โกฐหัวบัว

โกฐหัวบัว

โกฐหัวบัว เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่ใช้ในตำรับยาแผนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่ม ยาหอม และตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการของ “ลม” ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ เหง้าแห้ง ซึ่งมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัวและมีน้ำมันหอมระเหยกับสารกลุ่ม phthalides เป็นองค์ประกอบสำคัญ ปัจจุบันตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุโกฐหัวบัวในชื่อ Sichuan Lovage Rhizome และใช้แหล่งวัตถุดิบจาก Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong หรือชื่อที่เกี่ยวข้องกับ Ligusticum chuanxiong Hort.

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โกฐหัวบัว
  • ชื่อเครื่องยา : โกฐหัวบัว
  • ชื่ออังกฤษ : Sichuan Lovage Rhizome, Chuanxiong Rhizome
  • ชื่อจีน : 川芎 (Chuanxiong)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย : Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารวิชาการ : Ligusticum chuanxiong Hort. และ Ligusticum chuanxiong S.H.Qiu, Y.Q.Zeng, K.Y.Pan, Y.C.Tang & J.M.Xu
  • วงศ์ : Apiaceae หรือ Umbelliferae (วงศ์ผักชี)
  • ส่วนที่ใช้ทำยา : เหง้าแห้ง
  • ลักษณะเด่นของเครื่องยา : เหง้าค่อนข้างกลมเป็นก้อนคล้ายกำปั้น ผิวขรุขระ สีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมฉุน รสขม มัน และมีรสหวานตามภายหลัง พร้อมความรู้สึกชาบริเวณลิ้นเล็กน้อย
  • ข้อสังเกตด้านชื่อวิทยาศาสตร์ : ชื่อทางอนุกรมวิธานของกลุ่มพืชที่ใช้เป็นโกฐหัวบัวมีความซับซ้อนและแตกต่างกันตามตำรายาและฐานข้อมูล ปัจจุบัน Kew POWO ยอมรับ Conioselinum anthriscoides (H.Boissieu) Pimenov & Kljuykov เป็นชื่อที่ยอมรับในระดับชนิด ขณะที่งานด้านเภสัชตำรับและเอกสารวิชาการจำนวนมากยังใช้ Ligusticum chuanxiong Hort. หรือ Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong ดังนั้นการระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบควรอ้างอิงมาตรฐานของตำรับที่ใช้ร่วมด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินพัฒนาเป็นก้อนขนาดใหญ่ ลำต้นตั้งตรง ทรงกระบอก กลวง มีร่องตามยาว ลำต้นส่วนบนแตกกิ่ง และบริเวณข้อของลำต้นส่วนล่างสามารถพองขยายได้
  • ความสูง : โดยทั่วไปประมาณ 40–70 เซนติเมตร แม้ข้อมูลจากแหล่งพฤกษศาสตร์บางแห่งจะรายงานช่วงความสูงแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมและลักษณะพันธุ์ปลูก
  • ใบ : ใบช่วงล่างมีก้านใบยาว โคนก้านใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ใบประกอบแบบขนนกหลายครั้ง ใบมีรูปร่างโดยรวมคล้ายสามเหลี่ยมหรือรูปไข่สามเหลี่ยม และแบ่งเป็นพูย่อยจำนวนมาก
  • ดอก : ออกเป็นช่อแบบซี่ร่มประกอบบริเวณปลายยอดหรือด้านข้างของลำต้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว มีเกสรเพศผู้ 5 อัน
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบแยกเป็น 2 ซีก มีลักษณะค่อนข้างรีและแบนด้านข้าง ภายในมีท่อน้ำมันซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของพืชในวงศ์ Apiaceae
  • เหง้า : เป็นส่วนสำคัญสำหรับทำยา มีลักษณะเป็นก้อนกลมไม่สม่ำเสมอคล้ายกำปั้น ขนาดประมาณ 2–7 เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือเหลืองน้ำตาล ขรุขระ มีข้อและรอยแผลเป็นจากรากจำนวนมาก เนื้อแน่น หักยาก ภายในมีจุดน้ำมันสีน้ำตาลอมเหลืองกระจายอยู่ทั่วไป และมีกลิ่นหอมแรง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

โกฐหัวบัวที่ใช้เป็น Chuanxiong Rhizome มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งเพาะปลูกในประเทศจีน โดยเฉพาะบริเวณมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญและเป็นแหล่งของวัตถุดิบที่มีชื่อเสียงในระบบการแพทย์แผนจีน งานวิชาการระบุว่ามีการเพาะปลูกในเสฉวน รวมถึงบางพื้นที่ของกุ้ยโจวและยูนนาน

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พืชโกฐหัวบัวชนิดที่ใช้เป็น Sichuan Lovage ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของประเทศไทยและไม่มีการเพาะปลูกเชิงการค้าในประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : โกฐหัวบัวชนิด Ligusticum chuanxiong ที่ใช้เป็นยาสำคัญในจีนมีลักษณะเด่นคือขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยใช้ ข้อของลำต้นหรือส่วนของเหง้าที่มีตา เป็นวัสดุขยายพันธุ์
  • ระบบการปลูกแบบดั้งเดิม : แหล่งผลิตในเสฉวนมีระบบที่เรียกว่า “Breeding on Mountains, Cultivation in Dam Areas” คือใช้พื้นที่ภูเขาสำหรับขยายพันธุ์ แล้วจึงย้ายวัสดุปลูกลงพื้นที่ราบเพื่อผลิตเหง้าสำหรับทำยา
  • การปลูกเชิงสมัยใหม่ : มีการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเซลล์พืช เพื่อแก้ปัญหาการสะสมโรคและการเสื่อมคุณภาพจากการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยปี 2026 รายงานความสำเร็จในการพัฒนาระบบสร้างต้นใหม่จากเซลล์แขวนลอยและเนื้อเยื่อพืช

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า : ใช้เป็นยาเมื่อทำให้แห้ง เรียกว่า โกฐหัวบัว หรือ Chuanxiong Rhizome
  • ลักษณะเครื่องยาแห้ง : เป็นก้อนเหง้าค่อนข้างกลมและเป็นปุ่มปม ผิวหยาบ สีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมฉุน รสขม มัน และมีรสหวานตามภายหลัง

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โกฐหัวบัว ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับต่าง ๆ โดยมีการกล่าวถึงการใช้เหง้าเพื่อ แก้ลม ขับลม กระจายลม แก้ปวดศีรษะ แก้ปวดข้อ ปวดกระดูก และแก้ลมในกองริดสีดวง นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับเครื่องยาอื่นเพื่อปรับสมดุลของลมในตำรับยาแผนไทย

ในตำรับยาหอม โกฐหัวบัวเป็นหนึ่งในเครื่องยาที่ช่วยเสริมองค์ประกอบของตำรับ โดยเฉพาะ ยาหอมนวโกฐ ซึ่งใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับอาการลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน และอาการที่เกี่ยวข้องกับลมในระบบทางเดินอาหาร

ในแพทย์แผนจีน Chuanxiong มีการใช้ในแนวคิด ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและชี่ บรรเทาอาการปวด และขับลม โดยใช้กับอาการปวดศีรษะ ปวดประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ และอาการปวดจากภาวะเลือดคั่งตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน

หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณตามภูมิปัญญาข้างต้นไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางการแพทย์แผนปัจจุบันทั้งหมด หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของโกฐหัวบัวจำนวนมากยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

วิธีใช้

  • การใช้เป็นเครื่องยา : โดยทั่วไปใช้เหง้าแห้งเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทยหรือยาแผนจีน มากกว่าการนำมาใช้เดี่ยว ๆ
  • การเตรียมเครื่องยา : เหง้าสามารถนำมาแช่น้ำให้เนื้อนุ่ม หั่นเป็นแว่นบาง แล้วทำให้แห้ง หรือผ่านกระบวนการเตรียมเครื่องยาเฉพาะ เช่น การผัดกับเหล้าตามตำรับ
  • การใช้ในตำรับยา : ควรใช้ตามสูตร ตำรับ และขนาดที่ระบุในตำรับยาที่ได้รับการรับรอง ไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาจากตำรับจีนมาใช้แทนขนาดยาของตำรับไทยโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

โกฐหัวบัวมีการใช้เป็น ส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยในบัญชียาจากสมุนไพร โดยเฉพาะกลุ่ม ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต หรือยาแก้ลม ตัวอย่างสำคัญคือ ยาหอมนวโกฐ ซึ่งมีโกฐหัวบัวเป็นหนึ่งในเครื่องยา และมีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม

ในตำรับยาหอม โกฐหัวบัวไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวยาเดี่ยว แต่ทำงานร่วมกับเครื่องยาหลายชนิดในตำรับ ดังนั้นสรรพคุณของ ยาหอมนวโกฐ จึงไม่ควรนำมาเท่ากับสรรพคุณของโกฐหัวบัวเดี่ยว ๆ

สารสำคัญ

โกฐหัวบัวหรือ Chuanxiong มีสารออกฤทธิ์และองค์ประกอบทางเคมีหลายกลุ่ม โดยมีการศึกษาพบสารมากกว่าร้อยชนิด และงานทบทวนล่าสุดรายงานสารที่แยกและระบุโครงสร้างได้มากกว่า 200 ชนิดในบางฐานข้อมูล

  • Phthalides : เช่น Z-ligustilide, E-ligustilide, senkyunolide A, neocnidilide, butylphthalide และ butylidenephthalide
  • Alkaloids : โดยเฉพาะ tetramethylpyrazine หรือ ligustrazine
  • Phenolic acids : เช่น ferulic acid, caffeic acid และ chlorogenic acid
  • น้ำมันหอมระเหย : เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โกฐหัวบัวมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
  • Polysaccharides : มีการศึกษาพบ polysaccharides หลายชนิด
  • สารกลุ่มอื่น : ได้แก่ terpenes, organic acids, ceramides และ cerebrosides

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับ Ligusticum chuanxiong มีจำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท การอักเสบ และการไหลเวียนของเลือด อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากยังมาจากการทดลองระดับเซลล์ สารสกัด และสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกสำหรับทุกโรค

งานทบทวนปี 2025 พบว่าสารสำคัญ เช่น ligustilide, senkyunolide A และ tetramethylpyrazine ได้รับความสนใจในด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ การปกป้องเซลล์หลอดเลือด และการยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด : มีการศึกษาฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ปรับการไหลเวียนของเลือด และป้องกันความเสียหายจากภาวะขาดเลือดและเลือดกลับมาเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  • ฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด : สารจากโกฐหัวบัวบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือด โดยเฉพาะ ferulic acid และสารฟีนอลิกบางชนิดในการศึกษาระดับหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการศึกษาในเซลล์และสัตว์ทดลองว่าสารสำคัญหลายชนิดสามารถลดตัวกลางของการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม phthalides และ phenolic compounds มีศักยภาพในการลด oxidative stress
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : มีการศึกษาด้าน neuroprotection และการป้องกันความเสียหายของเซลล์ประสาทจากภาวะขาดเลือด
  • ฤทธิ์คลายการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ : มีข้อมูลจากการศึกษาบางส่วนเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเรียบของระบบทางเดินอาหาร
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองหลายชนิด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้สรุปเป็นการรักษามะเร็งในคน

ความปลอดภัย

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า การใช้โกฐหัวบัวเกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการอาเจียนและเวียนศีรษะ และระบุข้อควรระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกทางช่องคลอด

งานวิจัยด้านพิษวิทยาระบุว่าโดยทั่วไป Chuanxiong มีข้อมูลด้านความเป็นพิษในระดับหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องพิจารณาขนาดยา ระยะเวลาการใช้ ความเข้มข้นของสารสกัด และการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาอื่น เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยระยะยาวในมนุษย์ยังมีข้อจำกัด

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกทางช่องคลอด : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุเป็นข้อห้ามใช้
  • ผู้ที่มีประวัติเลือดออกง่ายหรือกำลังใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาว่าองค์ประกอบบางชนิดของ Chuanxiong มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการยับยั้ง thrombin และการแข็งตัวของเลือด
  • การใช้ในขนาดสูง : อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะและอาเจียนได้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

หลักฐานเรื่องปฏิกิริยาระหว่างโกฐหัวบัวกับยาในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่มีประเด็นที่ควรระวังจากข้อมูลการทดลอง

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin : มีการศึกษาในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับผลของ Chuanxiong ต่อเภสัชจลนศาสตร์ของ warfarin จึงควรระมัดระวังเมื่อนำมาใช้ร่วมกัน แม้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปผลในมนุษย์
  • ยาต้านเกล็ดเลือดและยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก : เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองว่าองค์ประกอบบางชนิดของ Chuanxiong มีฤทธิ์ต้าน thrombin และเกี่ยวข้องกับการยับยั้งการแข็งตัวของเลือด จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาเหล่านี้
  • ยาที่มีช่วงการรักษาแคบ : ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ในปริมาณสูง

การใช้ในอาหาร

ในประเทศจีนและประเทศในเอเชียบางแห่ง Chuanxiong มีประวัติการใช้ทั้งในฐานะสมุนไพรและพืชอาหาร โดยมีการนำเหง้ามาใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำซุปหรืออาหารเพื่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นอาหารแตกต่างจากการใช้เป็น เครื่องยาโกฐหัวบัว ซึ่งต้องคำนึงถึงมาตรฐานวัตถุดิบและขนาดการใช้

สำหรับประเทศไทย โกฐหัวบัวไม่ใช่สมุนไพรอาหารพื้นบ้านที่ปลูกและใช้กันทั่วไป เนื่องจากตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าแหล่งพืชชนิดนี้ ไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองและไม่มีการเพาะปลูกเชิงการค้าในประเทศไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ตำรับยาแผนไทย : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่ม ยาหอม
  • ยาหอมนวโกฐ : มีโกฐหัวบัวเป็นส่วนประกอบของตำรับ
  • ยาแผนจีน : ใช้ในรูปแบบ Chuanxiong Rhizome หรือเหง้าแห้ง
  • ผลิตภัณฑ์สารสกัด : มีการศึกษาพัฒนาเป็นสารสกัดมาตรฐานและผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยเน้นสารสำคัญ เช่น ligustilide, tetramethylpyrazine และ ferulic acid
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและอาหารเพื่อสุขภาพ : มีการใช้ในบางประเทศในเอเชีย แต่ควรแยกความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์อาหารกับผลิตภัณฑ์ยาและไม่ควรกล่าวอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปเก็บเกี่ยวเหง้าในฤดูร้อน เมื่อข้อของลำต้นพองขยายและเห็นเป็นตุ่มชัดเจน มีสีม่วงอ่อน
  • การเตรียมหลังเก็บเกี่ยว : ขุดเหง้า นำดินและสิ่งสกปรกออก แยกลำต้นและใบออก จากนั้นทำให้แห้งและกำจัดรากฝอย
  • การทำแห้ง : มีการใช้ทั้งการตากและการอบหรือปิ้งด้วยความร้อนอ่อนตามวิธีเตรียมเครื่องยา
  • การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในบริเวณเย็นและแห้ง เพื่อช่วยรักษาสารระเหยและป้องกันความชื้น เชื้อรา และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โกฐหัวบัวเป็นเครื่องยาที่มีรากฐานจากองค์ความรู้การแพทย์จีนและถูกนำมาใช้ในระบบ การแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการจัดเข้ากลุ่ม พิกัดโกฐ และใช้ร่วมกับเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมในตำรับยาหอม

ในทางการแพทย์แผนไทย การใช้โกฐหัวบัวเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง ลม การขับลม การกระจายลม และการบำรุงเลือด มากกว่าการตีความคำว่า “บำรุงเลือด” ในความหมายทางโลหิตวิทยาสมัยใหม่ ดังนั้นเนื้อหาการใช้ตามภูมิปัญญาควรอธิบายภายใต้บริบทของทฤษฎีการแพทย์แผนไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

Chuanxiong มีประวัติการใช้ในตำรับยาแผนจีนมาเป็นเวลาหลายร้อยปีและมีการกล่าวถึงในตำราแพทย์จีนโบราณ เช่น Shennong Bencao Jing ต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นเครื่องยาสำคัญในตำรับต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือดและการบรรเทาอาการปวด

ในประเทศไทย โกฐหัวบัวถูกบรรจุเป็นหนึ่งในเครื่องยาของตำรับยาแผนไทย โดยเฉพาะ ยาหอม ซึ่งมีประวัติเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน และมีการบันทึกตำรับยาหอมจำนวนมากในคัมภีร์และตำรายาไทย

สถานะการอนุรักษ์

สำหรับ Chuanxiong ที่ใช้เป็นวัตถุดิบยา เป็นพืชที่พึ่งพาการเพาะปลูกอย่างมาก และมีรายงานว่า Ligusticum chuanxiong ที่ปลูกในเชิงการค้าไม่มีประชากรป่าเหลืออยู่ โดยขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเป็นหลัก

ในระดับอนุกรมวิธานปัจจุบัน Kew POWO ยอมรับ Conioselinum anthriscoides เป็นชนิดที่ยอมรับ และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม สถานะนี้ไม่ควรนำไปตีความตรง ๆ ว่าเป็นสถานะอนุรักษ์ของสายพันธุ์ปลูก Chuanxiong โดยเฉพาะ เนื่องจากประเด็นอนุกรมวิธานและสถานะของพืชปลูกมีความซับซ้อน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

ข้อมูลอนุกรมวิธานของโกฐหัวบัวมีความแตกต่างกันตามฐานข้อมูล เนื่องจากมีการปรับปรุงการจำแนกสกุล Ligusticum และมีชื่อพ้องหลายชื่อ โดย Kew POWO ปัจจุบันยอมรับชื่อ Conioselinum anthriscoides (H.Boissieu) Pimenov & Kljuykov ขณะที่ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยและเอกสารด้านเภสัชกรรมยังใช้ Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong และ Ligusticum chuanxiong Hort. เป็นหลัก

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Apiales
  • วงศ์ (Family) : Apiaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Apioideae
  • สกุล (Genus) : Conioselinum
  • ชนิด (Species) : Conioselinum anthriscoides (H.Boissieu) Pimenov & Kljuykov
  • ชื่อที่ใช้ในวงการยา : Ligusticum chuanxiong Hort.
  • ชื่อที่ใช้ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย : Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Ligusticum sinense Oliv., Ligusticum chuanxiong S.H.Qiu, Y.Q.Zeng, K.Y.Pan, Y.C.Tang & J.M.Xu

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ โกฐหัวบัว ควรดำเนินการทั้งในระดับลักษณะภายนอก ลักษณะทางจุลทรรศน์ และการทดสอบทางเคมีตามมาตรฐานเภสัชตำรับ

  • ลักษณะภายนอก : เหง้าเป็นก้อนปุ่มปมค่อนข้างกลมคล้ายกำปั้น ขนาดประมาณ 2–7 เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลอมเหลือง ขรุขระและมีรอยข้อจำนวนมาก
  • ลักษณะภายใน : เนื้อแน่น รอยหักสีขาวอมเหลืองหรือเหลืองเทา และมีจุดน้ำมันสีน้ำตาลอมเหลืองกระจาย
  • กลิ่น : หอมฉุนและเด่นชัด
  • รส : ขม มัน มีรสหวานภายหลัง และอาจรู้สึกชาบริเวณลิ้นเล็กน้อย
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : พบเซลล์พาเรงคิมาที่มีเม็ดแป้งและเซลล์น้ำมัน รวมทั้งโครงสร้างของท่อลำเลียงและชั้นคอร์กตามลักษณะของเครื่องยา
  • ผงยา : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุลักษณะสำคัญ ได้แก่ dentate fibres, thick-walled parenchyma cells และเม็ดแป้งจำนวนมาก
  • การทดสอบทางเคมี : สารสกัดเอทานอลเมื่อทำปฏิกิริยากับ ferric chloride ให้สีเขียว และสารสกัดที่หยดบนกระดาษกรองเมื่อส่องด้วยแสงอัลตราไวโอเลตที่ 366 นาโนเมตรให้การเรืองแสงสีน้ำเงินตามวิธีในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
  • มาตรฐานทางกายภาพและเคมี : ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งอ้างอิง Thai Herbal Pharmacopoeia ระบุว่า ปริมาณน้ำไม่เกิน 12% ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% เถ้ารวมไม่เกิน 6% เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 2% สารสกัดเอทานอลไม่น้อยกว่า 18% และสารสกัดน้ำไม่น้อยกว่า 35%

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). โกฐหัวบัว (KOT HUA BUA): ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia). สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). โกฐหัวบัว: ฐานข้อมูลสมุนไพร. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร. (2552). ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของโกฐหัวบัว.
  4. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. (2558). ยาหอม…มรดกทางภูมิปัญญาที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. Kong, Q., Niu, Y., Feng, H., Yu, X., Wang, B., Liu, X., Chen, Y., Wang, F., Tian, J., & Zhou, H. (2024). Ligusticum chuanxiong Hort.: A review of its phytochemistry, pharmacology, and toxicology. Journal of Pharmacy and Pharmacology, 76(11), 1404–1430. https://doi.org/10.1093/jpp/rgae105
  6. Wang, Y., Wu, L., Wang, H., Jiang, M., Chen, Y., Zheng, X., Li, L., Yin, Q., Han, L., Bai, L., & Bian, Y. (2025). Ligusticum chuanxiong: A chemical, pharmacological and clinical review. Frontiers in Pharmacology, 16. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1523176
  7. Yan, H., Zhou, Y., Tang, F., Wang, C., Wu, J., Hu, C., Xie, X., Peng, C., & Tan, Y. (2022). A comprehensive investigation on the chemical diversity and efficacy of different parts of Ligusticum chuanxiong. Food & Function.
  8. Zhao, Z., et al. (2018). A systematic review on the rhizome of Ligusticum chuanxiong Hort. (Chuanxiong). Food and Chemical Toxicology. https://doi.org/10.1016/j.fct.2018.02.050
  9. Govaerts, R., Nic Lughadha, E., Black, N., Turner, R., & Paton, A. (2021). The World Checklist of Vascular Plants. Scientific Data, 8, 215. https://doi.org/10.1038/s41597-021-00997-6

 

Scroll to top