คันทรง

คันทรง

คันทรง

คันทรง เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้เลื้อยในวงศ์พุทรา (Rhamnaceae) พบในประเทศไทยและเขตร้อนของเอเชีย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ก้านตรง ก้านเถิง ก้านถึง กะทรง ผักก้านตรง ผักหวานทะเล และผักหวานต้น ส่วนยอดและใบอ่อนมีการนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน ขณะที่ราก ใบ และเปลือกต้นปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้เพื่อบรรเทาอาการบวมและอาการทางผิวหนัง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับสารสกัดหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: คันทรง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Colubrina asiatica (L.) Brongn.
  • ชื่อวงศ์: Rhamnaceae หรือวงศ์พุทรา
  • ชื่อสามัญ: Latherleaf, Asian snakewood, Asian nakedwood
  • ชื่อท้องถิ่น: ก้านตรง, ก้านถึง, ก้านเถิง, ก้านเถิ่ง, ผักก้านเถิง, ผักก้านตรง, คันซง, คันซุง, คันชุง, กะทรง, ทรง, เพลโพเด๊าะ, ผักหวานต้น และผักหวานทะเล
  • ลักษณะเด่น: ไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับเป็นมัน ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว และผลกลมมี 3 พู
  • การใช้ประโยชน์: เป็นทั้ง พืชอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน โดยยอดและใบอ่อนนำมาประกอบอาหาร และส่วนต่าง ๆ ของพืชมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งจำนวนมากตั้งแต่โคนต้น โดยทั่วไปสูงประมาณ 2–3 เมตร แต่บางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงหรือทอดกิ่งได้ประมาณ 1–9 เมตร เปลือกต้นสีเทาถึงเขียวเข้ม มีลักษณะเป็นมันและมีรอยแตกตื้น ๆ กิ่งอ่อนกลม สีเขียว
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปไข่กว้าง หรือรูปหัวใจ ขนาดประมาณ 3–6 × 5–9 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้าตื้นคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักมนหรือเป็นฟันเลื่อยละเอียด แผ่นใบบาง ผิวใบเป็นมัน และมีเส้นใบเด่น 3 เส้นออกจากโคนใบ ก้านใบยาวประมาณ 1–1.6 เซนติเมตร
  • ดอก: ออกเป็นช่อขนาดเล็กบริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลืองอมเขียวหรือเขียวแกมเหลือง มีประมาณ 5 กลีบและเกสรเพศผู้ 5 อัน ดอกมีขนาดประมาณ 4–5 มิลลิเมตร
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบแคปซูลหรือผลกลม ขนาดประมาณ 7–9 มิลลิเมตร เมื่อแก่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล และแยกออกเป็น 3 ส่วน ภายในมีเมล็ดประมาณ 3 เมล็ด
  • เมล็ด: มีขนาดเล็ก รูปร่างค่อนข้างแบน สีเทาหรือน้ำตาลเทา และมีความสามารถในการลอยน้ำทะเลได้ จึงช่วยให้พืชแพร่กระจายตามแนวชายฝั่งได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดกว้างตั้งแต่แอฟริกาตะวันออก อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ออสเตรเลียเขตร้อน ไปจนถึงหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
  • ในประเทศไทย: พบได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณป่าละเมาะ พื้นที่รกร้าง ชายป่า และพื้นที่ชายฝั่ง รวมถึงบริเวณชายหาดหรือพื้นที่หินปูนใกล้ระดับน้ำทะเล
  • สภาพแวดล้อม: สามารถเจริญได้ในพื้นที่เขตร้อน ดินค่อนข้างยากจน พื้นที่มีความเค็ม และบริเวณชายฝั่งที่ได้รับละอองเกลือ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดแก่ที่สมบูรณ์เพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำดี เมื่อเมล็ดงอกและต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
  • การปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นปักชำเพื่อขยายพันธุ์ได้
  • แสง: เจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก
  • ดิน: สามารถทนต่อดินค่อนข้างยากจนและพื้นที่ชายฝั่งได้
  • ความชื้น: ต้องการน้ำพอเหมาะ และเมื่อโตแล้วสามารถทนสภาพค่อนข้างแห้งแล้งได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: มีการใช้ในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบวม ไข้ และอาการบางอย่างในเด็ก
  • ใบ: ใช้ภายนอกในรูปยาต้มหรือยาพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับผื่นคันและปัญหาผิวหนัง
  • เปลือกต้น: มีการใช้ต้มอาบเพื่อบรรเทาอาการบวมและปัญหาผิวหนัง
  • ผล: มีรายงานการใช้พื้นบ้านเพื่อเบื่อปลา และมีรายงานการใช้เพื่อทำให้แท้ง จึงเป็นส่วนที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • ยอดและใบอ่อน: ใช้เป็นอาหารมากกว่าการใช้เป็นยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก: ตำรายาพื้นบ้านบางแห่งใช้เพื่อ แก้อาการบวม แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และถอนพิษไข้ นอกจากนี้ภูมิปัญญาอีสานมีการใช้รากร่วมกับรากย่านางและรากผักหวานบ้านในตำรับพื้นบ้านสำหรับไข้
  • ใบและเปลือกต้น: ใช้ต้มเป็นน้ำอาบเพื่อ บรรเทาอาการบวม ผื่นคัน และปัญหาผิวหนัง รวมถึงอาการบวมที่เชื่อมโยงกับโรคไตหรือโรคหัวใจตามความเชื่อและตำรายาพื้นบ้าน
  • ใบ: มีการใช้เป็นยาภายนอกสำหรับอาการระคายเคือง ผื่นคัน และโรคผิวหนังบางชนิด
  • ราก: ในภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้แก้ตานขโมยในเด็กและอาการทางเดินอาหารบางอย่าง
  • น้ำมันจากเมล็ด: มีรายงานการใช้พื้นบ้านสำหรับอาการปวดตามตัว ปวดศีรษะ อาการชา และข้อรูมาติก

ข้อควรเน้น: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและเอกสารชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์ทุกข้อ

วิธีใช้

  • ใช้เป็นผัก: ยอดและใบอ่อนนำมาลวกหรือต้มก่อนรับประทาน สามารถรับประทานกับน้ำพริก หรือนำไปผัดและใส่ในแกงได้
  • ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีการนำรากมาล้างให้สะอาดแล้วต้มกับน้ำสำหรับรับประทานในกรณีที่มีการใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยมีเอกสารด้านภูมิปัญญาระบุการใช้รากประมาณ 1 กำมือ ต่อน้ำประมาณ 1 กา สำหรับเด็กในบางพื้นที่
  • ใช้ภายนอก: ใบหรือเปลือกต้นมีการนำมาต้มแล้วใช้น้ำสำหรับอาบหรือใช้กับผิวตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • คำแนะนำ: ไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาพื้นบ้านไปใช้เป็นขนาดยารักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ต้องแยกชื่อพืชให้ชัดเจน: ใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 รายการพืชวัตถุระบุ “คันทรง” = ผลของ Oxyceros horridus Lour. ส่วน รากของ Colubrina asiatica (L.) Brongn. อยู่ภายใต้ชื่อ “คำไทย/ดอกคำ” ไม่ได้ระบุเป็น “คันทรง” ในรายการเดียวกัน

ดังนั้น หากเว็บไซต์จะนำเสนอ คันทรง = Colubrina asiatica ควรระบุหมายเหตุนี้เพื่อป้องกันการนำข้อมูลของ Oxyceros horridus มาปะปนกับ Colubrina asiatica

สารสำคัญ

จากการศึกษาทางเคมีของ Colubrina asiatica พบสารหลายกลุ่ม ได้แก่

  • ซาโปนินกลุ่ม jujubogenin: เช่น colubrin และ colubrinoside
  • ฟลาโวนอยด์: เช่น rutin และ kaempferol 3-O-rutinoside
  • ไตรเทอร์พีน: พบสารกลุ่ม triterpene acids และ ceanothane triterpenes
  • สเตอรอยด์: มีรายงานการแยกสารสเตอรอยด์หลายชนิดจากกิ่ง
  • สารกลุ่มเบนโซอิกและสารประกอบอื่น ๆ: มีการแยกและพิสูจน์โครงสร้างจากส่วนกิ่งและราก

สารสำคัญที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ colubrin และ colubrinoside ซึ่งเป็นซาโปนินที่พบในใบและมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Colubrina asiatica มีทั้งด้าน องค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย ฤทธิ์ต้านเชื้อมัยโคแบคทีเรีย ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และความเป็นพิษต่อเซลล์

  • งานวิจัยจากประเทศไทยสามารถแยกสารจากกิ่งของ C. asiatica ได้ 16 ชนิด ประกอบด้วยไตรเทอร์พีน กรดไขมัน สเตอรอยด์ อนุพันธ์กรดเบนโซอิก เปปไทด์ เซสควิเทอร์พีน และสารกลุ่ม jujubogenin
  • สารบางชนิดแสดง ฤทธิ์ต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • มีสารบางชนิดแสดง ฤทธิ์ต้าน Mycobacterium tuberculosis
  • สารบางชนิดแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในระดับหนึ่ง แต่ผลดังกล่าวเป็นการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานว่าสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง: ซาโปนิน colubrin และ colubrinoside จาก C. asiatica สามารถยับยั้งการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของหนูทดลองได้แม้ในขนาดต่ำ และมีปฏิสัมพันธ์กับฤทธิ์ของ amphetamine และ chlordiazepoxide จึงเป็นข้อมูลสำคัญด้านความปลอดภัยและฤทธิ์กดประสาท
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: สารไตรเทอร์พีนบางชนิดจากกิ่งและรากแสดงฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum ในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านมัยโคแบคทีเรีย: สารบางชนิดจากกิ่งและรากมีฤทธิ์ต่อ Mycobacterium tuberculosis ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบหลายระบบ เช่น DPPH การกำจัดอนุมูลซูเปอร์ออกไซด์ การกำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และ metal-chelating activity
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหยของพืชมีการศึกษาฤทธิ์ต่อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบและความดันโลหิต: งานวิจัยเก่าเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยพบผลลดอุณหภูมิร่างกายและลดความดันในสัตว์ทดลอง รวมถึงมีผลต่อตัวรับหรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับ acetylcholine และ histamine แต่ยังไม่ใช่หลักฐานสำหรับการใช้รักษาในมนุษย์

ความปลอดภัย

คันทรงไม่ควรถูกมองว่าเป็นผักหรือสมุนไพรที่รับประทานได้ทุกส่วนอย่างปลอดภัย เนื่องจากมีสารกลุ่มซาโปนินและมีข้อมูลการทดลองที่แสดงฤทธิ์ต่อระบบประสาท

  • การรับประทานในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงจากสารซาโปนิน
  • ซาโปนินบางชนิดจากพืชมีฤทธิ์ทำให้สัตว์ทดลองเคลื่อนไหวน้อยลง จึงควรระวังอาการง่วงซึมเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้น
  • ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวในมนุษย์และข้อมูลการกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยยังมีจำกัด
  • ไม่ควรใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นเองเพื่อรักษาโรคโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะผลและสารสกัดจากผล เนื่องจากมีรายงานภูมิปัญญาและฐานข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์เกี่ยวกับการใช้เพื่อทำให้แท้ง
  • เด็ก: ไม่ควรนำสูตรยาพื้นบ้านที่มีการใช้ในเด็กไปใช้เอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและขนาดยาที่เป็นมาตรฐาน
  • ผู้ที่แพ้พืชหรือมีโรคประจำตัว: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้น
  • ผลของคันทรง: ไม่ควรนำมารับประทานเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการทำแท้ง เพราะไม่มีข้อมูลด้านขนาดยาที่ปลอดภัย และอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่าง Colubrina asiatica กับยาที่ใช้ในมนุษย์ อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม งานทดลองพบว่า colubrin และ colubrinoside มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางในหนูทดลอง และสามารถเสริมฤทธิ์กับ chlordiazepoxide ได้ จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ยากดประสาท หรือสารที่ทำให้ง่วง จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน: ใช้เป็นผักพื้นบ้าน
  • การเตรียม: นิยมลวกหรือต้มก่อนรับประทาน
  • เมนูพื้นบ้าน: รับประทานกับน้ำพริก ผัดน้ำมัน ใส่แกงส้ม แกงเลียง ห่อหมก และแกงจืด
  • ภาคเหนือ: มีรายงานการนำไปแกงกับปลาย่าง
  • ภาคอีสาน: มีการนำไปประกอบแกงอ่อม
  • ภาคใต้: มีข้อมูลการนำใบมาประกอบอาหารบางชนิด โดยเฉพาะอาหารที่ใช้ปลา

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นบ้าน: ใบและเปลือกมีซาโปนินที่สามารถทำให้เกิดฟอง จึงมีประวัติการใช้แทนสบู่ในบางวัฒนธรรม
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สารสกัดของคันทรงมีศักยภาพในการนำไปศึกษาต่อด้านสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านจุลชีพ
  • ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง: มีการศึกษาระดับโครงงานเกี่ยวกับสารสกัดคันทรงเพื่อป้องกันแมลง แต่ยังไม่ควรนำมาอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์หรือสาธารณสุข

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ยอดและใบอ่อน: เก็บเฉพาะส่วนที่สมบูรณ์ ไม่ช้ำหรือมีเชื้อรา และควรนำมาปรุงอาหารหลังเก็บไม่นาน
  • รากและเปลือก: หากเก็บเพื่อศึกษาหรือใช้ตามตำรับพื้นบ้าน ควรระบุชนิดพืชด้วยชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชที่มีชื่อพื้นเมืองว่า “คันทรง” ชนิดอื่น
  • การทำให้แห้ง: ควรล้างสิ่งสกปรก ตัดเป็นชิ้น และทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท หรือใช้วิธีควบคุมอุณหภูมิ
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
  • การตรวจสอบ: วัตถุดิบสมุนไพรควรผ่านการตรวจสอบเอกลักษณ์ก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะรากและเปลือกที่อาจสับสนกับพืชชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

คันทรงเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งในฐานะ ผักพื้นบ้านและสมุนไพร ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้

  • หมอยาพื้นบ้านอีสานมีการใช้ รากคันทรง ในตำรับเกี่ยวกับไข้และอาการบวม
  • ใบและเปลือกต้นมีการนำไป ต้มอาบ เพื่อบรรเทาผื่นคัน อาการบวม และปัญหาผิวหนัง
  • ยอดและใบอ่อนใช้เป็น ผักพื้นบ้าน
  • บางพื้นที่ใช้ผลเพื่อ เบื่อปลา
  • ในบางวัฒนธรรมของภูมิภาคแปซิฟิก ใบหรือเปลือกใช้แทนสบู่ เนื่องจากมีซาโปนิน

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Latherleaf สัมพันธ์กับภูมิปัญญาการนำใบหรือเปลือกมาขยี้กับน้ำให้เกิดฟองเพื่อใช้ทำความสะอาด ส่วนชื่อ Asian snakewood หรือชื่อที่เกี่ยวข้องกับลักษณะคล้ายงู สัมพันธ์กับลักษณะการเจริญเติบโตแบบทอดเลื้อยของกิ่งและลำต้น

ในประเทศไทย คันทรงมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน เนื่องจากยอดและใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารได้ และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Plants of the World Online (Kew) Colubrina asiatica เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และข้อมูลสถานภาพการอนุรักษ์ตาม IUCN ระบุเป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนี้แบบจำลองการประเมินความเสี่ยงของพืชดอกระบุว่าเป็นชนิดที่ไม่ถูกจัดว่าถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่นอกถิ่นกำเนิด เช่น ฟลอริดา มีรายงานว่าพืชชนิดนี้สามารถกลายเป็น พืชต่างถิ่นรุกราน ได้ จึงควรพิจารณาการปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Division): Tracheophyta
  • ชั้น (Class): Magnoliopsida
  • อันดับ (Order): Rosales
  • วงศ์ (Family): Rhamnaceae
  • สกุล (Genus): Colubrina Rich. ex Brongn.
  • ชนิด (Species): Colubrina asiatica (L.) Brongn.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Ceanothus asiaticus L.; Rhamnus asiatica (L.) Poir.; Rhamnus splendens Blume; Sageretia splendens (Blume) G.Don; Tubanthera katapa Raf. เป็นต้น

ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Colubrina asiatica (L.) Brongn. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ คันทรง (Colubrina asiatica) ควรพิจารณาลักษณะสำคัญดังนี้

  • ลำต้น: ไม้พุ่มหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย แตกกิ่งมาก
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ ผิวเป็นมัน รูปไข่ รูปไข่กว้าง หรือรูปหัวใจ มีเส้นใบเด่นจากโคนประมาณ 3 เส้น
  • ดอก: ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ
  • ผล: ผลกลมขนาดประมาณ 7–9 มิลลิเมตร เมื่อแก่แตกออกเป็น 3 ส่วน
  • เมล็ด: มีประมาณ 3 เมล็ดต่อผล สีเทาหรือน้ำตาลเทา
  • ช่วงออกดอก: ประมาณเดือนมิถุนายน–กันยายน
  • ช่วงติดผล: ประมาณเดือนกันยายน–ธันวาคม

การตรวจสอบวัตถุดิบแห้ง: หากเป็นรากหรือเปลือกที่ไม่มีใบ ดอก หรือผลติดมาด้วย การระบุจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจทำได้ยาก จึงควรอาศัยตัวอย่างพรรณไม้แห้งจากแหล่งอ้างอิง การตรวจทางจุลทรรศน์ หรือการตรวจสารเคมี/ดีเอ็นเอเมื่อจำเป็น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิชาการเกษตร. (2565). รายงานการวิจัยและข้อมูลการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรและพืชอาหาร. กรมวิชาการเกษตร.
  2. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition). กระทรวงสาธารณสุข.
  3. จันทรโณทัย, ป. (ม.ป.ป.). อนุกรมวิธานพืชวงศ์พุทรา (Rhamnaceae) ในประเทศไทย. โครงการ BRT/สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
  4. มหาวิทยาลัยมหิดล สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์. (2568). คันทรง (Colubrina asiatica (L.) Brongn.).
  5. ฐานข้อมูลพรรณไม้ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). คันทรง.
  6. Sangsopha, W., Kanokmedhakul, K., Lekphrom, R., & Kanokmedhakul, S. (2018). Chemical constituents and biological activities from branches of Colubrina asiatica. Natural Product Research, 32(10), 1176–1179.
  7. Wagner, H., Ott, S., Jurcic, K., Morton, J., & Neszmelyi, A. (1983). Chemistry, 13C-NMR study and pharmacology of two saponins from Colubrina asiatica. Planta Medica, 48(3), 136–141.
  8. Kar, A., Menon, M. K., & Chauhan, C. S. (1970). Pharmacological investigations of the essential oil of Colubrina asiatica. Planta Medica, 18(3), 222–226.
  9. Lee, S. S., et al. (2000). New jujubogenin glycosides from Colubrina asiatica. Journal of Natural Products, 63(11), 1580–1583.
  10. Nivas, D., Dethe, U. L., & Gaikwad, D. K. (2015). In vitro antioxidant activities and antimicrobial efficacy of Asian snakewood; Colubrina asiatica (L.) Brong. Research Journal of Medicinal Plant, 9(7), 307–320.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Colubrina asiatica (L.) Brongn. Plants of the World Online.
  12. World Flora Online. (2026). Colubrina asiatica Brongn. World Flora Online.
Scroll to top