เขลง
เขลง เป็นไม้ยืนต้นพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อสามัญว่า Velvet tamarind และมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น นางดำ หมากเค็ง กาหยี ยี หยี และเค็ง ผลสุกมีเนื้อรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถรับประทานได้ และมีการใช้ เขลงเป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะผลต้มสุก ขณะเดียวกันงานวิจัยสมัยใหม่เริ่มศึกษาสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของส่วนต่าง ๆ ของพืชชนิดนี้มากขึ้น
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : เขลง
- ชื่ออื่น : เขล็ง, เค็ง, หมากเค็ง, หมากเข้ง, หมากแข้ง, แคง, แค็ง, นางดำ, กาหยี, ยี, หยี
- ชื่อสามัญ : Velvet tamarind
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dialium cochinchinense Pierre
- วงศ์ : Fabaceae
- วงศ์ย่อย : Dialioideae
- ลักษณะพืช : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร
- การใช้ประโยชน์ : ผลเป็นอาหาร ผลและส่วนอื่นของต้นมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเนื้อไม้ใช้ประโยชน์ด้านงานก่อสร้าง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ไม่ผลัดใบหรือมีลักษณะเขียวชอุ่มเป็นส่วนใหญ่ เปลือกต้นสีเทาอมสีน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ด และเปลือกด้านในมีสีแดง
- ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ แกนกลางใบยาวประมาณ 5–10 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5–9 ใบ ใบย่อยเรียงสลับ รูปไข่กว้างถึงรูปรี ขนาดประมาณ 4–7 × 1.5–4.5 เซนติเมตร ปลายใบมนถึงแหลม โคนใบมนหรือสอบ และมีเส้นแขนงใบประมาณ 6–10 คู่
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวหรือขาวนวล ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร ดอกไม่มีกลีบดอกและมีกลีบเลี้ยงประมาณ 5 กลีบ
- ผล : เป็นผลแห้งไม่แตก รูปกลมหรือรูปไข่ มีผิวละเอียดคล้ายกำมะหยี่ ผลอ่อนมีสีเขียวและเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ภายในมีเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ดตามแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์
- เมล็ด : เมล็ดรูปรีค่อนข้างแบน มีลายตามยาว และมีเนื้อผลหุ้มอยู่บางส่วน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
เขลงมีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขต อินโดจีนถึงมลายาตะวันตก พบในเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และคาบสมุทรมลายู โดยในประเทศไทยพบกระจายอยู่หลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง
ในประเทศไทยมีรายงานว่าพบได้ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน โดยสามารถพบได้ตามพื้นที่เนินเขาและพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายของสภาพดินและความชื้น
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- การเตรียมเมล็ด : เมล็ดมีเปลือกค่อนข้างแข็ง จึงอาจต้องเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ เช่น การขัดหรือทำให้เปลือกบางลง เพื่อช่วยให้น้ำซึมผ่านและกระตุ้นการงอก
- การเพาะเมล็ด : ข้อมูลการปลูกในประเทศไทยระบุว่าสามารถแช่เมล็ดในน้ำประมาณ 1 วันก่อนนำไปเพาะ
- สภาพแวดล้อม : เขลงสามารถเจริญได้ในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง เป็นไม้ที่ค่อนข้างทนแล้งและทนน้ำท่วมในระดับหนึ่ง และมีรายงานว่ามีการปลูกไว้ในชุมชนเพื่อใช้ประโยชน์จากผล
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อผล : เป็นส่วนที่มีการระบุใช้เป็นยาตามตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำผลมาต้มสุกแล้วรับประทาน
- ราก เปลือกต้น และยอดอ่อน : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นในบางพื้นที่ แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เนื้อผลเขลง : ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นนำผลมาต้มสุก รับประทานเพื่อ บำรุงไขข้อ แก้ไข้ และแก้อาการร้อนใน นอกจากนี้มีรายงานการใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ ไอ และไข้หวัด
- ใบหรือยอดอ่อน : มีรสเปรี้ยวและมีการนำมารับประทานเป็นผักหรือใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร บางแหล่งระบุการใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : มีการใช้ต้มเพื่อใช้น้ำต้มล้างแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีรายงานการใช้เปลือกในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการท้องเสีย
- ราก : มีรายงานการนำรากมาต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยกระตุ้นน้ำนมในหญิงหลังคลอดตามภูมิปัญญาบางพื้นที่
- ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในมนุษย์
วิธีใช้
- การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : นำผลเขลง โดยเฉพาะผลอ่อนหรือผลที่เหมาะสมตามตำรับ มาต้มให้สุกแล้วรับประทาน
- การใช้เป็นอาหาร : ผลสุกสามารถรับประทานสดหรือนำไปแปรรูป ส่วนยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารได้
- การใช้ภายนอก : มีข้อมูลภูมิปัญญาบางพื้นที่เกี่ยวกับการนำเปลือกมาต้มแล้วใช้น้ำต้มล้างแผล อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานด้านขนาดและวิธีใช้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มในเขลง โดยองค์ประกอบจะแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- ใบ : พบสาร lupeone, β-sitostenone, β-sitosterol, daucosterol และ dihydrokaempferide จากการแยกสารและพิสูจน์โครงสร้างด้วยเทคนิคทางสเปกโทรสโกปี
- เปลือกต้น : มีรายงานการตรวจพบกลุ่ม steroids, terpenoids, anthraquinones, saponins และ phenolic compounds
- เมล็ด : มีรายงานพบ polyphenols, flavonoids, alkaloids, saponins และ coumarins ในสารสกัดเมล็ด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Dialium cochinchinense ยังอยู่ในระดับ การศึกษาทางห้องปฏิบัติการและการศึกษาพฤกษเคมีเป็นหลัก จึงยังไม่ควรนำผลการทดลองเหล่านี้ไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
- งานวิจัยปี 2021 พบสารสำคัญหลายชนิดจากใบเขลง ได้แก่ lupeone, β-sitostenone, β-sitosterol, daucosterol และ dihydrokaempferide
- การศึกษาเปลือกต้นพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม และสารสกัดที่มีโพลีฟีนอลสูงแสดง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในการทดลอง
- งานวิจัยปี 2025 รายงานว่าสารสกัดจากใบเขลงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปกป้องเซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาในระดับเซลล์ พร้อมทั้งพบสารฟีนอลิกหลายชนิด
- งานวิจัยไทยที่เผยแพร่ในปี 2026 พบว่าสารสกัดจากเมล็ดลูกหยีมีปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และแสดงฤทธิ์ต้านแบคทีเรียต่อเชื้อก่อโรคในอาหารหลายชนิดในห้องปฏิบัติการ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเปลือกต้นและเมล็ดแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase : สารสกัดจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาฤทธิ์ต่อเมแทบอลิซึมของน้ำตาล แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากใบมีผลต่อเส้นทาง NF-κB ในการทดลองระดับเซลล์ และแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิดในการทดลอง และงานวิจัยไทยล่าสุดพบศักยภาพในการลดจำนวนแบคทีเรียในตัวอย่างเนื้อสัตว์
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของเขลงในมนุษย์ยังมีไม่มาก และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานเพื่อการรักษา ที่ปลอดภัยอย่างเป็นมาตรฐาน จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างการรับประทานผลเป็นอาหารกับการใช้สารสกัดเข้มข้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางยา
มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดเมล็ดที่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero ในการทดลองระดับเซลล์ ดังนั้น ไม่ควรนำสารสกัดเข้มข้นจากเมล็ดมาใช้เป็นยารับประทานเอง โดยไม่มีข้อมูลด้านขนาดและความปลอดภัยรองรับ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ส่วนต่าง ๆ ของเขลงเป็นยาขนาดเข้มข้นโดยขาดคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยและขนาดใช้ในมนุษย์ยังมีจำกัด
- ควรแยก ผลที่ใช้เป็นอาหาร ออกจากการใช้สารสกัดหรือส่วนอื่นของพืชในเชิงยา
- ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากเขลงในรูปแบบยา/สารสกัด
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
มีหลักฐาน ระดับหลอดทดลอง ที่ควรนำมาพิจารณา งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าสารสกัด Dialium cochinchinense สามารถยับยั้งการทำงานของ P-glycoprotein (P-gp) ในแบบจำลองเซลล์ Caco-2 ได้ประมาณ 2–3 เท่า และการยับยั้งมีลักษณะขึ้นกับความเข้มข้น จึงมีความเป็นไปได้ในเชิงกลไกว่าสารสกัดอาจมีผลต่อการดูดซึมหรือการขนส่งยาบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ P-gp แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ก่อนสรุปว่าเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาจริงในทางคลินิก
การใช้ในอาหาร
- ผลสุก : รับประทานเป็นผลไม้สดได้ เนื้อมีรสเปรี้ยวอมหวาน
- ผลอ่อน : สามารถนำมาต้มรับประทาน
- ยอดอ่อนและใบอ่อน : มีรสเปรี้ยว ใช้เป็นผักหรือประกอบอาหาร
- ผลิตภัณฑ์จากผล : สามารถนำไปทำขนม ลูกหยีกวน ลูกหยีฉาบ ลูกหยีปั่น และผลเคลือบน้ำตาลทั้งแบบมีเมล็ดและไม่มีเมล็ด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ผลเขลงหรือลูกหยีมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารแปรรูป เช่น ขนม ผลไม้กวน ผลไม้เคลือบน้ำตาล และผลิตภัณฑ์จากผลไม้
นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังศึกษาศักยภาพของ สารสกัดเมล็ดเขลงเป็นสารต้านแบคทีเรียสำหรับอาหาร และพบผลในระดับห้องปฏิบัติการ จึงมีโอกาสต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารหรือสารกันเสียจากธรรมชาติ แต่ยังต้องประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในระดับผลิตภัณฑ์จริงก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผล : เก็บเกี่ยวเมื่อผลเจริญเต็มที่และเข้าสู่ระยะสุก โดยผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
- เมล็ด : หากต้องการใช้ขยายพันธุ์ ควรแยกเมล็ดออกจากเนื้อผลและเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ เนื่องจากเปลือกเมล็ดแข็ง
- ผลเพื่อบริโภค : ควรคัดผลที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือความเสียหาย และเก็บในภาชนะสะอาดเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์
- วัตถุดิบแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
เขลงเป็นพืชอาหารและสมุนไพรพื้นบ้านที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของหลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
- ชาวบ้านนำ ยอดอ่อนหรือใบอ่อน ซึ่งมีรสเปรี้ยวมาใช้เป็นผักและประกอบอาหาร
- มีการนำยอดอ่อนไปใส่ในอาหารประเภทต้ม เช่น ต้มไก่หรือต้มเป็ด
- ใบอ่อนสามารถนำมาทำ เมี่ยงใบเค็ง ร่วมกับเครื่องปรุงรสพื้นบ้าน
- ผลอ่อนและผลสุกใช้รับประทาน และผลสุกนำไปแปรรูปเป็นขนม
- มีภูมิปัญญาการใช้ผลต้มเพื่อบรรเทาอาการไข้และร้อนใน รวมถึงการใช้เปลือกและรากในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ เขลง มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น นางดำ หมากเค็ง กาหยี ยี และหยี โดยเฉพาะชื่อ “หยี” หรือ “ลูกหยี” สัมพันธ์กับลักษณะของผลสุกที่มีเนื้อแห้งและรสเปรี้ยวอมหวาน จึงถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารและขนมพื้นบ้านหลายชนิด
ในภาคใต้ “ลูกหยี” ถือเป็นผลผลิตพื้นบ้านที่นำมาแปรรูปและจำหน่ายเป็นอาหารว่าง ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการใช้ยอดและใบอ่อนประกอบอาหารและเป็นผักพื้นบ้าน
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ระบุ Dialium cochinchinense เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ และข้อมูลจาก IUCN ที่ Kew แสดงไว้จัดสถานะเป็น Near Threatened (NT) หรือใกล้ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงจาก Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ปี 2024 ให้ผลคาดการณ์ว่า “not threatened” ดังนั้นในการนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ควรระบุแหล่งประเมินและปีของข้อมูลให้ชัดเจน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Clade) : Tracheophytes
- กลุ่มพืชดอก (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae Lindl.
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Dialioideae
- สกุล (Genus) : Dialium L.
- ชนิด (Species) : Dialium cochinchinense Pierre
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : เอกสารพฤกษศาสตร์ของไทยรุ่นเก่าหลายฉบับใช้ชื่อวงศ์ Leguminosae–Caesalpinioideae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่จัดเขลงอยู่ในวงศ์ Fabaceae และวงศ์ย่อย Dialioideae
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของเขลงควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ชื่อวิทยาศาสตร์ และตัวอย่างพรรณไม้แห้ง โดยลักษณะที่ช่วยจำแนก ได้แก่
- ต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงได้ประมาณ 30 เมตร
- เปลือก : สีเทาอมสีน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ด เปลือกในสีแดง
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อยประมาณ 5–9 ใบ
- ดอก : ดอกขนาดเล็กสีขาว ออกเป็นช่อแยกแขนง
- ผล : รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ผิวมีขนละเอียดคล้ายกำมะหยี่ เมื่อแก่มีสีเข้ม และมีเมล็ดอยู่ภายใน
หากเป็นวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ ควรจัดทำ voucher specimen และตรวจสอบกับนักพฤกษศาสตร์หรือหอพรรณไม้ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชในสกุล Dialium ชนิดอื่น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). คู่มือเลือกชนิดพรรณไม้เพื่อปลูกป่านิเวศ. กรมป่าไม้.
- กรมวิทยาศาสตร์ป่าไม้/สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). เขลง (Dialium cochinchinense Pierre). สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย.
- เจียรณ์มงคล, ส., และ วรรธนะภูติ, น. (2555). อันตรกิริยาของพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวานในพื้นที่ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กับหน้าที่การทำงานของพี-ไกลโคโปรตีน. คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
- สุขแก้ว, อ., แก้วมณี, จ., และ หรินทร์ปพนวิช, ว. (2569). การศึกษาปริมาณโพลีฟีนอลและฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดจากเมล็ดลูกหยี (Dialium cochinchinense) เพื่อควบคุมปริมาณแบคทีเรียทั้งหมดในเนื้อวัว. วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์.
- มูลนิธิสุขภาพไทย. (ม.ป.ป.). ต้นเค็ง ผลต้มกินแก้ร้อนใน. มูลนิธิสุขภาพไทย.
- Bui, T. H., et al. (2019). Evaluation of antimicrobial, antioxidant and cytotoxic activities of Dialium cochinchinensis seed extract. Journal of Applied Pharmaceutical Science.
- Huyen, V. T., Ai, D. T. T., & Hien, N. T. (2021). Chemical constituents of leaves Dialium cochinchinense Pierre. Vietnam Journal of Agricultural Sciences, 4(3), 1131–1136. https://doi.org/10.31817/vjas.2021.4.3.03
- Nguyen, T. T., Vo, T.-H., Lin, Y.-C., Lee, K.-C., & Cheng, J.-J. (2022). In vitro study of antioxidant and anti-inflammatory effects of Dialium cochinchinense. Planta Medica, 88(15), 1497. https://doi.org/10.1055/s-0042-1759150
- Trang, T. T. T., Ha, L. T. N., Ai, D. T. T., Hien, N. T., Tram, N. T. T., & Huyen, V. T. (2022). Phytochemical analysis and antioxidant and alpha-glucosidase inhibitory activities of the stem bark of Dialium cochinchinense Pierre. Vietnam Journal of Agricultural Sciences.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dialium cochinchinense Pierre. Plants of the World Online.
- The World Flora Online Consortium. (2026). Dialium cochinchinense Pierre. World Flora Online.
