เข้าพรรษา

เข้าพรรษา

เข้าพรรษา

เข้าพรรษา หรือที่รู้จักในชื่อ กล้วยจะก่าหลวง ข่าเจ้าคุณวินิจ ว่านสาวหลง และกลางคาน เป็นพืชสมุนไพรและไม้ดอกในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีเหง้าใต้ดินและดอกสีเหลืองที่มีกลีบประดับสีม่วง ชมพู หรือขาว เป็นพืชที่มีความโดดเด่นทั้งด้านพฤกษศาสตร์ การใช้ประโยชน์พื้นบ้าน และวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการนำดอกเข้าพรรษามาใช้ในประเพณี ตักบาตรดอกไม้ จังหวัดสระบุรี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านการใช้เป็นยาของเข้าพรรษายังมีจำกัด และไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านไปเทียบเท่ากับหลักฐานการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : เข้าพรรษา
  • ชื่ออื่น : กล้วยจะก่าหลวง, ข่าเจ้าคุณวินิจ, ว่านสาวหลง, กลางคาน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Globba winitii C.H. Wright
  • ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae
  • ชื่อสามัญที่พบในต่างประเทศ : Globba ginger และอยู่ในกลุ่มพืชที่เรียกว่า dancing ladies ginger
  • ประเภทพืช : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
  • การใช้ประโยชน์เด่น : เป็นไม้ดอกไม้ประดับ ใช้ในงานวัฒนธรรมและมีข้อมูลการใช้เหง้าตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่

หมายเหตุเรื่องชื่อ: ชื่อ “เข้าพรรษา” สามารถใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในบางท้องถิ่น ดังนั้นบทความนี้หมายถึง เข้าพรรษา (Globba winitii C.H. Wright) ตามฐานข้อมูลสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบซ้อนกัน สูงประมาณ 50–70 เซนติเมตร
  • เหง้า : อยู่ใต้ดิน มีลักษณะเป็นเหง้าของพืชวงศ์ขิงข่า ใช้สำหรับสะสมอาหารและช่วยในการขยายพันธุ์
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 5.5–20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15–25 เซนติเมตร โคนใบเป็นรูปหัวใจแคบ ๆ และแฉกลึก ปลายใบเรียวแหลม ใบอ่อนมีขนสีขาวละเอียด ก้านใบยาวประมาณ 5–7 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ช่อดอกยาวประมาณ 8–15 เซนติเมตร และมักโค้งห้อยลง ใบประดับมีสีขาวอมชมพู สีม่วง หรือม่วงเข้ม ส่วนดอกมีสีเหลือง ทำให้เกิดสีตัดกันอย่างเด่นชัด
  • ผล : ผลมีรูปร่างค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ มีประมาณ 3 พู ผิวด้านนอกมีลักษณะขรุขระ เมล็ดมีประมาณ 6 เมล็ด
  • ลักษณะเด่น : ช่อดอกที่ห้อยโค้งและมีดอกสีเหลืองอยู่ท่ามกลางใบประดับสีสันสวยงาม เป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้พืชกลุ่มนี้ได้รับชื่อสามัญในกลุ่ม dancing ladies ginger

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ประเทศเมียนมาไปจนถึงภาคเหนือของประเทศไทย
  • การกระจายพันธุ์ : พบในประเทศไทยและเมียนมา โดยขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อนตามฤดูกาล และพบในพื้นที่ป่าหรือบริเวณที่มีร่มเงา
  • ในประเทศไทย : มีการเก็บตัวอย่างพรรณไม้จากจังหวัดอุบลราชธานี และฐานข้อมูลพรรณไม้ของไทยยอมรับชื่อ Globba winitii เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง : เหมาะกับบริเวณกึ่งร่มหรือร่ม โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
  • ดิน : ควรเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุ มีความชื้นพอเหมาะ และระบายน้ำได้ดี
  • น้ำ : ต้องการความชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่ควรปล่อยให้น้ำขังบริเวณเหง้า
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า : แยกกอหรือแบ่งเหง้าในช่วงพักตัว โดยควรให้แต่ละส่วนมีตาหรือส่วนที่จะเจริญเป็นต้นใหม่
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดได้ โดยข้อมูลการเพาะปลูกระบุว่าสามารถใช้วัสดุเพาะที่มีพีทมอสและทรายในสัดส่วนใกล้เคียงกัน และเมล็ดสามารถงอกได้ภายใต้สภาพที่เหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : เป็นส่วนที่มีรายงานการนำมาใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นส่วนที่ถูกนำไปศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เช่น การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดจากเหง้า

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เหง้า : มีข้อมูลการใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผมและสบู่ และใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ บรรเทาอาการคันตามผิวหนัง
  • การใช้พื้นบ้านด้านอาการปวด : งานศึกษาภูมิปัญญาการใช้พืชวงศ์ Zingiberaceae ในกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท จังหวัดนครพนม มีรายงานการใช้ Globba winitii สำหรับอาการปวดเอวหรือปวดหลัง แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
  • ข้อควรระวังในการตีความ : ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกของ Globba winitii โดยตรงไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถใช้รักษาโรคหรืออาการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการนำเหง้าไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและสบู่ และใช้เกี่ยวกับอาการคันของผิวหนัง
  • การรับประทาน : ไม่พบข้อมูลมาตรฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานของเหง้าเข้าพรรษา จึงไม่ควรแนะนำให้รับประทานสารสกัดหรือเหง้าในขนาดยาโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและขนาดยาที่ชัดเจน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ยังไม่พบหลักฐานว่า Globba winitii C.H. Wright เป็นตัวยาสำคัญหรือมีตำรับมาตรฐานที่ระบุเป็นรายการเฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงไม่ควรนำชื่อ “เข้าพรรษา” ไปกล่าวว่าเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติโดยอัตโนมัติ

สารสำคัญ

  • การศึกษาสารพฤกษเคมีของ สารสกัดเหง้า Globba winitii พบกลุ่มสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น alkaloids, flavonoids, saponins, tannins, terpenoids, glycosides, steroids, polyphenols และ triterpenoids ในการตรวจคัดกรองเบื้องต้น
  • งานวิเคราะห์ด้วย GC-MS รายงานการตรวจพบองค์ประกอบจำนวนหนึ่งในสารสกัดเมทานอลจากเหง้า โดยสารที่พบในปริมาณเด่น ได้แก่สารในกลุ่ม sesquiterpene/volatile compounds และกรดไขมันบางชนิด อย่างไรก็ตาม การตรวจพบสารด้วย GC-MS ไม่ได้หมายความว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์รักษาโรคในมนุษย์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ เอื้อเจริญ และคณะ ศึกษาสารสกัดจากเหง้า Globba winitii ต่อเชื้อ Staphylococcus aureus โดยใช้สารสกัดเอทานอล 95% และทดสอบด้วยวิธี agar disc diffusion พบว่าสารสกัดสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้ โดยความเข้มข้น 100 มก./มล. ให้ผลการยับยั้งดีที่สุดในชุดการทดลองดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวเป็น การศึกษานอกร่างกาย (in vitro) ไม่ใช่การทดลองในคน จึงยังไม่สามารถสรุปว่าสารสกัดเข้าพรรษาสามารถรักษาการติดเชื้อ S. aureus ในผู้ป่วยได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : สารสกัดจากเหง้ามีฤทธิ์ยับยั้ง Staphylococcus aureus ในการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยผลขึ้นกับความเข้มข้นของสารสกัด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานการศึกษาสารสกัดของ G. winitii ที่ประเมินความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น DPPH, superoxide radical scavenging, reducing power และ ferrous-ion chelating activity ผลการทดลองชี้ว่าสารสกัดมีศักยภาพด้านการต้านอนุมูลอิสระ แต่ยังเป็นข้อมูลจากการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ
  • จุลินทรีย์เอนโดไฟต์ : มีการแยกแบคทีเรียเอนโดไฟต์ชนิดใหม่ Micromonospora globbae จากรากของ G. winitii ซึ่งเป็นข้อมูลด้านจุลชีววิทยาของพืชและไม่ได้หมายความว่าเป็นฤทธิ์ทางยาของตัวพืชโดยตรง
  • ภาพรวมหลักฐาน : หลักฐานในปัจจุบันยังอยู่ในระดับการทดลองทางห้องปฏิบัติการและการศึกษาพฤกษเคมีเป็นหลัก ยังขาดการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้าน พิษวิทยาและความปลอดภัยของ Globba winitii โดยตรงยังมีจำกัด
  • ไม่ควรนำผลการทดลองฤทธิ์ต้านแบคทีเรียหรือต้านอนุมูลอิสระมาใช้เป็นหลักฐานว่าการรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ปลอดภัยหรือรักษาโรคได้
  • หากต้องการใช้สารสกัดเข้มข้น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือใช้เป็นยาภายใน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์หรือการแพทย์แผนไทยก่อนใช้

ข้อห้ามใช้

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของ Globba winitii อย่างเป็นมาตรฐาน
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเหง้าหรือสารสกัดในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก และผู้มีโรคประจำตัว จนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ขิงข่าควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ผลิตภัณฑ์ทาผิว

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่าง Globba winitii กับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกันอย่างชัดเจนได้ หากใช้ยาประจำและต้องการรับประทานสารสกัดเข้าพรรษา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม : มีข้อมูลการนำเหง้าเข้าพรรษามาเป็นส่วนผสมของยาสระผม
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว : มีข้อมูลการใช้เป็นส่วนผสมในสบู่
  • ไม้ดอกไม้ประดับ : เป็นการใช้ประโยชน์ที่มีหลักฐานชัดเจน โดยช่อดอกที่มีใบประดับสีสวยงามเหมาะสำหรับปลูกประดับและใช้ในงานจัดดอกไม้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เหง้า : หากต้องการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และเก็บส่วนเหง้าอย่างถูกสุขลักษณะ
  • การเตรียมวัตถุดิบ : ควรทำความสะอาด ลดความชื้น และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บรักษา เพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อราและการเสื่อมสภาพ
  • การเก็บรักษาเหง้าพันธุ์ : งานศึกษาการเก็บรักษาเหง้าเพื่อการผลิตนอกฤดูพบว่าอุณหภูมิและระยะเวลาเก็บรักษามีผลต่อการสูญเสียน้ำหนักและความสามารถในการแตกหน่อ โดยการเก็บที่ประมาณ 15 ± 2 °C ให้ผลด้านการงอกดีกว่าการเก็บที่อุณหภูมิห้องในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • มีการใช้ เหง้าเข้าพรรษา เป็นส่วนประกอบในยาสระผมและสบู่ และใช้เกี่ยวกับอาการคันตามผิวหนัง
  • ในข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท จังหวัดนครพนม มีรายงานการใช้ G. winitii สำหรับอาการปวดเอว
  • การใช้เหล่านี้ควรจัดอยู่ในหมวด ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร มากกว่าการกล่าวอ้างเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

ประวัติและวัฒนธรรม

ดอกเข้าพรรษา มีความสัมพันธ์กับประเพณีไทย โดยเฉพาะ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา จังหวัดสระบุรี ดอกของพืชสกุล Globba จะออกในช่วงฤดูฝน ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเทศกาลเข้าพรรษา จึงเกิดชื่อเรียก “ดอกเข้าพรรษา” และมีความสำคัญทั้งในด้านพุทธศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุ Globba winitii เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับ และระบุถิ่นกำเนิดอยู่ในเมียนมาและประเทศไทย โดยข้อมูลสถานภาพการอนุรักษ์ที่อ้างอิง IUCN ระบุ Least Concern (LC) อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลบางแห่งเตือนว่าพืชชนิดนี้พบค่อนข้างหายากในบางพื้นที่และอาจได้รับแรงกดดันจากการเก็บจากธรรมชาติเพื่อการค้าไม้ประดับ ดังนั้นการขยายพันธุ์จากแหล่งเพาะปลูกและหลีกเลี่ยงการเก็บจากธรรมชาติโดยไม่จำเป็นจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Zingiberaceae
  • สกุล (Genus) : Globba
  • ชนิด (Species) : Globba winitii
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Globba winitii C.H. Wright
  • ชื่อที่ได้รับการยอมรับ : Globba winitii C.H. Wright
  • ปีที่ตีพิมพ์ชื่อ : ค.ศ. 1926

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เข้าพรรษา (Globba winitii) ควรพิจารณาลักษณะสำคัญหลายส่วนร่วมกัน ได้แก่

  • เหง้า : มีเหง้าใต้ดินตามแบบพืชวงศ์ขิงข่า
  • ลำต้นเทียม : เกิดจากกาบใบซ้อนกัน
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน โคนใบรูปหัวใจแคบและแฉกลึก
  • ช่อดอก : ช่อดอกโค้งห้อยลง ยาวประมาณ 8–15 เซนติเมตร
  • ใบประดับ : มีสีขาวอมชมพู ชมพู หรือม่วงเข้ม
  • ดอก : ดอกสีเหลือง มีลักษณะเด่นของสกุล Globba
  • การยืนยันชนิด : หากเป็นวัตถุดิบสมุนไพรแห้งที่ไม่มีใบและดอก ควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงจากพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) และการตรวจสอบทางอนุกรมวิธานเพิ่มเติม เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “เข้าพรรษา” อาจใช้กับพืชชนิดอื่นในบางพื้นที่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ดอกเข้าพรรษา หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่าหงส์เหิน. ศูนย์ข้อมูลข่าวสารกรมศิลปากร.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). เข้าพรรษา: Globba winitii C.H. Wright. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (2554). พรรณไม้แห้งเข้าพรรษา (Globba winitii C.H. Wright). ฐานข้อมูล Thai Herbarium.
  4. จันทร์ดอน, ธ. (2560). ดอกเข้าพรรษา..สีสันของฤดูฝน. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. เอื้อเจริญ, ก., เต่าทอง, ว., คำวิลานนท์, จ., จันทร์ศรี, ร., เกียรติพรพิทักษ์, ศ., และ สีดายา, พ. (2563). การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากสมุนไพรเหง้าต้นเข้าพรรษาต่อการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยปทุมธานี, 1(2), 34–44.
  6. คำศิริ, ว., และ สุวรรณธาดา, ฉ. (2563). ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของหงส์เหินชนิด Globba winitii. Journal of Agricultural Research and Communications.
  7. Kuncharoen, N., Pittayakhajonwut, P., & Tanasupawat, S. (2018). Micromonospora globbae sp. nov., an endophytic actinomycete isolated from roots of Globba winitii C.H. Wright. International Journal of Systematic and Evolutionary Microbiology, 68(4).
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Globba winitii C.H. Wright. Plants of the World Online.
  9. National Parks Board Singapore. (2025). Globba winitii. Flora & Fauna Web.
Scroll to top