เครืองูเห่า
เครืองูเห่า เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น ผักแปมป่า เล็บรอก เล็กลอก และสะบ่าสะเระ จัดเป็นไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ Rutaceae หรือวงศ์เดียวกับพืชตระกูลส้ม จุดเด่นคือเถาและกิ่งมีหนาม ใบมีกลิ่นหอมคล้ายการบูร ตะไคร้ หรือผิวมะกรูด และยอดอ่อนสามารถนำมารับประทานเป็นผักพื้นบ้านได้ ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้หลายส่วนของต้น โดยเฉพาะใบ เถา ราก และเปลือกราก
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทยโดยทั่วไปคือ Toddalia asiatica (L.) Lam. ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลปัจจุบัน เช่น Kew Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Zanthoxylum asiaticum (L.) Appelhans, Groppo & J.Wen และจัด Toddalia asiatica เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นการค้นข้อมูล เครืองูเห่า ควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ทั้งสองชื่อประกอบกัน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: เครืองูเห่า
- ชื่ออื่น: ผักแปมป่า, เล็บรอก, เล็กลอก, สะบ่าสะเระ
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Orange climber, Forest pepper, Wild orange tree
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Toddalia asiatica (L.) Lam.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในอนุกรมวิธานปัจจุบัน: Zanthoxylum asiaticum (L.) Appelhans, Groppo & J.Wen
- วงศ์: Rutaceae
- สกุล: Toddalia ตามชื่อเดิม หรือ Zanthoxylum ตามอนุกรมวิธานปัจจุบัน
- ลักษณะพืช: ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้นและกิ่ง
- ส่วนที่มีการใช้เป็นสมุนไพร: ใบสด เถา ราก และเปลือกราก
- ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลในบางท้องถิ่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มรอเลื้อย สามารถเลื้อยพันต้นไม้อื่น เถาอ่อนมีหนามแหลมและโค้งงอ ส่วนเถาแก่มีปุ่มแข็งจากบริเวณหนาม เปลือกมีสีน้ำตาลและเนื้อไม้ด้านในมีสีเหลือง
- ใบ: เป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับหรือเวียน ใบย่อยมีรูปร่างตั้งแต่รูปรี รูปไข่กลับจนถึงรูปใบหอกกลับ ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบหยักตื้น แผ่นใบค่อนข้างหนาและมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อขยี้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายการบูร ตะไคร้ หรือผิวมะกรูด
- ดอก: ดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นดอกแยกเพศ ดอกมีสีเหลืองอ่อน สีครีม หรือเหลืองอมเขียว
- ผล: เป็นผลสดหรือผลที่มีผนังชั้นในแข็ง รูปร่างค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่ออ่อนมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือเหลืองเมื่อสุก ผิวผลมีต่อมน้ำมัน
- เมล็ด: มีรูปร่างคล้ายไต โดยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์บางแหล่งรายงานว่าผลหนึ่งมีเมล็ดหลายเมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
เครืองูเห่า มีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย รวมถึงอินเดีย จีนตอนใต้ ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่บางส่วนของแอฟริกาและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย
ในประเทศไทยมีรายงานพบตามพื้นที่ป่าและชายป่า โดยมีตัวอย่างพรรณไม้จากภาคเหนือ เช่น บริเวณดอยอินทนนท์และดอยสุเทพ และมีข้อมูลการพบในพื้นที่อื่นของประเทศด้วย
แหล่งอาศัยที่เหมาะสม ได้แก่ ป่าดิบ ป่าดิบเขา ชายป่า ป่ารุ่นสอง พื้นที่รกหรือพื้นที่เปิดโล่ง และบริเวณที่มีไม้พุ่มหรือเรือนยอดให้เลื้อยพัน
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: มีข้อมูลการขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- การเตรียมเมล็ด: ควรเลือกเมล็ดจากผลสุกสมบูรณ์และมีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราหรือความเสียหาย
- วัสดุปลูก: ควรเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุพอเหมาะ
- การดูแล: เนื่องจากเป็นไม้เถา ควรจัดให้มีค้างหรือไม้พยุงสำหรับให้ต้นเลื้อย และควรได้รับแสงในระดับที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต
- ข้อควรระวัง: ยังมีข้อมูลด้านเทคนิคการเพาะปลูกเชิงการค้าและมาตรฐานการผลิต เครืองูเห่า โดยเฉพาะค่อนข้างจำกัด จึงไม่ควรระบุอัตราการให้ปุ๋ย ระยะปลูก หรือสูตรเพาะเมล็ดเฉพาะโดยไม่มีข้อมูลทดลองรองรับ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบสด
- เถา
- ราก
- เปลือกราก
การใช้ส่วนต่าง ๆ แตกต่างกันตามตำรายาและภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ข้อมูลต่อไปนี้เป็น การใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
- ใบสด: ตามตำรายาไทยมีรสสุขุมหอม ใช้แก้ปวดท้อง และนำมาตำพอกหรือทาบริเวณที่มีปัญหาผิวหนัง
- เถา: ใช้ต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อแก้ปวดเมื่อยเส้นเอ็น ขับปัสสาวะ แก้ไอ และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับข้อ กระดูก และเส้นเอ็น
- เปลือกราก: มีการใช้ตามตำรายาไทยเพื่อขับเหงื่อ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย และมีบันทึกการใช้เกี่ยวกับไข้มาลาเรียชนิดจับเว้นระยะ
- ราก: ใช้ชงหรือต้มดื่มเพื่อขับลม บำรุงกำลัง และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดเสียดแทง รวมถึงใช้ภายนอกโดยการตำพอกในบางกรณี
นอกจากนี้มีงานศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่พบการใช้ เครืองูเห่า ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยใช้เถาเพื่อบำรุงกำลัง และมีการใช้ใบหรือส่วนอื่นของพืชเป็นอาหารพื้นบ้าน
หมายเหตุ: แม้ชื่อสมุนไพรจะมีคำว่า “งูเห่า” แต่ไม่ควรสรุปว่าเครืองูเห่าสามารถใช้เป็น ยาถอนพิษงูเห่า หรือใช้รักษาผู้ถูกงูกัดได้ หลักฐานทางคลินิกสำหรับข้ออ้างดังกล่าวไม่เพียงพอ และผู้ถูกงูกัดต้องได้รับการรักษาฉุกเฉินตามมาตรฐานทางการแพทย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: ใบสดอาจนำมาตำพอกหรือใช้ภายนอกตามตำรับพื้นบ้าน
- เถา: มีการนำมาต้มเป็นน้ำดื่มในภูมิปัญญาท้องถิ่น
- รากหรือเปลือกราก: มีการนำไปต้ม ชง หรือเตรียมเป็นยาตามตำรับพื้นบ้าน
- เป็นอาหารยา: ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถรับประทานเป็นผักสดหรือใช้เป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกและลาบ
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐานของเครืองูเห่า สำหรับประชาชนทั่วไป จึงไม่ควรนำสูตรหรือปริมาณจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไปใช้แทนคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบชื่อเครืองูเห่า (Toddalia asiatica) เป็นสมุนไพรเดี่ยวที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติในลักษณะเดียวกับสมุนไพรที่มีตำรับหรือผลิตภัณฑ์ยาได้รับการบรรจุในบัญชี
ดังนั้นไม่ควรระบุว่า เครืองูเห่าเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ หากไม่มีประกาศหรือรายการบัญชีฉบับปัจจุบันรองรับ โดยบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการกำหนดรายการยาและตำรับที่ใช้ในระบบบริการสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ
สารสำคัญ
การศึกษาทางเภสัชเคมีพบว่า เครืองูเห่า (Toddalia asiatica) มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยกลุ่มสำคัญ ได้แก่
- Coumarins (คูมาริน)
- Alkaloids (อัลคาลอยด์)
- Flavonoids (ฟลาโวนอยด์)
- Triterpenes (ไตรเทอร์พีน)
- Amides (เอไมด์)
- Sesquiterpenes (เซสควิเทอร์พีน)
- น้ำมันหอมระเหย (essential oils)
มีการแยกสารกลุ่มอัลคาลอยด์จากรากของพืชชนิดนี้หลายชนิด รวมถึงสารในกลุ่ม benzophenanthridine และ furoquinoline alkaloids
การศึกษาน้ำมันหอมระเหยจากส่วนเหนือดินพบสารสำคัญหลายชนิด โดยมี linalool, linalyl acetate และ β-phellandrene เป็นองค์ประกอบที่พบในสัดส่วนเด่นในตัวอย่างที่ศึกษา
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและการศึกษาในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับ Toddalia asiatica แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ preclinical จึงไม่ควรนำไปสรุปว่าเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
งานทบทวนวรรณกรรมปี ค.ศ. 2021 รวบรวมข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้ พบว่ามีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ ระงับปวด ต้านมะเร็ง เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกิจกรรมทางชีวภาพอื่น ๆ
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งศึกษาสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากส่วนเหนือดิน พบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ การยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase และ butyrylcholinesterase รวมถึงการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตในระดับห้องปฏิบัติการ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานการศึกษาสารกลุ่ม coumarins และสารสกัดของพืชที่แสดงศักยภาพในการยับยั้งกระบวนการอักเสบ
- ฤทธิ์ระงับปวด: มีข้อมูลจากงานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรมที่สนับสนุนศักยภาพด้านการลดความเจ็บปวด
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง: สารบางชนิดที่แยกได้จากเครืองูเห่าแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง แต่ผลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้รักษามะเร็งในคน
- ฤทธิ์ต้านเชื้อ: อัลคาลอยด์บางชนิดจากรากแสดงฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: สารสกัดบางส่วนแสดงฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum และมีการศึกษาต่อในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากส่วนเหนือดินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต่อเอนไซม์: มีรายงานการยับยั้ง acetylcholinesterase, butyrylcholinesterase, α-glucosidase และ α-amylase ในการทดลอง
งานวิจัยด้านมาลาเรียพบว่าสารสกัดจากผลและเปลือกรากมีฤทธิ์ต่อ Plasmodium ในการทดลองทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ เครืองูเห่า ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
งานวิจัยด้านความเป็นพิษของสารสกัดบางชนิดในสัตว์ทดลองรายงานว่าตัวอย่างส่วนใหญ่ที่ทดสอบมีค่า acute toxicity ค่อนข้างต่ำภายใต้เงื่อนไขของการทดลอง แต่พบความแตกต่างระหว่างส่วนของพืชและชนิดของตัวทำละลาย โดยสารสกัดเฮกเซนจากรากมีผลแตกต่างจากตัวอย่างอื่น
ดังนั้น ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานในมนุษย์ และควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่มต่อไปนี้
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาหรือสารสกัด เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- เด็ก: ไม่ควรนำสมุนไพรมาใช้เป็นยาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Rutaceae: ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้พืชกลุ่มนี้
- การใช้ภายนอก: หากเกิดอาการคัน แสบร้อน บวม หรือผื่น ควรหยุดใช้ทันที
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างเครืองูเห่ากับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสารสกัดของเครืองูเห่ามีฤทธิ์ต่อเอนไซม์และระบบชีวภาพหลายชนิดในระดับการทดลอง ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาที่มีผลต่อระบบประสาท หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดเครืองูเห่า
ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อควรระวังจากหลักฐานก่อนคลินิก ไม่ใช่การยืนยันว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาเกิดขึ้นในมนุษย์
การใช้ในอาหาร
เครืองูเห่าเป็นผักพื้นบ้านที่มีการใช้เป็นอาหารในหลายชุมชน โดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน
- รับประทานสดเป็นผักเคียงกับ น้ำพริก
- รับประทานร่วมกับ ลาบ
- ใช้ประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น ผัดเผ็ดปลาไหลใส่เครืองูเห่า
- ใช้ในเมนู อ่อมน้องวัวใส่เครืองูเห่า
- ยอดและใบอ่อนมีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน ช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กับอาหาร
- ผลบางระยะสามารถนำมารับประทานได้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
การใช้ในผลิตภัณฑ์
จากข้อมูลที่ค้นพบ มีการกล่าวถึงการใช้ เครืองูเห่า ในฐานะพืชอาหาร สมุนไพรพื้นบ้าน และแหล่งของน้ำมันหอมระเหย แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปถึงผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบันที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยใช้เครืองูเห่าเป็นตัวยาสำคัญ
งานวิจัยด้านเคมีระบุว่าน้ำมันหอมระเหยจากพืชมีองค์ประกอบหลายชนิด เช่น linalool และ linalyl acetate จึงมีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อยอดด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ แต่ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง ศักยภาพจากงานวิจัย กับ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จริง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ยอดและใบอ่อน: เก็บในระยะที่ใบยังอ่อนและสมบูรณ์ ก่อนนำไปใช้ควรคัดสิ่งปนเปื้อนและล้างให้สะอาด
- ใบที่ใช้เป็นสมุนไพร: ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา
- เถาและราก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรระบุชนิดพืชให้ถูกต้องก่อนเก็บ เนื่องจากพืชเถาที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอาจทำให้เกิดการสับสน
- การทำแห้ง: หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรทำให้แห้งอย่างสะอาดและรวดเร็วในสภาวะที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงความชื้นและแสงแดดจัดเป็นเวลานาน
- การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท แห้ง และป้องกันแมลงหรือเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
เครืองูเห่าเป็นพืชอาหารและสมุนไพรที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นหลายพื้นที่ของประเทศไทย
ข้อมูลจากภาคเหนือระบุว่าชาวพื้นเมืองเหนือ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม นิยมใช้ยอดและใบอ่อนเป็นผักสดรับประทานกับลาบและน้ำพริก ขณะที่งานศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในบางพื้นที่พบการใช้เป็นเครื่องเคียงอาหาร
ในพื้นที่นครราชสีมา เครืองูเห่าถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารพื้นบ้าน และมีการนำใบอ่อนมาใช้เป็นอาหารยา โดยเชื่อมโยงกับการบำรุงธาตุและบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามภูมิปัญญาชุมชน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ เครืองูเห่า เป็นชื่อพื้นถิ่นที่สะท้อนความหลากหลายของชื่อพืชสมุนไพรไทย ขณะที่ชื่อ ผักแปมป่า พบใช้ในภาคเหนือ และ เล็บรอกหรือเล็บลอก พบในบางพื้นที่ของประเทศไทย
ในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน เครืองูเห่ามีบทบาทในฐานะ ผักป่าและอาหารพื้นถิ่น โดยเฉพาะยอดอ่อนที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน จึงถูกนำมาใช้เป็นผักแนมและเป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นบ้านหลายชนิด
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Kew Plants of the World Online ระบุชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Zanthoxylum asiaticum และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของพืชดอกระบุว่าคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) ขณะที่ข้อมูลภายใต้ชื่อพ้อง Zanthoxylum nitidum มีการระบุสถานะ IUCN เป็น Least Concern (LC)
อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นข้อมูลในระดับชนิดพันธุ์โดยรวม ไม่ได้หมายความว่าประชากรเครืองูเห่าในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีความมั่นคงเท่ากัน การเก็บรากหรือเถาจากธรรมชาติมากเกินไปอาจกระทบต่อประชากรในท้องถิ่น จึงควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสมและการขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Sapindales
- วงศ์ (Family): Rutaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily): Zanthoxyloideae
- สกุล (Genus): Zanthoxylum
- ชนิด (Species): Zanthoxylum asiaticum (L.) Appelhans, Groppo & J.Wen
ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทยและชื่อพ้องสำคัญ: Toddalia asiatica (L.) Lam.
อนุกรมวิธานสมัยใหม่มีการย้ายชนิดนี้จากสกุล Toddalia ไปอยู่ในสกุล Zanthoxylum จากหลักฐานด้านวิวัฒนาการระดับโมเลกุล ดังนั้นจึงพบชื่อ Toddalia asiatica ในตำราและฐานข้อมูลไทยจำนวนมาก ขณะที่ฐานข้อมูลสากลปัจจุบันใช้ Zanthoxylum asiaticum เป็นชื่อที่ยอมรับ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เครืองูเห่า ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นบ้านอาจแตกต่างกันตามภูมิภาค
- ลำต้นและเถา: เป็นเถาเนื้อแข็ง มีหนามแหลมโค้งในกิ่งอ่อน และมีปุ่มแข็งตามเถาแก่
- ใบ: ใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ มีกลิ่นหอมจากต่อมน้ำมัน
- ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอมเขียว และออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง
- ผล: ผลมีลักษณะกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกมีสีส้มถึงเหลือง และมีต่อมน้ำมัน
- เนื้อไม้: เมื่อสังเกตจากเถาที่แก่แล้ว เนื้อไม้มีสีเหลือง
- ชื่อวิทยาศาสตร์: ควรตรวจสอบทั้ง Toddalia asiatica และชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Zanthoxylum asiaticum
การระบุชนิดด้วย ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) หรือการตรวจสอบโดยนักพฤกษศาสตร์จะมีความน่าเชื่อถือกว่าการพิจารณาจากชื่อท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร. (2563). รายงานผลงานเรื่องเต็มการทดลองที่สิ้นสุด: การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของผักพื้นเมือง. กรมวิชาการเกษตร.
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. (ม.ป.ป.). เครืองูเห่า (Toddalia asiatica (L.) Lam.). สารสนเทศท้องถิ่นนครราชสีมา.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). เครืองูเห่า. ฐานข้อมูลพรรณไม้ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
- สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ผัก-กับข้าว…เพราะเราเคียงกัน. องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้และทรัพยากรชีวภาพ.
- ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). อนุกรมวิธานพืช อักษร ค ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. ราชบัณฑิตยสถาน. อ้างถึงข้อมูลลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของเครืองูเห่า
- Appelhans, M. S., Bayly, M. J., Heslewood, M. M., & Groppo, M. (2018). A new classification of the Citrus family (Rutaceae) based on molecular phylogenetic evidence. Molecular Phylogenetics and Evolution, 126, 31–44.
- Alagaraj, P., & Muthukrishnan, S. (2020). Toddalia asiatica L. – A rich source of phytoconstituents with potential pharmacological actions, an appropriate plant for recent global arena. Current Pharmaceutical Design, 18(2), 104–110. https://doi.org/10.2174/1871525718666200212095756
- Hirunwong, C., et al. (2013). Alkaloids from Toddalia asiatica and their cytotoxic, antimicrobial and antifungal activities. Food Chemistry. https://doi.org/10.1016/j.foodchem.2012.12.058
- Tian, R., et al. (2021). A systematic review on traditional medicine Toddalia asiatica (L.) Lam.: Chemistry and medicinal potential. Saudi Pharmaceutical Journal, 29(8), 781–798. https://doi.org/10.1016/j.jsps.2021.05.003
- World Flora Online. (2026). Toddalia asiatica (L.) Lam. World Flora Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Zanthoxylum asiaticum (L.) Appelhans, Groppo & J.Wen. Plants of the World Online.
