เข็มป่า

เข็มป่า

เข็มป่า

เข็มป่า เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ Rubiaceae พบในป่าและพื้นที่ธรรมชาติของประเทศไทย มีดอกสีขาวและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ใบ ดอก เปลือกต้น ผล และราก อย่างไรก็ตาม ชื่อ “เข็มป่า” มีการใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในประเทศไทย จึงควรตรวจสอบ ชื่อวิทยาศาสตร์ ประกอบทุกครั้งเพื่อป้องกันการใช้สมุนไพรผิดชนิด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : เข็มป่า
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pavetta indica L.
  • ชื่อวงศ์ : Rubiaceae
  • ชื่อท้องถิ่น : เข็มโคก, เข็มโคม, ไก่โหล, ลำโป๊ะ และชื่ออื่น ๆ ในแต่ละท้องถิ่น
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : White pavetta, Bride’s bush
  • สถานะทางอนุกรมวิธาน : Pavetta indica L. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online (POWO) ของ Royal Botanic Gardens, Kew และฐานข้อมูล TH-BIF

ข้อควรระวังเรื่องชื่อ : คำว่า “เข็มป่า” ในประเทศไทยอาจหมายถึง Pavetta indica L., Ixora cibdela Craib. หรือบางพื้นที่ใช้กับ Pavetta tomentosa Roxb. ex Sm. ดังนั้นการจัดทำข้อมูลสมุนไพรควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–5 เมตร ลำต้นแตกกิ่งเป็นพุ่ม เปลือกต้นมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม กิ่งอ่อนอาจมีขนปกคลุม
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมหรือมน แผ่นใบค่อนข้างบางและอาจมีขนทั้งสองด้าน
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเรียวยาว ปลายแยกเป็น 4 แฉก เกสรเพศผู้ 4 อัน
  • ผล : เป็นผลสดทรงกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ภายในมีเมล็ดประมาณ 2 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : ฐานข้อมูลสากลของ Kew ระบุถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ Pavetta indica อยู่ในอนุทวีปอินเดีย ขณะที่แหล่งข้อมูลด้านพรรณพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายงานการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ประเทศไทย : มีรายงานพบในหลายพื้นที่และหลายภูมิภาค โดยพบตามป่าธรรมชาติและพื้นที่ป่าโปร่ง
  • ถิ่นอาศัย : พบได้ทั้งในป่าปฐมภูมิ ป่าทุติยภูมิ และบริเวณพื้นที่เปิด ตั้งแต่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,500 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : เข็มป่าสามารถปลูกเป็นไม้ประดับและปลูกเพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมพืชพื้นถิ่นได้ โดยควรเลือกดินที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นพอเหมาะ และจัดให้ได้รับแสงแดดหรือแสงรำไรตามสภาพพื้นที่
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดจากผลแก่ เพาะในวัสดุปลูกที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี
  • การปักชำ : สามารถใช้กิ่งอ่อนหรือกิ่งกึ่งแก่ปักชำเพื่อเพิ่มจำนวนต้น
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีข้อมูลการขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำและการตอนกิ่งในแหล่งข้อมูลพรรณไม้ไทย ขณะที่ข้อมูล PROSEA ระบุการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำเป็นวิธีสำคัญ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับดวงตา
  • ใบ : ใช้เป็นยาพื้นบ้านเกี่ยวกับพยาธิและโรคบางชนิด
  • เปลือกต้น : ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญา เช่น กรณีแมลงเข้าหู
  • ผล : ใช้เป็นยาพื้นบ้านเกี่ยวกับโรคในจมูก
  • ราก : ใช้สำหรับอาการเกี่ยวกับเสมหะและระบบทางเดินอาหาร
  • โคนต้น : มีรายงานการใช้ร่วมกับรากในตำรับพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ดอก : มีรสฝาดเย็น ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อแก้ตาแดงและตาแฉะ
  • ใบ : ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิตามองค์ความรู้พื้นบ้าน
  • เปลือกต้น : นำมาตำและคั้นน้ำ ใช้เป็นยาหยอดหูเมื่อมีแมลงเข้าหู
  • ผล : มีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงงอกในจมูก
  • ราก : มีรสเฝื่อน ใช้แก้เสมหะในทรวงอกและในท้อง
  • โคนต้นและราก : ต้มกับน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อย
  • ราก : มีรายงานการนำมาต้มรับประทานเพื่อแก้อาการบิด
  • ใบและราก : มีรายงานการใช้เป็นยาพอกฝีและใช้รักษาโรคหิดในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

หมายเหตุสำคัญ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกของ Pavetta indica ยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ส่วนต่าง ๆ ของต้นมีวิธีใช้แตกต่างกัน เช่น การต้มเป็นน้ำดื่ม การตำคั้นน้ำเพื่อใช้ภายนอก หรือการนำใบและรากมาพอก
  • การใช้ภายนอก : มีรายงานการใช้ใบและรากเป็นยาพอก และการใช้เปลือกต้นคั้นน้ำสำหรับกรณีแมลงเข้าหูตามตำรับพื้นบ้าน
  • ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำข้อมูลตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง โดยเฉพาะการใช้รากหรือเปลือกต้น เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับการรักษาในคน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่พบหลักฐานที่ระบุ Pavetta indica L. หรือ “เข็มป่า” เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้ในบัญชีดังกล่าว จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน กับ ยาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร

สารสำคัญ

มีรายงานการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มใน Pavetta indica ได้แก่

  • อัลคาลอยด์ (alkaloids)
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • แทนนิน (tannins)
  • สเตียรอยด์และไฟโตสเตอรอล (steroids and phytosterols)
  • ไกลโคไซด์ (glycosides)
  • คาร์โบไฮเดรต
  • สารฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • ไตรเทอร์พีน (triterpenes)

มีการแยกสารจากใบ เช่น β-sitosterol, α-amyrin, 3-epi-ursolic acid, quercetin, caffeic acid และ chlorogenic acid ในรายงานทางพฤกษเคมีบางฉบับ

นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยจากใบมีรายงานองค์ประกอบเด่น ได้แก่ β-pinene, β-eudesmol และ tricyclene จากการวิเคราะห์ด้วย GC-MS

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Pavetta indica ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

  • การศึกษาด้านสารพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่ม เช่น ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ และสเตียรอยด์
  • งานวิจัยด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่าสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดสอบบางชนิด
  • การศึกษาสารสกัดใบพบฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด
  • มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับในสัตว์ทดลอง
  • มีงานวิจัยที่ศึกษาฤทธิ์ต้านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานและระบบประสาท รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการปกป้องเซลล์ประสาท

ข้อจำกัดของหลักฐาน : ผลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่สามารถสรุปได้โดยตรงว่าสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ จำเป็นต้องมีการศึกษาความปลอดภัย ขนาดยา เภสัชจลนศาสตร์ และการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบ Pavetta indica มีฤทธิ์ยับยั้ง Bacillus subtilis ในการทดลองบางระบบ แต่ไม่พบฤทธิ์ต่อ Escherichia coli และ Saccharomyces cerevisiae ในการศึกษาหนึ่ง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากส่วนเหนือดินและสารสกัดน้ำหรือเมทานอลแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลองบางชนิด
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบสามารถลดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่เกิดจากพิษพาราเซตามอลได้ในขนาดที่ศึกษา
  • ฤทธิ์ต้านเอนไซม์ : งานวิจัยในหลอดทดลองพบสารสกัด Pavetta indica มีฤทธิ์ต่อ acetylcholinesterase, butyrylcholinesterase และ α-glucosidase ในระบบทดลอง และพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปกป้องเซลล์ประสาทในบางการทดสอบ

สรุปทางเภสัชวิทยา : ผลการทดลองมีแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับรองการใช้ Pavetta indica เป็นยารักษาโรคในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ เข็มป่า (Pavetta indica L.) ในมนุษย์ยังมีไม่มาก จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานส่วนรากและเปลือกต้น

มีรายงานทาง PROSEA ว่าการศึกษาบางส่วนในสัตว์พบผลต่อค่าชีวเคมีของตับจากสารสกัดน้ำของใบ จึงไม่ควรสรุปว่าสมุนไพรชนิดนี้ปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานาน

คำแนะนำ : หากต้องการใช้เข็มป่าเป็นยารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้ด้านสมุนไพร และควรใช้วัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบชนิดพืชอย่างถูกต้อง

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • เด็ก : ไม่ควรนำตำรับพื้นบ้านมาปรับใช้กับเด็กเอง
  • ผู้มีโรคตับหรือโรคไต : ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้น
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืช : ควรหยุดใช้ทันทีหากเกิดผื่น คัน บวม หรืออาการผิดปกติ
  • การหยอดเข้าหูหรือดวงตา : ไม่ควรใช้สารสกัดทำเอง เพราะอาจเกิดการติดเชื้อหรือการระคายเคือง และควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินสาเหตุของอาการก่อน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่าง Pavetta indica กับยาแผนปัจจุบัน ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อตับ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดจากเข็มป่า

การใช้ในอาหาร

มีรายงานว่าผลของพืชกลุ่มที่ใช้ชื่อ “เข็มป่า” ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแหล่งสามารถรับประทานได้เมื่อสุก แต่เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “เข็มป่า” ใช้กับพืชหลายชนิด จึง ไม่ควรนำผลของต้นที่ไม่สามารถยืนยันชนิดได้มารับประทาน

สำหรับ Pavetta indica โดยเฉพาะ ข้อมูลด้านการใช้เป็นอาหารยังมีจำกัด จึงควรเน้นการใช้เป็นไม้สมุนไพรและไม้ประดับมากกว่าการส่งเสริมให้บริโภคเป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดเป็นสารสกัดสมุนไพร เนื่องจากพบสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ และสารกลุ่มอื่น ๆ
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอาจเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาต่อยอด แต่ต้องมีการประเมินความปลอดภัยต่อผิวและคุณภาพของสารสกัดก่อน
  • ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติ : มีงานวิจัยด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระที่สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : สามารถเก็บเมื่อพืชเจริญสมบูรณ์และเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราและแมลงทำลาย
  • รากและเปลือกต้น : ควรเก็บเท่าที่จำเป็น เพราะการเก็บส่วนใต้ดินหรือการลอกเปลือกอาจทำให้ต้นเสียหายหรือเสียชีวิต
  • การใช้สด : ข้อมูล PROSEA ระบุว่าส่วนต่าง ๆ ของ Pavetta indica โดยทั่วไปใช้ในรูปสด
  • การทำให้แห้ง : หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรล้างสิ่งปนเปื้อนตามความเหมาะสม หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท ไม่โดนแดดจัดโดยตรง
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา พร้อมติดฉลากชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • มีการใช้ ดอกเข็มป่า ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการตาแดงและตาแฉะ
  • ใบ มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านเกี่ยวกับพยาธิ
  • เปลือกต้น มีการใช้คั้นน้ำเพื่อใช้ภายนอกเมื่อแมลงเข้าหู
  • ผล มีการใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับปัญหาเกี่ยวกับริดสีดวงจมูก
  • ราก ใช้เกี่ยวกับเสมหะ อาการบิด และระบบทางเดินอาหาร
  • บางพื้นที่มีการใช้ส่วนลำต้นและรากในตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงกำลังหรือแก้อาการบางอย่าง ซึ่งองค์ความรู้แตกต่างกันตามชุมชน

ประวัติและวัฒนธรรม

เข็มป่าเป็นพรรณไม้พื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์ป่าของประเทศไทยและเอเชียใต้–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดอกสีขาวและกลิ่นหอมทำให้มีศักยภาพในการใช้เป็นไม้ประดับ นอกเหนือจากการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน

ชื่อพื้นเมืองที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของการเรียกชื่อพืชในประเทศไทย และเป็นเหตุผลสำคัญที่การศึกษาสมุนไพรควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ควบคู่กับชื่อท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

Pavetta indica มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้าง และข้อมูล PROSEA ระบุว่าไม่ถือเป็นพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ในระดับภูมิภาค โดยมีการพบในป่าธรรมชาติและพื้นที่เปิดหลายประเภท

อย่างไรก็ตาม การเก็บ รากและเปลือกต้นจากธรรมชาติ มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประชากรพืชในท้องถิ่น จึงควรส่งเสริมการปลูกขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบแทนการเก็บจากป่าโดยตรง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Gentianales
  • วงศ์ (Family) : Rubiaceae
  • สกุล (Genus) : Pavetta L.
  • ชนิด (Species) : Pavetta indica L.

ชื่อ Pavetta indica L. ได้รับการยอมรับเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew และ TH-BIF

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Ixora indica (L.) Baill., Ixora indica (L.) Kuntze, Ixora nunypapata Roxb. และ Ixora paniculata Lam.

หมายเหตุทางอนุกรมวิธาน : Ixora cibdela Craib. ซึ่งบางฐานข้อมูลหรือเอกสารภาษาไทยเรียกว่า “เข็มป่า” เป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ชื่อพ้องของ Pavetta indica จึงไม่ควรนำข้อมูลทางยาและงานวิจัยของสองชนิดมารวมกันโดยไม่ระบุชื่อวิทยาศาสตร์

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ เข็มป่า (Pavetta indica L.) ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

  • ตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องระบุเป็น Pavetta indica L.
  • ตรวจสอบลักษณะต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก
  • ตรวจสอบใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ลักษณะรูปรีถึงรูปรีแกมขอบขนาน
  • ตรวจสอบดอก : ดอกสีขาว ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดและปลายแยก 4 แฉก
  • ตรวจสอบผล : ผลทรงกลม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ
  • ตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้แห้ง : เปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือพิพิธภัณฑ์พืช
  • ตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน : หากมีข้อสงสัยควรส่งตัวอย่างให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานพืชตรวจสอบ
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท : ในกรณีเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรตรวจลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ และองค์ประกอบทางเคมีเพื่อยืนยันเอกลักษณ์

ข้อควรระวังในการระบุชนิด : เนื่องจาก “เข็มป่า” เป็นชื่อที่ซ้ำกันในพืชหลายชนิด การระบุจากชื่อท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงต่อการใช้ผิดชนิด จึงควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ประกอบเสมอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). เข็มป่า (Pavetta indica L.). Smart Herb Platform.
  2. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2561). เข็มป่า.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ข้อมูลสิ่งมีชีวิต: Pavetta indica. TH-BIF.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568.
  5. Buathong, R., Schindler, F., Schinnerl, J., Valant-Vetschera, K., Bacher, M., Potthast, A., Rosenau, T., & Vajrodaya, S. (2019). Uncommon fatty acids, iridoids and other secondary metabolites from the medicinal plant species Ixora cibdela Craib (Rubiaceae). Phytochemistry Letters, 33, 77–80. https://doi.org/10.1016/j.phytol.2019.07.011
  6. Gupta, V. K., Kaur, C., Simlai, A., & Roy, A. (2013). Antimicrobial activity of Pavetta indica leaves. Journal of Applied Pharmaceutical Science, 3(4), 78–82. https://doi.org/10.7324/JAPS.2013.3414
  7. Prasad, K., Moulekhi, K., & Bisht, G. (2011). Chemical composition of the essential oil of Pavetta indica L. leaves. Research Journal of Phytochemistry, 5(1), 66–69. https://doi.org/10.3923/rjphyto.2011.66.69
  8. Singh, M. P., Valte, V., Raleng, I., & Losica, R. K. (2018). Hepatoprotective activity of ethanol extract of Pavetta indica Linn leaves. Indian Journal of Pharmacy and Pharmacology, 5(1), 37–39. https://doi.org/10.18231/2393-9087.2018.0009
  9. Thayyil, A. H., Muthu, A. K., & Ibrahim, M. (2016). Free radical scavenging activity of various extracts of whole plant of Pavetta indica (Linn): An in-vitro evaluation. International Journal of Pharmaceutics & Drug Analysis, 4(1), 44–48.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pavetta indica L. Plants of the World Online.
  11. PROSEA. (n.d.). Pavetta indica. Plant Resources of South-East Asia.
Scroll to top