คัดลิ้น

คัดลิ้น

คัดลิ้น

คัดลิ้น เป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านประเภทไม้ต้นในวงศ์กระท้อน (Meliaceae) พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กัดลิ้น ขี้อ้าย ลำไยป่า มะค่าลิ้น แก้วลาว และข่าลิ้น ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีการใช้ส่วนของรากและเปลือกต้น โดยเฉพาะรากใช้เป็นยาบำรุงเส้นเอ็นและแก้อาการเกี่ยวกับเส้นเอ็น ขณะที่เปลือกต้นปรากฏเป็นเภสัชวัตถุในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติในชื่อ ขี้อ้ายนา อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการใช้คัดลิ้นในคนยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางการแพทย์สมัยใหม่

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : คัดลิ้น
  • ชื่อท้องถิ่น : กัดลิ้น (ชลบุรี), แก้วลาว (จันทบุรี), ขี้อ้าย (ลำปาง), ลำไยป่า (อุตรดิตถ์), มะค่าลิ้น (อุตรดิตถ์และปราจีนบุรี), ข่าลิ้น และขี้อ้ายดง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Walsura trichostemon Miq.
  • ชื่อวงศ์ : Meliaceae
  • ประเภทพืช : ไม้ต้น
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : ไม่พบชื่อสามัญภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นมาตรฐานอย่างแพร่หลาย
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย : ราก และเปลือกต้น
  • ส่วนที่ปรากฏในรายการเภสัชวัตถุของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ : เปลือกต้น หรือ ขี้อ้ายนา (Walsurae Trichostemonis Cortex)

ชื่อ คัดลิ้น เป็นชื่อที่ใช้เรียกพืชในกลุ่ม Walsura และอาจมีความสับสนกับพืชชนิดอื่นที่ใช้ชื่อพื้นเมืองว่า “ขี้อ้าย” จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบทุกครั้งก่อนนำมาใช้เป็นสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยแหล่งข้อมูลไทยระบุความสูงประมาณ 5–12 เมตร ขณะที่ข้อมูล Flora of Thailand รายงานว่าต้นโตเต็มที่อาจสูงประมาณ 7–20 เมตร และบางต้นอาจสูงได้ถึง 24 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลถึงเทาดำ แตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาว กิ่งอ่อนมีขนสั้นและมีช่องอากาศหรือตุ่มเลนทิเซลเห็นได้ชัด
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยโดยทั่วไปมี 3 ใบในข้อมูลสมุนไพรไทย และข้อมูล Flora of Thailand พบได้ 3–5 ใบ ใบย่อยมีรูปร่างรีถึงรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมถึงมน ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีอ่อนกว่า เส้นแขนงใบเห็นเด่นชัด
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวนวล และมีเกสรเพศผู้ 10 อัน
  • ผล : เป็นผลสดลักษณะกลมหรือเกือบกลม เมื่อสุกมีสีเหลือง ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีขนสั้น และมีเมล็ดภายใน 1–2 เมล็ดตามข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแหล่ง
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะกลม มีเยื่อหุ้มเมล็ดนุ่มอยู่โดยรอบ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก รวมถึงพื้นที่อื่นตามเขตป่าธรรมชาติ
  • การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยข้อมูล Flora of Thailand ระบุการกระจายพันธุ์ของชนิดนี้ในอินเดีย หมู่เกาะอันดามัน เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
  • แหล่งอาศัย : พบในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น โดยมักพบในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นและบริเวณใกล้ลำห้วย
  • ระดับความสูง : พบได้ตั้งแต่พื้นที่ราบถึงประมาณ 900 เมตรจากระดับน้ำทะเลตามข้อมูลพรรณไม้ไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเตรียมเมล็ด : ข้อมูลด้านการเพาะพันธุ์ระบุว่าสามารถนำเมล็ดไปเพาะหลังจากนำเยื่อหุ้มเมล็ดออก
  • การเจริญเติบโต : เป็นไม้ที่เจริญเติบโตค่อนข้างช้าในระยะกล้า และต้นกล้าต้องการแสงค่อนข้างมาก
  • สภาพพื้นที่ปลูก : เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น สามารถปลูกร่วมกับไม้โตเร็วเพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในระยะแรก
  • ฤดูออกดอกและติดผล : ข้อมูลสำรวจของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่าออกดอกประมาณเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ และติดผลประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่กล่าวถึงในตำรายาไทย ใช้ในกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็น
  • เปลือกต้น : ใช้เป็นเภสัชวัตถุในตำรับยาแผนไทย โดยมีชื่อว่า ขี้อ้ายนา และระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Walsura trichostemon Miq.

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก : รสร้อนจัด ตามตำรายาไทยใช้ แก้เส้นเอ็นพิการ และบำรุงเส้นเอ็น
  • ราก : ในตำรับ เบญจมูลใหญ่ ใช้เป็นหนึ่งในรากสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ รากมะตูม รากแคแตร รากลำไย รากเพกา และรากคัดลิ้น โดยตำรับดังกล่าวมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเพื่อจัดการกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับลมและเสมหะ
  • เปลือกต้น : แหล่งข้อมูลการแพทย์พื้นบ้านบางแห่งระบุการใช้เปลือกต้นต้มสำหรับชะล้างบาดแผล ช่วยสมานแผล และใช้กับปัญหาผิวหนัง แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ยังไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิก
  • รากและต้น : มีการกล่าวถึงการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการปวดเมื่อยและเส้นเอ็น

วิธีใช้

  • ตามตำรายาไทย : ระบุการใช้ รากคัดลิ้น เป็นตัวยาสมุนไพร โดยไม่ได้กำหนดขนาดรับประทานเดี่ยวที่เป็นมาตรฐานสากลในแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ
  • ในตำรับเบญจมูลใหญ่ : ใช้รากคัดลิ้นร่วมกับรากสมุนไพรอีก 4 ชนิด ไม่ใช่การใช้คัดลิ้นเดี่ยว
  • ข้อควรระวังในการนำไปใช้ : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานคัดลิ้นเดี่ยวด้วยตนเองจากข้อมูลภูมิปัญญา เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาเดี่ยวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • คัดลิ้นไม่ได้ปรากฏเป็นชื่อยาสำเร็จรูปเดี่ยวในรายการ “บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์” ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในรายการที่ตรวจสอบ
  • อย่างไรก็ตาม Walsura trichostemon Miq. ปรากฏใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ในชื่อ ขี้อ้ายนา โดยใช้ เปลือกต้น (Cortex) เป็นเภสัชวัตถุ และมีชื่อภาษาละตินว่า Walsurae Trichostemonis Cortex
  • นอกจากนี้ รากคัดลิ้น ยังมีบทบาทในตำรับยาไทยโบราณ เช่น เบญจมูลใหญ่ ซึ่งเป็นหลักฐานด้านภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นการรับรองประสิทธิผลของคัดลิ้นเดี่ยวในทางการแพทย์สมัยใหม่

สารสำคัญ

งานวิจัยด้านเคมีของ Walsura trichostemon พบสารกลุ่ม triterpenoids โดยเฉพาะกลุ่ม tirucallane, apotirucallane และ dammarane รวมถึงสารกลุ่มสเตอรอล

  • Trichostemonate : สารกลุ่ม apotirucallane ที่แยกได้จากราก
  • 3-Epimesendanin S 12-acetate : สารกลุ่ม tirucallane ที่แยกได้จากราก
  • 3-Epimesendanin S
  • Meliasenin G
  • β-Sitosterol
  • β-Sitosterol glucoside
  • จากใบยังพบสารกลุ่ม apotirucallane และ tirucallane รวมถึงสเตอรอลหลายชนิด

งานวิจัยจากส่วนต้นยังพบสารกลุ่ม dammarane และ apotirucallane triterpenoids หลายชนิด และมีการศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ Sichaem และคณะ (2012) แยกสาร trichostemonate จากราก Walsura trichostemon และพบว่าสารบริสุทธิ์ดังกล่าวมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง KB และ HeLa ในการทดลองระดับเซลล์ โดยมีค่า IC50 ประมาณ 3.28 และ 0.93 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรตามลำดับ ผลดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานระดับ in vitro และไม่สามารถใช้สรุปว่าคัดลิ้นรักษาโรคมะเร็งในคนได้

งานวิจัยจากรากในปี 2021 พบสาร tirucallane หลายชนิด โดยสารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางสายพันธุ์ เช่น Bacillus cereus, Bacillus subtilis, Pseudomonas aeruginosa และ Escherichia coli ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ

งานวิจัยจากใบในปี 2021 พบสารกลุ่ม apotirucallane และ tirucallane โดยสารบางชนิดมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และสารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในการทดลองระดับหลอดทดลอง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษารากคัดลิ้นในฐานะส่วนประกอบของตำรับ เบญจมูลใหญ่ (Ben-Cha-Moon-Yai) ซึ่งประกอบด้วยรากสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ Aegle marmelos, Oroxylum indicum, Dimocarpus longan, Dolichandrone serrulata และ Walsura trichostemon

  • สารสกัดราก Walsura trichostemon ในการทดลองสัตว์แสดง ฤทธิ์ลดปวด ในแบบจำลองหลายรูปแบบ
  • สารสกัดรากมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในแบบจำลองการบวมของอุ้งเท้าหนู
  • ผลการทดลองชี้ว่าฤทธิ์ลดปวดของสารสกัดรากคัดลิ้นอาจเกี่ยวข้องกับระบบ opioid และระบบ prostaglandin
  • การทดลองดังกล่าวเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดไข้ของรากคัดลิ้นในตำรับเบญจมูลใหญ่ โดยพบว่าสารสกัดราก Walsura trichostemon สามารถลดอุณหภูมิในแบบจำลองไข้ที่เหนี่ยวนำด้วย LPS ในหนูทดลองได้ในขนาดที่ศึกษา

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ คัดลิ้น (Walsura trichostemon) ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเดี่ยวในระยะยาว จึงไม่ควรนำผลการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลองมาใช้กำหนดความปลอดภัยสำหรับคนโดยตรง

งานวิจัยจำนวนหนึ่งศึกษาสารบริสุทธิ์ที่แยกจากพืชและพบฤทธิ์ต่อเซลล์หรือจุลชีพ ซึ่งเป็นข้อมูลด้านเภสัชวิทยาเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อมูลความปลอดภัยของการรับประทานสมุนไพรทั้งต้นหรือรากในคน

ข้อควรระวัง : หากต้องการใช้คัดลิ้นเป็นยา ควรใช้ตามตำรับและคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านเภสัชกรรมไทย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่น

ข้อห้ามใช้

  • ตามตำรายาไทยบางแหล่ง : ระบุว่าไม่ควรใช้รากคัดลิ้นในผู้ที่มี โรคเส้นประสาทพิการ
  • เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับคัดลิ้นยังไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด หากไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ไม่ควรใช้เป็นยารักษาโรคร้ายแรงแทนการรักษามาตรฐาน จากหลักฐานงานวิจัยที่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองเป็นส่วนใหญ่

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างคัดลิ้นกับยาสมัยใหม่ อย่างชัดเจน

ด้วยเหตุที่คัดลิ้นมีสารกลุ่ม triterpenoids หลายชนิด และมีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารบริสุทธิ์ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาล หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดคัดลิ้น

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก : เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีขาว รสหวาน และมีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นว่าสามารถรับประทานได้
  • ข้อสังเกต : หากรับประทานในปริมาณมากอาจเกิดอาการ ระคายหรือคันลิ้นและคอ ซึ่งสอดคล้องกับชื่อพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับอาการ “กัดลิ้น”
  • มีรายงานการนำผลสุกไปใช้ประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น ตำร่วมกับผลไม้รสฝาดเพื่อช่วยลดการระคายลิ้น
  • งานชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีสานยังบันทึกการรับประทานผลของ Walsura trichostemon เป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เนื้อไม้ : มีการนำไปใช้ในงานก่อสร้าง เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็ง
  • ฟืน : เนื้อไม้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงและให้ความร้อนสูง
  • สำหรับ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์จากคัดลิ้นโดยตรง ยังมีข้อมูลสาธารณะที่น่าเชื่อถือค่อนข้างจำกัด จึงไม่ควรระบุสรรพคุณบนผลิตภัณฑ์เกินกว่าหลักฐานหรือการอนุญาตตามกฎหมาย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บส่วนที่ใช้เป็นยาควรเลือก ต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง และสามารถระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง
  • หากเก็บเปลือกต้น ไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย ควรเก็บอย่างยั่งยืนและหลีกเลี่ยงต้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
  • หลังเก็บควรทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งสนิทก่อนจัดเก็บ
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา และควรแยกจากสมุนไพรชนิดอื่นที่มีกลิ่นแรง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

คัดลิ้นเป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย โดย ราก มีชื่อเสียงด้านการใช้เกี่ยวกับเส้นเอ็น ขณะที่ เปลือกต้น มีการใช้กับบาดแผลและปัญหาผิวหนังในบางท้องถิ่น นอกจากนี้รากคัดลิ้นยังเป็นองค์ประกอบของ พิกัดเบญจมูลใหญ่ ซึ่งสะท้อนการนำพืชชนิดนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของตำรับยาไทยมากกว่าการใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ คัดลิ้น กัดลิ้น และข่าลิ้น เป็นชื่อพื้นบ้านที่พบแตกต่างกันตามภูมิภาค ชื่อเหล่านี้สะท้อนลักษณะเด่นของผลที่เมื่อรับประทานมากอาจทำให้เกิดความรู้สึกระคายหรือคันบริเวณลิ้นและคอ

ในทางเภสัชกรรมไทย พืชชนิดนี้ได้รับการบันทึกในกลุ่มเภสัชวัตถุของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติในชื่อ ขี้อ้ายนา และใช้เปลือกต้นเป็นส่วนของยา แสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีบทบาทในองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

สถานะการอนุรักษ์

ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอจากฐานข้อมูลที่ตรวจสอบเพื่อระบุสถานะการอนุรักษ์ของ Walsura trichostemon ในระดับ IUCN โดยตรง

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลการสำรวจพบต้นชนิดนี้ในพื้นที่ธรรมชาติของประเทศไทย และมีการบันทึกสถานะในงานชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์บางพื้นที่เป็นพืชพื้นถิ่นที่มีสถานะ LC (Least Concern) ในบริบทของการประเมินที่ใช้ในงานศึกษาดังกล่าว

การเก็บ รากหรือเปลือกต้นจากป่าธรรมชาติ อาจทำให้ต้นไม้เสียหายหรือตาย จึงควรส่งเสริมการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและการปลูกทดแทนเพื่อใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม/ดิวิชัน (Phylum/Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Meliaceae
  • สกุล (Genus) : Walsura Roxb.
  • ชนิด (Species) : Walsura trichostemon Miq.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Walsura trichostemon Miq.
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล/เอกสารไทยบางแห่ง : Walsura villosa Wall. ex Hiern / Walsura villosa Kurz

ปัจจุบันข้อมูลจาก Plants of the World Online (Royal Botanic Gardens, Kew) ยอมรับ Walsura trichostemon Miq. เป็นชนิดหนึ่งในสกุล Walsura ขณะที่ Flora of Thailand ระบุว่า Walsura villosa Wall. ex Hiern เป็นชื่อที่ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นชื่อแยกต่างหากสำหรับ W. trichostemon ในบริบทดังกล่าว

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ คัดลิ้น ควรเริ่มจากการยืนยันชนิดพืชก่อนนำส่วนของรากหรือเปลือกต้นมาใช้ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง เช่น “ขี้อ้าย” อาจใช้กับพืชมากกว่าหนึ่งชนิด

  • ลักษณะสำคัญที่ใช้ตรวจสอบ : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย 3–5 ใบ ดอกสีขาวนวลออกเป็นช่อ และผลกลมเมื่อสุกสีเหลือง
  • ลักษณะเด่นของใบ : ใบย่อยมีเส้นแขนงใบเด่น และก้านใบหรือก้านใบย่อยมีลักษณะเป็นข้อ
  • ลักษณะผล : ผลกลม มีขนละเอียด เมื่อสุกมีสีเหลือง
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ควรเปรียบเทียบตัวอย่างพืชจริงกับตัวอย่างอ้างอิงหรือเอกสารพรรณพฤกษศาสตร์ และควรเก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) เพื่อยืนยันชนิดเมื่อทำงานวิจัย
  • วัตถุดิบเปลือกต้น : หากนำมาใช้เป็นเภสัชวัตถุ ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Walsurae Trichostemonis Cortex และไม่ควรอาศัยชื่อพื้นเมืองเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition). กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย.
  2. เอื้อมพร วีสมหมาย และปณิธาน แก้วดวงเทียน. (2547). ไม้ป่ายืนต้นของไทย 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
  3. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กัดลิ้น: Walsura trichostemon Miq. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  4. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์: Walsura trichostemon Miq.
  5. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Walsura Roxb. Plants of the World Online.
  6. Nugroho, A. E., Hirasawa, Y., Kaneda, T., Shirota, O., Matsuno, M., Mizukami, H., & Morita, H. (2021). Triterpenoids from Walsura trichostemon. Journal of Natural Medicines, 75(2), 415–422. https://doi.org/10.1007/s11418-021-01483-4
  7. Sichaem, J., Aree, T., Khumkratok, S., Jong-aramruang, J., & Tip-pyang, S. (2012). A new cytotoxic apotirucallane from the roots of Walsura trichostemon. Phytochemistry Letters, 5(3), 665–667. https://doi.org/10.1016/j.phytol.2012.07.001
  8. Suchaichit, N., Kanokmedhakul, K., Promgool, T., Moosophon, P., Chompoosor, A., Suchaichit, N. P., & Kanokmedhakul, S. (2021). A new antibacterial tirucallane from Walsura trichostemon roots. Natural Product Research, 35(16), 2799–2803. https://doi.org/10.1080/14786419.2019.1669025
  9. Suchaichit, N., Pitchuanchom, S., Kanokmedhakul, K., Moosophon, P., Chompoosor, A., Kanokmedhakul, S., & Suchaichit, N. P. (2021). A new apotirucallane from Walsura trichostemon leaves and its antibacterial and α-glucosidase inhibitory activities. Chemistry & Biodiversity, 18, e2100134. https://doi.org/10.1002/cbdv.202100134
Scroll to top