คว่ำตายหงายเป็น

คว่ำตายหงายเป็น

คว่ำตายหงายเป็น

คว่ำตายหงายเป็น เป็นสมุนไพรไทยที่มีชื่อเรียกหลากหลายตามท้องถิ่น เช่น ต้นตายใบเป็น นิรพัตร เบญจฉัตร กะลำเพาะ ส้มเช้า มะตบ ล็อบแล็บ และยาเท้า จุดเด่นของพืชชนิดนี้คือใบอวบน้ำที่สามารถสร้างต้นอ่อนตามขอบใบได้ จึงเป็นที่มาของชื่อที่สื่อถึงความสามารถในการ “ตายยาก” และยังพบการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้านสำหรับบรรเทาอาการอักเสบ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฟกช้ำ และอาการเจ็บป่วยบางชนิด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของคว่ำตายหงายเป็นยังอยู่ในระดับก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ และควรระมัดระวังการรับประทานในปริมาณมาก เนื่องจากพืชมีสารกลุ่ม bufadienolides ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายสารกลุ่ม cardiac glycosides และอาจมีความเป็นพิษต่อหัวใจได้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : คว่ำตายหงายเป็น
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน : Kalanchoe pinnata (Lam.) Pers.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสารด้านสมุนไพร : Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken
  • ชื่อวงศ์ : Crassulaceae หรือวงศ์กุหลาบหิน
  • ชื่อสามัญ : Air plant, Goethe plant, Life plant, Miracle leaf
  • ชื่อท้องถิ่น : ต้นตายใบเป็น, ต้นตายปลายเป็น, นิรพัตร, เบญจฉัตร, กะลำเพาะ, กะเร, กาลำ, แข็งโพะ, โพะเพะ, ทองสามย่าน, เพรอะแพระ, ส้มเช้า, มะตบ, ล็อบแล็บ, ลบลับ, ลุบลับ, ลุมลัง, ยาเท้า, ยาเถ้า, ฮ้อมแฮ้ม และชื่ออื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกอวบน้ำอายุหลายปี มีใบหนาและมีตาตามขอบใบที่สามารถพัฒนาเป็นต้นใหม่ได้
  • ถิ่นกำเนิด : มาดากัสการ์
  • การกระจายพันธุ์ : แพร่กระจายและขึ้นเป็นพืชนำเข้า/พืชธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง แข็งแรง อวบน้ำ สูงประมาณ 0.4–1.5 เมตร และอาจสูงได้ใกล้เคียง 2 เมตรในบางสภาพแวดล้อม ลำต้นกลม ผิวเกลี้ยง แตกกิ่งน้อย โคนลำต้นเมื่อแก่มีลักษณะแข็งขึ้น ส่วนยอดอาจมีสีม่วงแดง
  • ใบ : ใบออกตรงข้ามกัน เป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบแบบขนนกในต้นที่โตเต็มที่ มีใบย่อยประมาณ 3–5 ใบ ใบหนาอวบน้ำ รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ขอบใบหยักเป็นซี่มนหรือหยักตื้น จุดสำคัญคือ บริเวณรอยหยักตามขอบใบสามารถเกิดตาและพัฒนาเป็นต้นอ่อนพร้อมรากได้
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ช่อดอกแตกแขนงและชูสูง ดอกมีลักษณะเป็นหลอดห้อยลง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉก สีโดยทั่วไปมีเขียวและแดงเรื่อ
  • ผล : เป็นผลขนาดเล็ก เกิดรวมกันเป็นพวงหรือเป็นกลุ่มภายในช่อดอก และมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก สามารถแพร่กระจายได้ตามธรรมชาติ แต่การขยายพันธุ์ด้วยส่วนของใบมีความโดดเด่นกว่าการใช้เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม : มาดากัสการ์ในมหาสมุทรอินเดีย นอกชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา
  • การกระจายพันธุ์ทั่วโลก : ปัจจุบันพบในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนจำนวนมาก โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่ามีการนำเข้าและพบเป็นพืชธรรมชาติในหลายพื้นที่ของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และหมู่เกาะเขตร้อน
  • ในประเทศไทย : พบปลูกและพบขึ้นตามพื้นที่โล่ง ชายป่า ริมทาง และบริเวณบ้านเรือนในหลายภูมิภาคของประเทศ โดยมีรายงานการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน ในหลายพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดหรือแสงรำไร ดินระบายน้ำได้ดี และไม่ควรมีน้ำขัง เนื่องจากเป็นพืชอวบน้ำ
  • การขยายพันธุ์ด้วยใบ : เป็นวิธีที่ง่ายและโดดเด่นที่สุด โดยนำใบที่สมบูรณ์วางบนวัสดุปลูกที่ชื้นพอเหมาะ บริเวณขอบใบจะสามารถสร้างรากและต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ได้
  • การขยายพันธุ์ด้วยต้นอ่อน : เมื่อต้นอ่อนที่เกิดตามขอบใบมีรากแล้ว สามารถแยกออกและนำไปปลูกในกระถางหรือแปลงปลูกใหม่
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถทำได้ แต่โดยทั่วไปไม่สะดวกเท่าการใช้ใบหรือต้นอ่อน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : เป็นส่วนที่มีการใช้มากที่สุดในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ทั้งในรูปใบสด น้ำคั้น และใบที่ผ่านความร้อนก่อนนำไปพอกหรือประคบ
  • ส่วนเหนือดิน : มีรายงานการศึกษาทางเภสัชวิทยาและเคมีในใบและส่วนเหนือดินของพืช
  • ข้อควรระวัง : การใช้เป็นยาไม่ควรหมายถึงการรับประทานใบสดในปริมาณมาก เพราะมีรายงานเกี่ยวกับสารกลุ่ม bufadienolides และความเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ตำหรือคั้นเพื่อใช้ภายนอกกับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลอักเสบ ฝี และบริเวณที่มีการระคายเคือง
  • ใบสด : มีการใช้พอกหรือประคบบริเวณที่ฟกช้ำ บวม หรือปวดจากการกระแทก
  • น้ำคั้นจากใบ : ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้รับประทานเพื่อช่วยบรรเทา อาการบิด ท้องร่วง และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
  • การใช้พื้นบ้านด้านระบบทางเดินปัสสาวะ : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาหลายประเทศสำหรับอาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและนิ่ว แต่ยังไม่ควรถือเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษานิ่วในคน
  • การใช้ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด : มีข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านและผลการทดลองในสัตว์หรือหลอดทดลองที่สนับสนุนความเป็นไปได้ของฤทธิ์ดังกล่าว แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในคนเพิ่มเติม
  • ภูมิปัญญาภาคอีสาน : มีการใช้คว่ำตายหงายเป็นในแนวคิด “ยาเย็นยามฉุกเฉิน” โดยใช้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือการฟกช้ำ และมีความเชื่อเกี่ยวกับการปลูกเป็นไม้มงคลประจำบ้าน

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานศึกษาวิจัย ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคโดยบุคลากรทางการแพทย์

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก : ใบสดนำมาล้างให้สะอาด ตำหรือบดแล้วใช้พอกบริเวณที่มีการระคายเคืองหรือใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านกับแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกและฟกช้ำ
  • ใช้ใบผ่านความร้อน : ภูมิปัญญาบางพื้นที่นำใบอังไฟเล็กน้อยก่อนนำไปตำหรือประคบ
  • ใช้เป็นน้ำคั้นรับประทาน : มีรายงานในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการบิด ท้องร่วง และช่วยขับปัสสาวะ แต่ ไม่ควรนำไปทดลองรับประทานเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ เนื่องจากมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยของสารกลุ่ม cardiac glycoside-like compounds

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ไม่พบหลักฐานจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ว่าคว่ำตายหงายเป็น (Kalanchoe pinnata) เป็นรายการสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยที่ใช้เป็นมาตรฐานการรักษาในระบบบริการสาธารณสุข
  • การที่มีการใช้ คว่ำตายหงายเป็นในภูมิปัญญาพื้นบ้าน จึงควรแยกออกจากสถานะของ “ยาสมุนไพรที่บรรจุอยู่ในบัญชีมาตรฐานของประเทศ”
  • มีงานวิจัยทางคลินิกในต่างประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Bryophyllum pinnatum โดยเฉพาะด้านการคลายการหดตัวของมดลูก ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน และปัญหาการนอนหลับ แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาผลิตภัณฑ์และสารสกัดที่มีการควบคุมมาตรฐาน ไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับการใช้ใบสดของสมุนไพรโดยตรง

สารสำคัญ

จากการศึกษาทางเภสัชเคมีพบสารหลายกลุ่มใน คว่ำตายหงายเป็น ได้แก่

  • Bufadienolides : เช่น bryophyllin A, bryophyllin B, bryophyllin C และสารที่เกี่ยวข้อง เป็นกลุ่มสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงและเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัย
  • Flavonoids : เช่น quercetin, kaempferol และอนุพันธ์ รวมถึง rutin
  • Triterpenoids และ sterols : เช่น α-amyrin, β-amyrin และ β-sitosterol
  • สารฟีนอลิกและกรดอินทรีย์ : มีรายงานสารประกอบ เช่น caffeic acid และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ
  • สารกลุ่มอื่น ๆ : มีการรายงานสารประกอบไขมัน กรดไขมัน แอลกอฮอล์สายยาว และสารประกอบธรรมชาติอื่น ๆ

Bufadienolides เป็นกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมีโครงสร้างและฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับ cardiac glycosides และอาจส่งผลต่อการทำงานของ Na⁺/K⁺-ATPase และระบบหัวใจเมื่อได้รับในระดับสูง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้านภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน : มีการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และเปรียบเทียบกับยาหลอกในสตรีวัยหลังหมดประจำเดือน 20 ราย เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยใช้แคปซูลที่มีน้ำคั้นใบคว่ำตายหงายเป็น 50% พบแนวโน้มว่าจำนวนครั้งของการปัสสาวะลดลงในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์ แต่ขนาดการศึกษายังเล็กและจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่กว่านี้
  • งานวิจัยด้านการคลอดก่อนกำหนด : มีการศึกษาผลของผลิตภัณฑ์ B. pinnatum ในทาง anthroposophic medicine และพบว่ามีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ลดการหดตัวของมดลูก อย่างไรก็ตาม หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน
  • งานวิจัยด้านการนอนหลับ : การศึกษาเชิงสังเกตในหญิงตั้งครรภ์พบว่าคุณภาพการนอนและจำนวนครั้งที่ตื่นกลางคืนดีขึ้นหลังได้รับผลิตภัณฑ์ B. pinnatum แต่เป็นงานวิจัยเชิงสังเกต ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลสำหรับการใช้ใบสด
  • งานวิจัยด้านแผลและการอักเสบ : งานทดลองในสัตว์และหลอดทดลองพบสัญญาณของฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการสมานแผล แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังจำกัด
  • งานวิจัยด้านมะเร็ง : สาร bufadienolides บางชนิด เช่น bryophyllin A แสดงฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในหลอดทดลอง แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานว่าคว่ำตายหงายเป็นสามารถรักษาโรคมะเร็งในคนได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัด คว่ำตายหงายเป็น หลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ระงับปวด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพและเชื้อรา
  • ฤทธิ์สมานแผล
  • ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ในการทดลองบางรูปแบบ
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทและการนอนหลับ
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง

ภาพรวมของงานวิจัยในปัจจุบันชี้ว่าศักยภาพทางเภสัชวิทยามีความน่าสนใจ แต่หลักฐานจำนวนมากยังมาจาก การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ขณะที่ข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ ขนาดยาที่เหมาะสม และการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ยังมีจำกัด

ความปลอดภัย

  • ไม่ควรถือว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยเพียงเพราะเป็นพืชธรรมชาติ เนื่องจากมีสารกลุ่ม bufadienolides ซึ่งอาจมีผลต่อระบบหัวใจ
  • งานวิจัยด้านพิษวิทยาพบความแตกต่างของความเป็นพิษตามส่วนของพืช วิธีสกัด และขนาดที่ได้รับ
  • มีรายงานพิษต่อสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจเมื่อได้รับพืชในปริมาณมาก โดยพบอาการเกี่ยวกับหัวใจและระบบหายใจ
  • มีรายงานผู้ป่วยชายอายุ 63 ปีที่มีโรคหัวใจเดิมและรับประทานใบ Bryophyllum pinnatum ประมาณ 3–4 ใบ ก่อนเกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร ความดันโลหิตและระบบไหลเวียนล้มเหลว และเสียชีวิต โดยผู้รายงานตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของพิษจากสารที่มีลักษณะคล้าย cardiac glycosides
  • ดังนั้น ไม่แนะนำให้รับประทานใบสดหรือสารสกัดเข้มข้นด้วยตนเองเพื่อรักษาโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือใช้ยาที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
  • ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม cardiac glycosides เช่น digoxin ควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากสาร bufadienolides มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบเดียวกัน
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่ควรใช้ใบสดหรือน้ำคั้นพื้นบ้านเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีงานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มาตรฐาน B. pinnatum ในหญิงตั้งครรภ์ก็ตาม เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีรูปแบบและการควบคุมขนาดแตกต่างจากสมุนไพรสด
  • เด็ก ไม่ควรรับประทานเอง
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างยากับคว่ำตายหงายเป็นได้อย่างแน่นอน
  • อย่างไรก็ตาม จากการมี bufadienolides ซึ่งมีลักษณะคล้าย cardiac glycosides จึงควรระวังเป็นพิเศษหากใช้ร่วมกับ digoxin หรือยาที่มีผลต่อจังหวะและการนำไฟฟ้าของหัวใจ
  • ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่ทำให้ระดับโพแทสเซียมเปลี่ยนแปลง เนื่องจากภาวะโพแทสเซียมผิดปกติอาจเพิ่มความเสี่ยงของพิษจาก cardiac glycosides ได้
  • ข้อมูลข้างต้นเป็น ข้อควรระวังเชิงเภสัชวิทยา ไม่ใช่หลักฐานว่าคว่ำตายหงายเป็นมีปฏิกิริยากับยาทุกรายการดังกล่าวโดยตรง

การใช้ในอาหาร

  • ไม่พบหลักฐานว่าคว่ำตายหงายเป็นเป็น ผักพื้นบ้านหรือพืชอาหารที่ใช้เป็นอาหารประจำ ในประเทศไทย
  • มีรายงานภูมิปัญญาจากบางประเทศที่นำใบมาใช้รับประทานในรูปแบบต่าง ๆ แต่เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องสาร bufadienolides จึง ไม่ควรส่งเสริมให้ใช้ใบสดเป็นอาหารหรือรับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะในปริมาณสูง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบบรับประทาน : มีการศึกษาผลิตภัณฑ์ Bryophyllum pinnatum ในต่างประเทศ เช่น เม็ดเคี้ยวหรือแคปซูลที่มีน้ำคั้นจากใบในสัดส่วนที่กำหนด
  • ผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ทางเลือก : มีการใช้ Bryophyllum ใน anthroposophic medicine โดยเฉพาะด้านการนอนหลับ ภาวะกระสับกระส่าย การคลายการหดตัวของมดลูก และกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : การใช้ใบสดหรือสารสกัดในผลิตภัณฑ์สำหรับผิวและแผลมีพื้นฐานจากภูมิปัญญาและงานวิจัยเชิงทดลอง แต่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานมากกว่าการเตรียมสารสกัดเอง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่ถูกแมลงทำลาย และไม่มีสารเคมีตกค้าง
  • การเก็บใบสด : หลังเก็บควรล้างทำความสะอาดและนำไปใช้โดยเร็ว เนื่องจากใบมีน้ำสูงและเน่าเสียได้ง่าย
  • การเก็บวัตถุดิบแห้ง : หากต้องการทำวัตถุดิบแห้ง ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท พ้นแสงและความชื้น
  • การควบคุมคุณภาพ : หากนำไปผลิตเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรควบคุมชนิดพืช ส่วนที่ใช้ สารสำคัญ สารปนเปื้อน และปริมาณสารกลุ่ม bufadienolides เพื่อให้มีความสม่ำเสมอ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคอีสานและจังหวัดเลย : มีความเชื่อว่าคว่ำตายหงายเป็นเป็น สมุนไพรไม้มงคลและ “ยาเย็นยามฉุกเฉิน” โดยบางชุมชนปลูกไว้บริเวณบ้าน
  • การใช้ในเหตุฉุกเฉิน : มีการใช้ใบตามภูมิปัญญาพื้นบ้านกับอาการจากความร้อน เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และฟกช้ำ
  • การใช้ในพิธีกรรม : มีข้อมูลว่าบางพื้นที่นำดอกหรือส่วนของพืชไปใช้ในพิธีขึ้นบ้านใหม่ บูชารถ เก็บไว้ในยุ้งข้าว หรือใช้ในพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ชื่อ “ต้นตายใบเป็น” : สื่อถึงคุณสมบัติที่ใบสามารถสร้างต้นอ่อนใหม่ได้แม้แยกออกจากต้นแม่ ซึ่งเป็นลักษณะทางชีววิทยาที่โดดเด่นของพืชชนิดนี้

ประวัติและวัฒนธรรม

  • คว่ำตายหงายเป็น เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรของชุมชนไทยหลายภูมิภาค
  • ชื่อพื้นเมืองจำนวนมากสะท้อนลักษณะเด่นของต้น เช่น ต้นตายใบเป็น และ นิรพัตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเกิดต้นใหม่จากใบ
  • ในบางชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน มีการมองพืชชนิดนี้ทั้งในฐานะ สมุนไพรประจำบ้าน ไม้มงคล และพืชที่ใช้ในพิธีกรรม

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่า Kalanchoe pinnata มีถิ่นกำเนิดในมาดากัสการ์และมีการนำเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเป็นจำนวนมาก
  • จากข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าคว่ำตายหงายเป็นเป็นพืชสมุนไพรหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย
  • ในทางกลับกัน พืชชนิดนี้สามารถขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจากขอบใบได้ดี จึงมีศักยภาพในการแพร่กระจายสูง
  • การอนุรักษ์ในบริบทของประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับ การเก็บรักษาพันธุกรรมท้องถิ่นและองค์ความรู้ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร มากกว่าการเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Saxifragales
  • วงศ์ (Family) : Crassulaceae
  • สกุล (Genus) : Kalanchoe
  • ชนิด (Species) : Kalanchoe pinnata (Lam.) Pers.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken
  • ชื่อพ้องดั้งเดิม : Cotyledon pinnata Lam.
  • ชื่อที่ฐานข้อมูลไทยบางแห่งยังใช้ : Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken

หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ปัจจุบันยอมรับ Kalanchoe pinnata (Lam.) Pers. เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นในการทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรระบุทั้งสองชื่อเพื่อรองรับการค้นหาจากเอกสารเก่าและฐานข้อมูลสมุนไพรไทย

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะเด่นทางสัณฐานวิทยา : ไม้ล้มลุกอวบน้ำ ลำต้นตั้งตรง ใบหนา และใบอาจเป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบ 3–5 ใบย่อย
  • ลักษณะจำแนกสำคัญ : ขอบใบมีรอยหยักที่สามารถเกิดต้นอ่อนพร้อมราก เป็นลักษณะเด่นที่ช่วยแยกจากพืชอวบน้ำชนิดอื่น
  • ดอก : ช่อดอกออกปลายยอด ดอกเป็นหลอดห้อยลง มีสีเขียวและแดงเรื่อ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับการตรวจสอบ : ควรใช้ Kalanchoe pinnata (Lam.) Pers. เป็นชื่อหลัก และบันทึก Bryophyllum pinnatum (Lam.) Oken เป็นชื่อพ้อง
  • การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ : หากใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยา ควรตรวจสอบลักษณะทางจุลทรรศน์และลักษณะทางเคมีร่วมกับวิธีวิเคราะห์สารสำคัญ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Kalanchoe หรือพืชอวบน้ำชนิดอื่น
  • การตรวจสอบสารสำคัญ : ควรให้ความสำคัญกับสารกลุ่ม flavonoids และ bufadienolides ในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและสารสกัด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา. (2564). คว่ำตายหงายเป็น แก้พิษร้อนผ่อนพิษไข้. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ผลการรักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินในสตรีวัยหลังหมดประจำเดือนของต้นคว่ำตายหงายเป็น. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). คว่ำตายหงายเป็น. ฐานข้อมูลพรรณไม้และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554: คว่ำตายหงายเป็น/ต้นตายใบเป็น.
  5. Fernandes, J. M., Cunha, L. M., Azevedo, E. P., Lourenço, E. M. G., Fernandes-Pedrosa, M. F., & Zucolotto, S. M. (2019). Kalanchoe laciniata and Bryophyllum pinnatum: An updated review about ethnopharmacology, phytochemistry, pharmacology and toxicology. Revista Brasileira de Farmacognosia, 29, 529–558.
  6. Isibor, J. (2026). Phytochemistry and bioactivity studies of Bryophyllum pinnatum: A review. Discover Chemistry, 3, Article 33.
  7. Lambrigger-Steiner, C., Simões-Wüst, A. P., Kuck, A., Fürer, K., Hamburger, M., & von Mandach, U. (2014). Sleep quality in pregnancy during treatment with Bryophyllum pinnatum: An observational study. Phytomedicine, 21(5), 753–757. doi:10.1016/j.phymed.2013.11.003.
  8. McKenzie, R. A., Franke, F. P., & Dunster, P. J. (1987). The toxicity to cattle and bufadienolide content of six Bryophyllum species. Australian Veterinary Journal, 64(10), 298–301. doi:10.1111/j.1751-0813.1987.tb07330.x.
  9. Plangger, N., Rist, L., Zimmermann, R., & von Mandach, U. (2005). Intravenous tocolysis with Bryophyllum pinnatum is better tolerated than beta-agonist application. European Journal of Obstetrics & Gynecology and Reproductive Biology. doi:10.1016/j.ejogrb.2005.05.013.
  10. Potterat, O., et al. (2016). Bryophyllum pinnatum and related species used in anthroposophic medicine: Constituents, pharmacological activities, and clinical efficacy. Planta Medica, 82.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Kalanchoe pinnata (Lam.) Pers. Plants of the World Online.
  12. Shinine, S., & Ram Pavan Kumar, J. S. (2025). Fatal systemic toxicity following ingestion of Bryophyllum pinnatum leaves: A clinical case report. International Journal of Medical and Pharmaceutical Case Reports, 18(4), 54–58. doi:10.9734/IJMPCR/2025/v18i4461.
Scroll to top