับประทานเมล็ดจากข้อมูลการศึกษาดังกล่าว
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
- การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่อินโดจีนถึงคาบสมุทรมลายู
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
- ถิ่นอาศัย : พบตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ป่าหรือภูมิประเทศเนินเขา โดยมักพบในดินที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และเป็นดินทราย ความสูงโดยทั่วไปตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำถึงประมาณ 1,200 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : วิธีที่มีข้อมูลรองรับและนิยมใช้คือ การเพาะเมล็ด
- การเตรียมเมล็ด : ควรใช้เมล็ดจากผลที่แก่สมบูรณ์ แยกเนื้อออกจากเมล็ดและนำไปเพาะโดยเร็ว ไม่ควรเก็บเมล็ดไว้นานโดยไม่ทราบสภาพการเก็บรักษาที่เหมาะสม
- วัสดุปลูก : ใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ
- แสง : ต้นคอแลนต้องการแสงค่อนข้างมากเมื่อเจริญเติบโต และแหล่งข้อมูลด้านพืชสวนระบุว่าชอบแสงแดดเต็มที่
- น้ำ : ต้องการน้ำปานกลาง โดยเฉพาะในระยะต้นกล้าควรรักษาความชื้นของวัสดุปลูกอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรมีน้ำขัง
- การปลูกในพื้นที่อนุรักษ์ : การเพาะกล้าแล้วนำกลับไปปลูกในป่าชุมชนหรือพื้นที่ฟื้นฟูป่า เป็นแนวทางหนึ่งที่มีการนำคอแลนมาใช้ในงานอนุรักษ์พันธุกรรมพืชท้องถิ่น
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ผล : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นยาระบายและยากระจายเลือด
- เนื้อไม้ : มีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาห้ามเลือดตามตำรับพื้นบ้าน
- เปลือก : มีรายงานการใช้เป็นยาบำรุงเลือด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ผลแก่ : รับประทานเป็นผลไม้ และมีการใช้เป็น ยาระบาย เนื่องจากมีรสเปรี้ยว
- ผล : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เป็น ยากระจายเลือด
- เนื้อไม้ : รสฝาด ใช้ปรุงเป็น ยาห้ามเลือด
- เปลือก : ใช้เป็น ยาบำรุงเลือด ตามตำรับพื้นบ้าน
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ : มีการใช้แก่นหรือเนื้อไม้คอแลนร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ต้มหรือฝนกับน้ำ เพื่อใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับไข้บางชนิด เช่น ไข้หมักไม้ ไข้เปลี่ยนฤดู และไข้หวัดใหญ่
- ข้อควรพิจารณา : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกแล้ว
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร : รับประทานเฉพาะส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดของผลสุก ล้างให้สะอาดและรับประทานสดได้
- ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ผล เนื้อไม้ หรือเปลือกอาจถูกนำไปปรุงตามตำรับท้องถิ่น แต่ไม่มีขนาดการใช้มาตรฐานทางคลินิกที่ได้รับการยืนยันสำหรับ Nephelium hypoleucum โดยเฉพาะ
- การใช้เพื่อรักษาโรค : ไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในหลอดทดลองมาใช้กำหนดขนาดรับประทานเพื่อรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคทางระบบประสาทด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับ บัญชียาจากสมุนไพร/บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ไม่พบ Nephelium hypoleucum Kurz. เป็นตัวยาสำคัญหรือรายการสมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้เป็นยาในบัญชีดังกล่าว จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน” กับ “สมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร”
สารสำคัญ
การศึกษาผลคอแลนพบสารอาหารและสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยพบความแตกต่างระหว่างเนื้อผล เปลือก และเมล็ด ได้แก่
- กรดซิตริก (citric acid) : พบในเนื้อผลและมีส่วนเกี่ยวข้องกับรสเปรี้ยวของคอแลน
- วิตามินซี : เนื้อผลสดมีวิตามินซีประมาณ 11.56 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
- โพแทสเซียม : เป็นแร่ธาตุหลักที่ตรวจพบในเนื้อผล ประมาณ 215.82 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
- Quercetin : พบเด่นในเนื้อผล
- Kaempferol : พบเด่นในเนื้อผล
- Gallic acid : พบในเปลือกและเมล็ด โดยเมล็ดมีปริมาณสูงมาก
- Rutin, luteolin, naringenin และ isorhamnetin : ตรวจพบในส่วนต่าง ๆ ของผลในปริมาณแตกต่างกัน
- Anthocyanins : ตรวจพบเฉพาะในเปลือกผลในการศึกษาดังกล่าว
การวิเคราะห์พบว่าเมล็ดมี total phenolic content (TPC) สูงถึงประมาณ 149.45 mg gallic acid equivalent/g dry weight ขณะที่เปลือกและเนื้อผลมีค่าต่ำกว่ามาก
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคอแลนคือการศึกษาของ Luu และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ปี 2023 โดยศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ สารฟีนอลิก และฤทธิ์ทางชีวภาพของเนื้อผล เปลือก และเมล็ด Nephelium hypoleucum Kurz.
ผลการศึกษาพบว่า
- เนื้อผล 100 กรัมมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 17.18 กรัม ให้พลังงานประมาณ 74.80 กิโลแคลอรี และมีใยอาหารไม่ละลายน้ำประมาณ 5.02 กรัม
- เนื้อผลมีวิตามินซีและโพแทสเซียมในระดับที่น่าสนใจ
- เนื้อผลมี quercetin และ kaempferol เป็นสารฟีนอลิกเด่น
- เปลือกมี anthocyanins
- เมล็ดมี gallic acid และ total phenolic content สูงที่สุด
- สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของผลแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์หลายชนิดในการทดลอง in vitro
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ จึงยังไม่สามารถสรุปว่าคอแลนสามารถใช้รักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคอ้วนในคนได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาสารสกัดจากผลคอแลนพบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคหลายระบบ โดยผลขึ้นอยู่กับส่วนของผลและความเข้มข้นของสารสกัด
- α-Amylase : เนื้อผลมีฤทธิ์ยับยั้งประมาณ 68.57% ที่ความเข้มข้นสารสกัดที่กำหนด
- α-Glucosidase : เนื้อผล เปลือก และเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งประมาณ 81.19–93.20%
- DPP-IV : เมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งสูงกว่าเนื้อผล
- AChE และ BChE : สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งสูงที่สุดในกลุ่มส่วนของผลที่ศึกษา
- BACE-1 : ตรวจพบฤทธิ์ยับยั้งในสารสกัดจากเมล็ด แต่ไม่พบในเนื้อผลและเปลือกภายใต้เงื่อนไขการทดลองเดียวกัน
- ACE : สารสกัดจากเนื้อผล เปลือก และเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้ง โดยเมล็ดมีค่าประมาณ 85.18% ที่ความเข้มข้นของสารสกัดตามการทดลอง
- Lipase : ตรวจพบฤทธิ์ยับยั้งในเนื้อผลและเปลือก แต่ไม่ตรวจพบในเมล็ด
ผลดังกล่าวแสดงถึง ศักยภาพทางเภสัชวิทยาเบื้องต้นของสารสกัดคอแลน แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านกลไก การดูดซึม ความเป็นพิษ การทดลองในสัตว์ และการทดลองทางคลินิกก่อนที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาโรค
ความปลอดภัย
- ปัจจุบันข้อมูลความปลอดภัยของ คอแลนในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยังมีจำกัด
- งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ทางโภชนาการและการทดลองฤทธิ์ของสารสกัดในห้องปฏิบัติการ
- การรับประทาน เนื้อผลสุกเป็นอาหาร มีข้อมูลการบริโภคพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน แต่ไม่ควรนำข้อมูลนี้ไปยืนยันความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้น
- ไม่ควรใช้สารสกัดจากเมล็ดหรือส่วนอื่นของต้นในขนาดสูงโดยไม่มีข้อมูลพิษวิทยารองรับ
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยาและสารสกัด
ข้อห้ามใช้
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของคอแลน ในรูปแบบยามาตรฐาน อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาหรือสารสกัดเข้มข้นในกรณีต่อไปนี้
- ผู้ที่เคยแพ้คอแลนหรือพืชในวงศ์ Sapindaceae
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังรับประทานผล
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หากเป็นการใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือยา เนื่องจากยังขาดข้อมูลความปลอดภัย
- เด็กเล็ก หากเป็นการใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสารสกัดเข้มข้น
- ไม่ควรรับประทานเมล็ดหรือใช้เมล็ดเป็นยาด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยสำหรับการบริโภคเมล็ดโดยตรงอย่างเพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีรายงานทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างคอแลนกับยาแผนปัจจุบัน โดยตรง
อย่างไรก็ตาม การศึกษาห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดคอแลนสามารถยับยั้งเอนไซม์ เช่น α-glucosidase, DPP-IV และ ACE ได้ จึงเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นว่าควรศึกษาเพิ่มเติมในผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรือยาลดความดันโลหิต ไม่ควรใช้สารสกัดคอแลนร่วมกับยาเพื่อหวังเพิ่มฤทธิ์การรักษาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
การใช้ในอาหาร
- ผลสุก : รับประทานเป็นผลไม้สด เนื้อมีรสเปรี้ยวอมหวาน
- รับประทานกับเครื่องจิ้ม : ในบางพื้นที่นิยมรับประทานกับเกลือ น้ำปลา หรือน้ำปลาหวาน
- น้ำคอแลน : สามารถนำเนื้อผลมาทำน้ำผลไม้ โดยคั้นหรือขยำเนื้อออกจากเมล็ด กรอง แล้วปรุงรสตามความเหมาะสม
- คุณค่าทางโภชนาการ : เนื้อผลมีคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินซี และโพแทสเซียม รวมทั้งสารฟีนอลิกหลายชนิด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น
- น้ำคอแลนและเครื่องดื่มจากผลไม้พื้นบ้าน
- ผลิตภัณฑ์อาหารจากผลไม้ป่า
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ที่พัฒนาจากเนื้อผลหรือส่วนเหลือจากการแปรรูป
- ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเปลือกหรือเมล็ด สำหรับการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ
งานวิจัยปี 2023 เสนอว่าส่วนเปลือกและเมล็ดอาจมีศักยภาพในการใช้ประโยชน์ต่อเนื่องในแนวคิด zero food waste เนื่องจากมีสารฟีนอลิกและฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ยังต้องศึกษาด้านความปลอดภัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ช่วงออกดอก : โดยทั่วไปประมาณเดือนธันวาคม–มีนาคม
- ช่วงติดผลและผลสุก : ประมาณเดือนกุมภาพันธ์–มิถุนายน โดยข้อมูลภาคสนามของประเทศไทยบางแหล่งระบุผลสุกประมาณเดือนเมษายน–พฤษภาคม
- การเก็บผล : ควรเก็บเมื่อผลมีสีแดงหรือแดงเข้มและมีลักษณะแก่สมบูรณ์
- การเก็บรักษาผลสด : ควรคัดผลที่ไม่ช้ำ ล้างและทำให้แห้งก่อนเก็บ และเก็บในสภาพเย็นเพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพ
- การเก็บตัวอย่างเพื่อการวิจัย : งานวิจัยหนึ่งใช้การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งและเก็บผงตัวอย่างในถุงฟอยล์สุญญากาศที่อุณหภูมิ −20 °C เพื่อรักษาสภาพตัวอย่างก่อนวิเคราะห์
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คอแลนเป็นทรัพยากรอาหารจากป่าที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก มีการเก็บผลจากธรรมชาติมารับประทานและแปรรูปเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม
ในด้านสมุนไพร มีการบันทึกภูมิปัญญาว่า เนื้อไม้ใช้ห้ามเลือด ผลใช้เป็นยากระจายเลือด และเปลือกใช้บำรุงเลือด ขณะที่งานศึกษาด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์สมัยใหม่ยังพบการกล่าวถึงคอแลนในบริบทการดูแลหลังคลอด การติดเชื้อ และภาวะที่เกี่ยวข้องกับเลือดในภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน
นอกจากนี้ยังมีการนำต้นคอแลนไปเพาะขยายพันธุ์และปลูกคืนในพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อรักษาแหล่งอาหารและพันธุกรรมพืชท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
คอแลนเป็นผลไม้ป่าพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกจำนวนมากตามพื้นที่ เช่น หมากแงว มะแงว หมักแงว หมักงาน และลิ้นจี่ป่า สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายชุมชนของประเทศไทย
ผลคอแลนมีลักษณะคล้ายลิ้นจี่จึงได้รับชื่อพื้นบ้านว่า “ลิ้นจี่ป่า” ในบางพื้นที่ และเป็นหนึ่งในผลไม้ป่าที่ถูกนำมาบริโภคตามฤดูกาล ปัจจุบันมีความพยายามส่งเสริมการปลูกและขยายพันธุ์เพื่อให้คอแลนยังคงเป็นแหล่งอาหารและพืชพันธุกรรมท้องถิ่นของชุมชน
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล World Flora Online คอแลน (Nephelium hypoleucum Kurz.) มีสถานะการอนุรักษ์ระดับ Least Concern (LC) หรือกังวลน้อยที่สุด ตามข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ IUCN Red List
อย่างไรก็ตาม สถานะระดับโลกไม่ได้หมายความว่าประชากรคอแลนในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีจำนวนมาก แหล่งข้อมูลท้องถิ่นบางแห่งระบุว่าคอแลนเป็นผลไม้ที่พบรับประทานได้ยากและมีการปลูกเชิงการค้าน้อย จึงมีความสำคัญต่อการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน การเพาะขยายพันธุ์ และการปลูกในป่าชุมชน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- อันดับ (Order) : Sapindales
- วงศ์ (Family) : Sapindaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Sapindoideae
- สกุล (Genus) : Nephelium L.
- ชนิด (Species) : Nephelium hypoleucum Kurz.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Nephelium cochinchinense Pierre, Nephelium longana var. hypoleucum (Kurz) King และ Xerospermum cochinchinense Pierre, Xerospermum laoticum Gagnep.
- ชื่อผู้ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ : Kurz
- ปีที่ตีพิมพ์ชื่อ : ค.ศ. 1871
ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Nephelium hypoleucum Kurz. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้ ดังนั้นไม่ควรใช้ Dimocarpus longan Lour. เป็นชื่อพ้องของคอแลน เพราะเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของ ลำไย คนละชนิด
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบคอแลนควรใช้ทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลอนุกรมวิธานร่วมกัน เนื่องจากชื่อพื้นบ้าน “คอแลน” อาจหมายถึงพืชต่างชนิดในบางท้องถิ่น
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นเปลา เรือนยอดค่อนข้างทึบ
- ใบ : ใบประกอบเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 1–4 คู่ ใบย่อยรูปไข่ถึงรูปรี เนื้อค่อนข้างหนา
- ดอก : ดอกเล็กสีขาวหรือเขียวอมขาว ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง
- ผล : ผลสีแดงเมื่อสุก ผิวขรุขระเป็นปุ่ม มีเมล็ดเดียว เนื้อหุ้มเมล็ดใสและฉ่ำน้ำ
- การตรวจยืนยันระดับวิชาการ : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์พืชหรือ herbarium และใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Nephelium hypoleucum Kurz. เป็นหลัก
- ตัวอย่างอ้างอิง : ฐานข้อมูลพรรณไม้ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีตัวอย่างคอแลนหมายเลข UBUPH00836 และ UBUPH00835 ซึ่งเก็บจากอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และระบุชนิดเป็น Nephelium hypoleucum Kurz.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). คอแลน: Nephelium hypoleucum Kurz. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Flora of Thailand: Nephelium hypoleucum Kurz. สำนักหอพรรณไม้.
- กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย, กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2563). องค์ความรู้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย การแพทย์ทางเลือก ในงานมหกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย ปีที่ 12 ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กระทรวงสาธารณสุข.
- มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะเภสัชศาสตร์. (2569). ภาคผนวก: ตารางสรุปรายชื่อและรายละเอียดของพืช.
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดคามีเลียและน้ำมันพืชอื่น. (ม.ป.ป.). คอแลน.
- Luu, L. K., Thangsiri, S., Sahasakul, Y., Aursalung, A., Inthachat, W., Temviriyanukul, P., On-Nom, N., Chupeerach, C., & Suttisansanee, U. (2023). Nutrients, phytochemicals and in vitro disease prevention of Nephelium hypoleucum Kurz fruit. Nutrients, 15(4), 950. https://doi.org/10.3390/nu15040950
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Nephelium hypoleucum Kurz. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Nephelium hypoleucum Kurz. World Flora Online.
- National Parks Board Singapore. (2023). Nephelium hypoleucum. Flora & Fauna Web.
