โกฐสอ

โกฐสอ

โกฐสอ เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่ได้จาก รากแห้งของต้นโกฐสอ หรือ Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. var. dahurica อยู่ในวงศ์ Apiaceae เป็นสมุนไพรจีนที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาแผนไทย โดยเฉพาะกลุ่ม พิกัดโกฐ และตำรับยาหอมต่าง ๆ รากมีกลิ่นหอมเฉพาะ รสเผ็ดร้อนและขม และมีสารสำคัญกลุ่ม furanocoumarins โดยเฉพาะ imperatorin ซึ่งเป็นสารที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้ด้านคุณภาพของวัตถุดิบ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โกฐสอ
  • ชื่อเครื่องยา : โกฐสอ หรือ โกฐสอจีน
  • ชื่อจีน : ไป๋จื่อ (白芷, Baizhi), เปะจี้ หรือแป๊ะลี้
  • ชื่ออังกฤษ : Dahurian Angelica, Angelica Root, Dahurian Angelica Root
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. var. dahurica
  • วงศ์ : Apiaceae
  • ส่วนที่ใช้ทำเครื่องยา : รากแห้ง
  • ลักษณะเครื่องยา : รากแห้งทรงกลมยาวคล้ายหัวผักกาด แต่แข็งและมีขนาดเล็กกว่า ผิวสีน้ำตาล มีรอยย่นและสัน เนื้อในสีขาวนวล มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสเผ็ดร้อนและขม
  • ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ที่พบ : Angelica macrocarpa H.Wolff, Angelica porphyrocaulis Nakai & Kitag., Angelica tschiliensis H.Wolff, Callisace dahurica Hoffm. และ Thysselinum davuricum (Hoffm.) Spreng.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง แข็งแรง สูงประมาณ 1–2.5 เมตร ลำต้นสีเขียวอมม่วง กลวง มีสัน และบริเวณตอนบนมีขน
  • ราก : เป็นรากหลักขนาดใหญ่ รูปทรงกระบอก อวบและแข็ง มีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะตัว เป็นส่วนที่นำมาใช้ทำยา
  • ใบ : ใบโคนต้นและใบล่างมีก้านยาว แผ่นใบรูปสามเหลี่ยมถึงรูปไข่ ขนาดใหญ่ประมาณ 30–50 × 25–40 เซนติเมตร ใบประกอบแบบ 2–3 ชั้น ปลายใบแหลม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย
  • ใบด้านบน : ใบลดรูปลงเรื่อย ๆ กาบใบมีลักษณะพองหุ้มลำต้น ส่วนแผ่นใบมีขนาดเล็กลง
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบซี่ร่มประกอบ มีขนาดประมาณ 10–30 เซนติเมตร ก้านช่อมีขนสาก มีแขนงประมาณ 18–40 แขนง และอาจพบได้มากถึงประมาณ 70 แขนง
  • ผล : ผลมีลักษณะกลมหรือรูปไข่ สีเหลืองอมน้ำตาล เมื่อแก่จะแห้งและมีเมล็ดสำหรับขยายพันธุ์
  • ระยะออกดอกและติดผล : โดยทั่วไปออกดอกประมาณเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม และผลแก่ประมาณเดือนสิงหาคม–กันยายน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นของเอเชีย โดยมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ไซบีเรียตอนใต้ จีนตอนเหนือ ญี่ปุ่น เกาหลี มองโกเลีย และบริเวณแมนจูเรีย
  • แหล่งปลูกสำคัญ : ปัจจุบันมีการเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นพืชสมุนไพร โดยเฉพาะในประเทศจีน และมีการปลูกในบางประเทศของเอเชียตะวันออก
  • ประเทศไทย : โกฐสอที่ใช้ในระบบยาไทยโดยทั่วไปเป็น เครื่องยานำเข้า โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประเทศจีน ไม่ใช่พืชสมุนไพรพื้นเมืองที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติทั่วไปในประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเตรียมเมล็ด : ควรใช้เมล็ดที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ เมล็ดต้องได้รับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการงอก
  • การเพาะกล้า : สามารถเพาะเมล็ดในถาดเพาะก่อนย้ายปลูก งานวิจัยในเกาหลีพบว่าการเลี้ยงต้นกล้าประมาณ 63 วันสามารถให้ก้อนรากที่เหมาะสมต่อการย้ายปลูก
  • สภาพแวดล้อม : ชอบพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอและดินที่มีการระบายน้ำดี สามารถเจริญได้ในพื้นที่กึ่งร่มถึงพื้นที่ได้รับแสง
  • การจัดการแปลง : ควรควบคุมวัชพืชและหลีกเลี่ยงน้ำขัง เพราะส่วนที่ต้องการผลผลิตคือราก
  • การเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปเก็บรากในช่วงหลังการเจริญเติบโตเต็มที่ และมีข้อมูลการผลิตเชิงการเกษตรว่าการปลูกจากเมล็ดสามารถเก็บเกี่ยวรากได้หลังผ่านฤดูปลูกประมาณหนึ่งฤดู

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • รากแห้ง : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาและเป็นเครื่องยา โกฐสอ (Angelicae Dahuricae Radix) ตามมาตรฐานยาสมุนไพรไทย โดยตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุวัตถุดิบเป็นรากแห้งของ Angelica dahurica var. dahurica

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ตามตำรายาไทย : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับสำหรับ แก้ไข้ แก้หืด แก้ไอ แก้เสมหะ แก้สะอึก และช่วยทำให้หัวใจชุ่มชื่น
  • ตามการแพทย์แผนจีน : ใช้รากโกฐสอหรือไป๋จื่อสำหรับ บรรเทาอาการปวดศีรษะ ปวดฟัน อาการหวัด โพรงจมูกอักเสบ และอาการที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจส่วนบน
  • ด้านระบบทางเดินอาหารตามตำรับยาไทย : มีการนำโกฐสอไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาที่ใช้สำหรับอาการท้องอืดเฟ้อและอาการจากธาตุไม่ปกติ
  • ด้านผิวหนังตามภูมิปัญญาจีน : มีการใช้เกี่ยวกับอาการบวม อักเสบ และปัญหาผิวหนังบางชนิด
  • ด้านสตรีตามภูมิปัญญาจีน : มีการใช้เกี่ยวข้องกับอาการตกขาวและความผิดปกติบางประการของระดู
  • ในพิกัดโกฐ : โกฐสอเป็นส่วนประกอบของ เบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐ โดยสรรพคุณของตำรับในพิกัดดังกล่าวครอบคลุมการใช้แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ขับลม แก้สะอึก และบำรุงธาตุ/เลือดตามตำรับ

หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกทั้งหมด

วิธีใช้

  • รูปแบบยา : สามารถใช้ในรูปแบบรากแห้งบดเป็นผง หรือใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพร
  • ขนาดตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย : รากแห้งประมาณ 3–9 กรัมต่อวัน ในรูปแบบยาต้ม ตามข้อมูลใน Thai Herbal Pharmacopoeia
  • การใช้ในตำรับยาไทย : โดยทั่วไปใช้เป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่น ไม่ได้เน้นการใช้รากโกฐสอเดี่ยว ๆ ในทุกกรณี

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ยาหอมเทพจิตร : โกฐสอเป็นส่วนประกอบหนึ่งใน พิกัดโกฐทั้ง 9 ใช้ในตำรับสำหรับบรรเทาอาการลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น และช่วยบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น
  • ยาหอมนวโกฐ : มีโกฐสอเป็นหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง 9 ใช้ในกลุ่มอาการระบบไหลเวียนโลหิตหรือ แก้ลม
  • ยาธาตุบรรจบ : มีโกฐสอเป็นส่วนประกอบของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ และท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ
  • ยาประสะกานพลู : มีโกฐสอเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยเนื่องจากธาตุไม่ปกติ
  • ยาจันทน์ลีลา : มีโกฐสอเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการไข้ตัวร้อนและไข้เปลี่ยนฤดู

การที่โกฐสอปรากฏในตำรับดังกล่าวหมายถึงการใช้ เป็นส่วนประกอบของตำรับยา ไม่ได้หมายความว่าสรรพคุณของตำรับทั้งหมดเกิดจากโกฐสอเพียงชนิดเดียว

สารสำคัญ

  • Furanocoumarins : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบเด่นในราก เช่น imperatorin, isoimperatorin, phellopterin, byakangelicin, byakangelicol, oxypeucedanin และ oxypeucedanin hydrate
  • Coumarins : เช่น coumarin, scopoletin และอนุพันธ์ของ coumarin
  • Polyacetylenes : เช่น falcarindiol
  • สารระเหยและสารหอม : พบสารระเหยหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นเฉพาะของราก
  • สารอื่น ๆ : มีรายงานสารกลุ่ม phenols, sterols, benzofurans, polysaccharides และสารประกอบอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
  • Imperatorin : เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามาก และถูกใช้เป็น สารบ่งชี้คุณภาพ (quality marker) ของโกฐสอในงานวิจัยและการควบคุมคุณภาพ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับ Angelica dahurica มีจำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากรากและสารกลุ่ม furanocoumarins อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่ามีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้เทียบเท่ายามาตรฐาน

  • การอักเสบ : สารสกัดและสารสำคัญบางชนิด เช่น imperatorin และ byakangelicol แสดงฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบในแบบจำลองการทดลอง
  • อาการปวด : มีข้อมูลการทดลองสนับสนุนฤทธิ์ระงับปวดของสารสกัดและสารสำคัญบางชนิด
  • ระบบทางเดินหายใจ : มีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเซลล์และโมเลกุลของระบบทางเดินหายใจ
  • สารต้านอนุมูลอิสระ : พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดและสารกลุ่ม coumarins
  • ระบบประสาท : มีการศึกษาเกี่ยวกับ GABA, acetylcholinesterase และกลไกที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท
  • การศึกษาด้านมะเร็ง : สารบางชนิด โดยเฉพาะ imperatorin แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่ควรนำมาอ้างว่าเป็นยารักษามะเร็งในมนุษย์
  • การศึกษาด้านผิวหนัง : มีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสี

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สาร imperatorin และ byakangelicol มีข้อมูลการยับยั้งเส้นทางการอักเสบ เช่น COX-2, PGE₂, TNF-α และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ MAPK ในแบบจำลองการทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด : สารสกัดจากรากและสารกลุ่ม coumarins มีรายงานฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวด
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ : oxypeucedanin มีรายงานผลต่อช่องไอออน hKv1.5 และมีการศึกษาฤทธิ์ต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในแบบจำลองการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : phellopterin มีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์คลายกังวล ส่วน imperatorin และ falcarindiol มีรายงานว่าส่งผลต่อระบบ GABA
  • ฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase : isoimperatorin, imperatorin และ oxypeucedanin แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวในงานทดลอง
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : imperatorin, byakangelicin, byakangelicol และ oxypeucedanin มีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับการปกป้องเซลล์ตับ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : coumarins, ferulic acid และ falcarindiol มีฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง : สารกลุ่ม furanocoumarins โดยเฉพาะ imperatorin แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดในระดับหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อ cytochrome P450 : สารสกัดโกฐสอสามารถยับยั้งเอนไซม์ CYP หลายชนิดในการทดลอง ซึ่งมีความสำคัญต่อประเด็นปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความเป็นพิษ : งานทบทวนพบว่าข้อมูลความเป็นพิษของ Angelica dahurica ยังมีจำกัด แม้มีการใช้เป็นยาและอาหารมาเป็นเวลานาน
  • พิษเฉียบพลัน : การทดลองในสัตว์บางการศึกษาพบว่าค่าความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่ผลจากสัตว์ทดลองไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดปลอดภัยในมนุษย์โดยตรง
  • สาร angelicotoxin : มีรายงานว่าสารนี้ในปริมาณน้อยสามารถกระตุ้นระบบประสาทและศูนย์ควบคุมการหายใจ ส่วนปริมาณสูงอาจทำให้เกิดอาการชักและอัมพาตได้
  • ความไวต่อแสง : รากโกฐสอมีสารกลุ่ม furanocoumarins ซึ่งบางชนิดมีคุณสมบัติไวต่อแสง จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ภายนอกโดยเฉพาะเมื่อผิวหนังสัมผัสแสงแดดหรือรังสี UV
  • การตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดเพื่อการรักษาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่แพ้สมุนไพร : ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้โกฐสอหรือพืชในวงศ์ Apiaceae
  • การใช้ในขนาดสูง : ไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการไม่พึงประสงค์
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ไม่ควรใช้เป็นสมุนไพรขนาดรักษาเอง เนื่องจากหลักฐานด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • การใช้ภายนอก : ควรระวังแสงแดดหลังใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ที่มี furanocoumarins เนื่องจากอาจเพิ่มความไวของผิวต่อรังสี UV

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • Cytochrome P450 : สารสกัดโกฐสอมีข้อมูลการทดลองว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ CYP2C, CYP3A และ CYP2D บางชนิด ซึ่งมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงยาหลายชนิด
  • Diazepam : การศึกษาในหนูพบว่าสารสกัดโกฐสอสามารถเพิ่มระดับสูงสุดของ diazepam หลังรับประทาน และอาจเปลี่ยนแปลงการกำจัดยา
  • Tolbutamide : การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดสามารถชะลอการกำจัด tolbutamide
  • Nifedipine และยาที่ผ่าน CYP3A : มีข้อมูลการทดลองที่แสดงว่าสารสกัดสามารถรบกวนการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยา
  • ข้อควรระวัง : ข้อมูลดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถระบุขนาดและความสำคัญของปฏิกิริยาในมนุษย์ได้แน่ชัด แต่ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์โกฐสอเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

Angelica dahurica มีประวัติการใช้ทั้งเป็น สมุนไพรและวัตถุดิบอาหาร ในประเทศจีน โดยมีการนำส่วนต่าง ๆ ของพืชไปใช้เป็นเครื่องปรุงหรือส่วนประกอบอาหาร และมีการบันทึกว่าเป็นพืชที่มีการใช้ด้านอาหารควบคู่กับการใช้เป็นยา อย่างไรก็ตาม โกฐสอในฐานะเครื่องยาไทยคือรากแห้งที่ผ่านการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพ จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้เป็นอาหารมาเทียบกับขนาดการใช้เป็นยาโดยตรง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร : ใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยและตำรับยาแผนจีน
  • ยาหอม : เป็นส่วนประกอบสำคัญของตำรับยาหอมบางชนิด โดยเฉพาะตำรับที่มีพิกัดโกฐ
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีการใช้สารสกัดจาก Angelica dahurica ในผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ โดยงานวิจัยให้ความสนใจกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ tyrosinase
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องปรุง : มีการใช้ในบางผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องปรุงในประเทศจีน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว : รากมักเก็บในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วง หรือเมื่อใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • การเตรียม : ขุดราก ล้างทำความสะอาด ตัดส่วนที่ไม่ต้องการ แล้วนำไปตากหรือทำให้แห้งอย่างเหมาะสม
  • ลักษณะวัตถุดิบที่ดี : ควรมีลักษณะตรงตามมาตรฐานของเครื่องยา ไม่ขึ้นรา ไม่มีกลิ่นผิดปกติ และมีสารสำคัญอยู่ในระดับเหมาะสม
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิทหรือภาชนะที่ป้องกันความชื้น เก็บในที่แห้งและป้องกันแสง เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของสารสำคัญ
  • มาตรฐานทางกายภาพและเคมี : Thai Herbal Pharmacopoeia กำหนดความชื้นไม่เกิน 14% สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% เถ้ารวมไม่เกิน 5% เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 2% สารสกัดด้วยเอทานอลไม่น้อยกว่า 4% และสารสกัดด้วยน้ำไม่น้อยกว่า 15%

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภูมิปัญญาไทย : โกฐสอถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องยาในระบบยาไทย และจัดอยู่ใน พิกัดโกฐ ได้แก่ เบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐ
  • ภูมิปัญญาล้านนา : มีการบันทึกการใช้โกฐสอในตำรับ ยาเม็ดขี้กระต่าย ซึ่งใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับเลือดเป็นพิษ หัด สุกใส และร้อนใน
  • ภูมิปัญญาจีน : ใช้รากไป๋จื่อมาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มอาการหวัด ปวดศีรษะ ปวดฟัน โพรงจมูกอักเสบ และอาการทางผิวหนังบางชนิด
  • ตำรับพระโอสถพระนารายณ์ : พบโกฐสอเป็นส่วนประกอบใน ยาจิตรการิยพิจรูญ ซึ่งเป็นตำรับยาโบราณที่มีการใช้กับอาการหลายกลุ่ม

ประวัติและวัฒนธรรม

โกฐสอมีรากฐานสำคัญจากวัฒนธรรมการแพทย์จีน โดยใช้ในชื่อ ไป๋จื่อ (白芷) และมีประวัติการใช้เป็นยามาอย่างยาวนาน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าการใช้ Angelica dahurica เป็นยาปรากฏในตำรายาจีนโบราณ และต่อมาได้ถูกนำมาใช้ในระบบเครื่องยาของการแพทย์แผนไทยในฐานะหนึ่งในกลุ่ม โกฐ

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) Angelica dahurica มีถิ่นกำเนิดกว้างในเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ และระบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions ของ Kew ประเมินเบื้องต้นว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าจะถูกคุกคาม (predicted not threatened) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินความเสี่ยง ไม่ควรตีความว่าเป็นการรับรองสถานะในบัญชี IUCN Red List อย่างเป็นทางการ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Clade) : Tracheophytes
  • กลุ่มพืชมีเมล็ด (Clade) : Spermatophytes
  • กลุ่มพืชดอก (Clade) : Angiosperms
  • กลุ่มยูดิคอต (Clade) : Eudicots
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Apiales
  • วงศ์ (Family) : Apiaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Apioideae
  • สกุล (Genus) : Angelica L.
  • ชนิด (Species) : Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav.
  • พันธุ์ (Variety) : Angelica dahurica var. dahurica

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • เอกลักษณ์ทางกายภาพ : รากแห้งมีรูปร่างทรงกระบอกหรือกลมยาว ผิวสีน้ำตาล มีรอยย่นและสัน เนื้อในสีขาวนวล มีจุดของชันหรือน้ำมันระเหย และมีกลิ่นหอมเฉพาะ
  • การทดสอบด้วยรังสี UV : เมื่อนำตัวอย่างผงโกฐสอสกัดด้วยเอทานอล แล้วหยดสารสกัดบนกระดาษกรองที่ชุบสารละลาย sodium hydroxide และตรวจด้วย UV 366 นาโนเมตร จะให้ การเรืองแสงสีเขียว
  • การตรวจด้วย TLC : ใช้แผ่น silica gel GF254 และระบบตัวทำละลาย toluene : ethyl acetate : glacial acetic acid = 75 : 25 : 5 ตามวิธีใน Thai Herbal Pharmacopoeia
  • สารบ่งชี้สำคัญ : imperatorin สามารถใช้เป็นหนึ่งในสารสำคัญสำหรับการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ
  • มาตรฐานวัตถุดิบ : ต้องควบคุมความชื้น สิ่งแปลกปลอม ปริมาณเถ้า และสารสกัดตามข้อกำหนดของตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia 2021): โกฐสอ (KOT SO). สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: โกฐสอ.
  3. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). โกฐสอ: สมุนไพรในตำรับยาหอม.
  4. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition).
  5. Wang, Q., Li, Y., Wang, S., Xiang, Z., Dong, W., Li, X., Wei, Y., Gao, P., & Dai, L. (2023). A review of the historical records, chemistry, pharmacology, pharmacokinetics and edibility of Angelica dahurica. Arabian Journal of Chemistry, 16(8), 104877. https://doi.org/10.1016/j.arabjc.2023.104877
  6. Zhao, H., Feng, Y.-L., Wang, M., Wang, J.-J., Liu, T., & Yu, J. (2022). The Angelica dahurica: A review of traditional uses, phytochemistry and pharmacology. Frontiers in Pharmacology, 13, 896637. https://doi.org/10.3389/fphar.2022.896637
  7. Ishihara, K., Kushida, H., Yuzurihara, M., Wakui, Y., Shimada, N., & others. (2000). Interaction of drugs and Chinese herbs: Pharmacokinetic changes of tolbutamide and diazepam caused by extract of Angelica dahurica. Journal of Pharmacy and Pharmacology, 52(8), 1023–1029. https://doi.org/10.1211/0022357001774750
  8. Nam, H.-H., Kim, K.-S., & Kim, B.-S. (2022). Seed harvesting and seedling raising methods for seedling production in Angelica dahurica. Korean Journal of Medicinal Crop Science, 30(3), 180–186. https://doi.org/10.7783/KJMCS.2022.30.3.180
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. Plants of the World Online.
  10. World Flora Online. (2026). Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. World Flora Online.
  11. Lin, T., He, X., Lin, P., Chang, Y., & others. (2026). Inhibitory effects and characteristics of byakangelicol on the activity of multiple cytochrome P450 isoforms. Journal of Toxicology and Environmental Health, Part A, 45(3). https://doi.org/10.1177/10915818251382082

 

Scroll to top