เขยตาย

เขยตาย

เขยตาย

เขยตาย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น ส้มชื่น น้ำข้าว กระรอกน้ำ ประยงค์ใหญ่ ลูกเขยตาย และเขนทะ มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. อยู่ในวงศ์ Rutaceae หรือวงศ์ส้ม พบเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในพื้นที่เขตร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย และมีประวัติการใช้ส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ ราก ใบ เปลือกต้น ดอก และผล ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย

หมายเหตุด้านชื่อสมุนไพร: ชื่อพื้นเมือง “เขยตาย” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางท้องถิ่น ดังนั้นข้อมูลในบทความนี้หมายถึง เขยตายชนิด Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. ซึ่งเป็นชนิดที่พบในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยหลายแหล่ง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : เขยตาย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Glycosmis arborea (Roxb.) DC., Limonia pentaphylla Retz. และชื่อพ้องอื่น ๆ อีกหลายชื่อ โดยฐานข้อมูล Kew ระบุชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก
  • วงศ์ : Rutaceae
  • ชื่อท้องถิ่น : ส้มชื่น, ศรีชมชื่น, น้ำข้าวต้น, พิษนาคราช, พุทธรักษา, ประยงค์ใหญ่, กระรอกน้ำ, กระรอกน้ำข้าว, มันหมู, เขนทะ, กระโรกน้ำข้าว, ลูกเขยตาย, น้ำข้าว, ชมชื่น และตาระแป เป็นต้น
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Toothbrush plant, Orange berry หรือ Gin berry โดยชื่อ Toothbrush plant เกี่ยวข้องกับการนำกิ่งมาใช้เป็นไม้ทำความสะอาดฟันในบางพื้นที่
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ พบได้ในเขตร้อนและกึ่งร้อน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงโดยทั่วไปประมาณ 1–5 เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่ม กิ่งอ่อนอาจมีขนละเอียดสีน้ำตาลแดง ลำต้นและกิ่งไม่มีหนาม
  • ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 3–5 ใบ บางแหล่งพบได้ตั้งแต่ 1–7 ใบ ใบย่อยรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบถึงหยักเล็กน้อย และมีต่อมน้ำมันเป็นจุดบนแผ่นใบ
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวหรือขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกโดยทั่วไป 4–5 กลีบ และมีเกสรเพศผู้ประมาณ 8–10 อัน
  • ผล : เป็นผลมีเนื้อทรงกลมหรือเกือบกลม ขนาดประมาณ 0.8–1.2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดงอมชมพู เนื้อฉ่ำน้ำและมีรสหวาน
  • เมล็ด : มีเมล็ดภายในผล โดยจำนวนและลักษณะอาจแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย ศรีลังกา เมียนมา ไทย อินโดจีน จีนตอนใต้ ไปจนถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ประเทศไทย : พบได้ตาม ป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ชายป่า พื้นที่ชื้น และบริเวณใกล้หมู่บ้าน
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของชนิดนี้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำ ซึ่งเป็นวิธีที่มีการบันทึกไว้ในข้อมูลพรรณไม้ไทย
  • สภาพแวดล้อม : เป็นพืชเขตร้อน สามารถเจริญได้ในบริเวณที่มีแสงรำไรหรือมีการป้องกันแสงแดดจัด และควรมีดินระบายน้ำได้ดี
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสมในระยะแรก และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพร : ควรระบุชนิดพืชด้วยชื่อวิทยาศาสตร์และเก็บตัวอย่างอ้างอิง เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “เขยตาย” อาจมีการใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางพื้นที่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • ใบ
  • เปลือกต้น
  • เนื้อไม้
  • ดอก
  • ผล

ข้อมูลด้านการแพทย์พื้นบ้านและฐานข้อมูลสมุนไพรมีการกล่าวถึงการใช้ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้แตกต่างกันตามภูมิภาคและตำรับยา

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก : ตามภูมิปัญญาไทยใช้เกี่ยวกับ แก้ไข้ แก้ฝี และแก้พิษ รวมถึงใช้ภายนอกกับอาการทางผิวหนังบางชนิด
  • รากและใบ : มีข้อมูลการใช้เป็นยาต้มสำหรับ แก้ไอ แก้ไข้ และบรรเทาอาการท้องเดินหรือบิด
  • ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาบางพื้นที่เพื่อ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และใช้เกี่ยวกับโรคตับ อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรถือเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเบาหวานหรือโรคตับในมนุษย์
  • ใบ : ในการแพทย์พื้นบ้านของบางประเทศใช้สำหรับ ไข้ โรคตับ พยาธิ และโรคผิวหนัง
  • ใบและราก : มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการปวด ข้ออักเสบ โรคผิวหนัง และอาการหลังคลอด ในบางภูมิภาคของเอเชีย
  • ราก : มีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ แผล ฝี และโรคผิวหนัง รวมถึงมีรายงานการใช้รากในตำรับพื้นบ้านจังหวัดสงขลาเพื่อพอกบริเวณที่เกี่ยวข้องกับเริม
  • ดอกและผล : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับโรคผิวหนัง เช่น หิด
  • เปลือกต้นและราก : มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านเกี่ยวกับ ฝีและพิษจากสัตว์กัดต่อย แต่การใช้เพื่อรักษาพิษงูไม่ควรนำมาใช้ทดแทนการรักษาฉุกเฉินในโรงพยาบาล

ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นการรวบรวม ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ได้หมายความว่าทุกสรรพคุณได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกแล้ว

วิธีใช้

  • แบบยาต้ม : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำรากหรือใบมาต้มกับน้ำแล้วรับประทานสำหรับอาการบางชนิด เช่น ไข้ ไอ หรือท้องเดิน
  • แบบยาพอก : รากหรือใบมีการบดหรือฝนแล้วใช้ภายนอกกับผิวหนังหรือบริเวณที่มีอาการตามตำรับพื้นบ้าน
  • แบบใช้ผล : ผลสุกสามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้

ไม่แนะนำให้กำหนดขนาดรับประทานเป็นมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากข้อมูลด้านขนาดยาและความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ และมีรายงานความเป็นพิษของยางจากพืชชนิดนี้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทย ที่มีการปรับปรุงถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่า เขยตาย (Glycosmis pentaphylla) เป็นรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ในฐานะสมุนไพรเดี่ยวหรือรายการยาหลักที่มีชื่อชนิดนี้โดยตรง จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญา” กับ “สมุนไพรที่ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ”

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบว่า Glycosmis pentaphylla มีสารทุติยภูมิหลากหลายกลุ่ม โดยบทความทบทวนขนาดใหญ่รายงานสารประกอบที่มีการตรวจพบแล้วอย่างน้อย 354 ชนิด

  • Alkaloids : เช่น arborinine, arborine, glycoborinine, glycozolicine, glycosinine, dictamine และ skimmianine
  • Carbazole alkaloids : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบในรากและลำต้นหลายชนิด
  • Acridone alkaloids : พบสารในกลุ่มนี้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • Amides : มีรายงานสารกลุ่ม amides หลายชนิด
  • Phenolic compounds
  • Flavonoids
  • Glycosides
  • Terpenoids
  • Steroids เช่น β-sitosterol และ stigmasterol
  • Coumarins และสารอะโรมาติกอื่น ๆ

การศึกษาในช่วงหลังยังพบสารประกอบใหม่จากใบ กิ่ง ลำต้น และผลของเขยตายอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีความหลากหลายทางพฤกษเคมีสูง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยจำนวนมากศึกษาสารสกัดและสารบริสุทธิ์จาก ราก ลำต้น ใบ กิ่ง และผล ของ Glycosmis pentaphylla
  • งานทบทวนทางวิชาการปี 2021 สรุปว่ามีข้อมูลการทดลองทั้ง in vitro และ in vivo ครอบคลุมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านเบาหวาน ต้านพยาธิ ต้านมะเร็ง ลดไข้ และสมานแผล แต่ยังมีสรรพคุณตามภูมิปัญญาอีกจำนวนมากที่ต้องการการยืนยันเพิ่มเติม
  • งานวิจัยจากประเทศไทยพบสารสำคัญหลายชนิดจากลำต้น เช่น bisglybomine B, glybomine B, glycoborinine, skimmianine และ robustine และศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase
  • งานวิจัยปี 2024 ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของ ผลเขยตาย และพบสาร alkaloids หลายชนิด รวมทั้งสารระเหย 78 ชนิดจากการวิเคราะห์ GC-MS โดยส่วนของสารระเหยบางส่วนแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งช่องปากในระดับเซลล์
  • งานวิจัยของไทยที่เผยแพร่ในปี 2025 ใช้การจำลอง molecular docking เพื่อศึกษาศักยภาพของสารออกฤทธิ์จาก G. pentaphylla ต่อเป้าหมายโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังเป็น หลักฐานระดับการคำนวณ/การทดลองในคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยทางเภสัชวิทยารายงานฤทธิ์ที่น่าสนใจหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ระงับปวด
  • ฤทธิ์ลดไข้
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิ
  • ฤทธิ์ต้านยุง
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด
  • ฤทธิ์สมานแผล
  • ฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ

การทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพยังพบว่า alkaloids บางชนิด เช่น glycoborinine และ N-p-coumaroyltyramine แสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพเมื่อได้รับแสง UVA ในการทดลอง

สำหรับฤทธิ์ต้านเบาหวาน งานวิจัยจากส่วนใบและกิ่งพบสารบางชนิดที่สามารถยับยั้ง DPP-4 และกระตุ้นการหลั่ง GLP-1 ในแบบจำลองเซลล์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยต่อยอด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานเขยตายสามารถรักษาเบาหวานในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีรายงานสารออกฤทธิ์จำนวนมากและข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • งานทบทวนด้านพิษวิทยารายงานว่าสารสกัดเอทานอลของพืชในการทดลองสัตว์บางรูปแบบไม่พบความเป็นพิษต่อตับอย่างมีนัยสำคัญในขนาดที่ศึกษา และสรุปภาพรวมว่ามีระดับความปลอดภัยปานกลาง
  • อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยอีกฉบับรายงาน ความเป็นพิษทางพยาธิวิทยาของสารสกัดใบเมื่อใช้ในขนาดสูง โดยพบความผิดปกติที่ขนาดตั้งแต่ประมาณ 2.5 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวในสัตว์ทดลอง
  • ข้อมูลจากฐานสมุนไพรไทยระบุว่า ยางจากทุกส่วนของลำต้นอาจมีพิษรุนแรง และมีรายงานอาการอาเจียน เพ้อคลั่ง และอาจถึงแก่ชีวิตได้
  • ดังนั้นไม่ควรนำยางสดหรือส่วนของพืชมาใช้เองในขนาดสูง และไม่ควรใช้เขยตายเพื่อรักษา พิษงูหรือพิษจากสัตว์กัดต่อย แทนการรักษาทางการแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้พืชวงศ์ส้ม (Rutaceae) หรือมีประวัติแพ้พืชชนิดนี้
  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้ยางสดจากพืช
  • ไม่ควรใช้เพื่อรักษาพิษงู พิษตะขาบ หรือพิษจากสัตว์กัดต่อยแทนการรักษาฉุกเฉิน
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะ เบาหวาน โรคตับ หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างเขยตายกับยาสมัยใหม่ ได้อย่างชัดเจน จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ในการทดลอง จึงควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล เพราะอาจมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลต่ำเกินไป แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันโดยตรง
  • ผู้ที่รับประทาน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล ยารักษาโรคตับ หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับกำหนดรายการยาที่เกิดปฏิกิริยาอย่างแน่นอน จึงไม่ควรสรุปว่า “ไม่มีปฏิกิริยา”

การใช้ในอาหาร

  • ผลเขยตายสุกสามารถรับประทานได้ มีเนื้อฉ่ำน้ำและรสหวาน แต่บางแหล่งระบุว่ามีกลิ่นค่อนข้างฉุน
  • ในบางพื้นที่ของเอเชียมีการใช้ผลเป็นอาหารพื้นบ้าน
  • ใบมีข้อมูลการใช้เป็นอาหารของหนอนผีเสื้อ จึงมีความสำคัญในฐานะ พืชอาหารแมลง มากกว่าการใช้ใบเป็นผักสำหรับคน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว จากข้อมูลฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และต้านการอักเสบ
  • มีงานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากราก ลำต้น ใบ และผลอย่างต่อเนื่อง
  • อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรนำผลการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลองไปกล่าวอ้างเป็นสรรพคุณรักษาโรคของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยไม่มีหลักฐานทางคลินิกและการอนุญาตตามกฎหมาย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรเลือกต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้องและเก็บจากแหล่งที่ปลอดสารปนเปื้อน
  • ใบ : ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา
  • เปลือกและเนื้อไม้ : ควรเก็บอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ต้นตาย และควรส่งเสริมการใช้วัตถุดิบจากแหล่งเพาะปลูกแทนการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป
  • การทำให้แห้ง : ควรทำความสะอาดและผึ่งหรือตากในที่สะอาด อากาศถ่ายเท ไม่โดนความชื้น และหลีกเลี่ยงการตากในบริเวณที่มีฝุ่นหรือสารเคมี
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท แห้ง และป้องกันแสง พร้อมติดฉลากชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนของพืช และวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ชื่อ “เขยตาย” มีตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับลูกเขยที่ถูกงูกัดและแม่ยายใช้กิ่งไม้จากต้นชนิดนี้คลุมร่างไว้ ก่อนจะพบว่าลูกเขยฟื้น จึงเกิดความเชื่อว่าพืชดังกล่าวสามารถ แก้พิษ ได้
  • ในภูมิปัญญาไทยมีการใช้ ราก เปลือก และใบ ในตำรับเกี่ยวกับไข้ ฝี พิษ และโรคผิวหนัง
  • ในจังหวัดสงขลา มีการบันทึกการใช้ รากเขยตาย เป็นส่วนประกอบของตำรับยาพอกสำหรับเริมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ซึ่งเป็นหลักฐานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลของสมุนไพรเดี่ยว
  • ชื่อท้องถิ่นจำนวนมากสะท้อนการใช้และการรับรู้พืชชนิดนี้ในหลายภูมิภาคของประเทศไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

เขยตาย เป็นพืชที่มีเรื่องเล่าพื้นบ้านโดดเด่น โดยเฉพาะตำนาน “เขยตายแม่ยายชักปรก” ซึ่งเชื่อมโยงชื่อพืชกับความเชื่อเรื่องการถอนพิษและการช่วยเหลือผู้ถูกงูกัด ตำนานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรนำมาใช้เป็นหลักฐานทางการแพทย์ว่าพืชสามารถรักษาพิษงูได้

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ระบุ Glycosmis pentaphylla เป็นชนิดที่ยอมรับ และข้อมูลสถานภาพการอนุรักษ์ที่อ้างอิง IUCN ระบุอยู่ในระดับ Least Concern (LC) หรือความเสี่ยงต่ำ

อย่างไรก็ตาม การที่สถานภาพอยู่ในระดับ LC ไม่ได้หมายความว่าสามารถเก็บจากธรรมชาติได้โดยไม่จำกัด ควรสนับสนุน การขยายพันธุ์และการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร เพื่อลดแรงกดดันต่อประชากรพืชตามธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Sapindales
  • Family : Rutaceae
  • Genus : Glycosmis
  • Species : Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC.

ฐานข้อมูล Kew และ NCBI จัด Glycosmis pentaphylla ไว้ในวงศ์ Rutaceae และอันดับ Sapindales โดย Kew ยอมรับชื่อดังกล่าวเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน

Basionym : Limonia pentaphylla Retz.

ชื่อพ้องสำคัญ : Glycosmis arborea (Roxb.) DC., Limonia arborea Roxb., Glycosmis chylocarpa Wight & Arn. และ Sclerostylis pentaphylla Blume เป็นต้น

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์เขยตาย ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบกัน

  • ลักษณะเด่นของต้น : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งเป็นพุ่ม
  • ใบ : ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยประมาณ 3–5 ใบ และมีต่อมน้ำมันเป็นจุด
  • ดอก : ดอกขนาดเล็ก สีขาว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อ
  • ผล : ผลกลมมีเนื้อ เมื่อสุกมีสีชมพูหรือแดงอมชมพู
  • กลิ่น : ส่วนใบและส่วนอ่อนมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวในแบบพืชวงศ์ส้ม
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับการยืนยันชนิด : Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC.
  • การตรวจสอบวัตถุดิบแห้ง : หากเป็นราก เปลือก หรือใบที่ผ่านการหั่นจนไม่เห็นลักษณะต้น ควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงจากพืชที่ระบุชนิดถูกต้อง หรือใช้การตรวจสอบทางเภสัชเวทและห้องปฏิบัติการประกอบ

การยืนยันชนิดมีความสำคัญอย่างมาก เพราะชื่อพื้นเมือง “เขยตาย” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางพื้นที่ จึงไม่ควรใช้ชื่อพื้นเมืองเพียงอย่างเดียวในการจัดทำวัตถุดิบสมุนไพร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). เขยตาย. Smart Herb Platform คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
  2. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). เขยตาย. ฐานข้อมูลท้องถิ่น สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
  3. สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่. (ม.ป.ป.). เขยตาย: Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568.
  5. Chokchaisiri, S., Siriwattanasathien, Y., & Rukachaisirikul, T. (2019). Chemical constituents from Glycosmis pentaphylla stems. KKU Science Journal.
  6. Khandokar, L., et al. (2021). Ethnomedicinal uses, phytochemistry, pharmacological activities and toxicological profile of Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC.: A review. Journal of Ethnopharmacology, 278, 114313. https://doi.org/10.1016/j.jep.2021.114313
  7. Plants of the World Online. (2026). Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. Royal Botanic Gardens, Kew.
  8. Sreejith, P. S., et al. (2019). A review on the phytochemistry, medicinal properties and pharmacological activities of selected medicinal plants. Journal/Review literature.
  9. Teja, P. K., et al. (2024). Isolation and characterization of bioactive alkaloids and GC-MS based identification of volatile oil metabolites from fruits of Glycosmis pentaphylla and evaluation of their cytotoxic activity. Fitoterapia, 175, 105962.
Scroll to top