แคนา

แคนา

แคนา

แคนา เป็นไม้ต้นพื้นเมืองของประเทศไทยที่พบได้ในหลายภูมิภาค มีดอกสีขาวขนาดใหญ่และมีกลิ่นหอมในช่วงกลางคืน ดอกแคนานิยมนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกันส่วนต่าง ๆ ของต้นแคนายังปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เช่น การใช้ราก เปลือก ดอก และเมล็ดตามตำรับหรือความเชื่อพื้นบ้าน แคนาจึงเป็นทั้ง สมุนไพรไทย ผักพื้นบ้าน และไม้ประดับ ที่มีความสำคัญในวิถีชีวิตของชุมชนไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : แคนา
  • ชื่ออื่น ๆ : แคป่า, แคขาว, แคเค็ตถวา, แคทราย, แคแน, แคฝอย, แคภูฮ่อ, แคยอดดำ, แคยาว, แคอาว และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ แตกต่างกันไปตามพื้นที่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Bignonia serrulata Wall. ex DC., Spathodea serrulata (Wall. ex DC.) DC., Stereospermum serrulatum DC.
  • วงศ์ : Bignoniaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา ผักพื้นบ้าน และพืชที่มีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทย
  • ส่วนที่มีการกล่าวถึงในการใช้เป็นสมุนไพร : ราก เปลือก ดอก ใบ และเมล็ด โดยรูปแบบการใช้แตกต่างกันตามตำรับและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : แคนาเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบได้ สูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบหรืออาจล่อนเป็นเกล็ดเล็ก ๆ และมักแตกกิ่งในระดับค่อนข้างต่ำ
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ออกตรงข้าม ใบย่อยมีประมาณ 3–5 คู่ รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมักเบี้ยว ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันตื้น ๆ และด้านล่างของใบอาจมีขนสั้นประปราย
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีขนาดใหญ่ สีขาว รูปแตรหรือหลอด กลีบดอกเป็นหลอดยาวและมีกลิ่นหอม ดอกมักเริ่มบานในช่วงเย็นหรือกลางคืน และร่วงในช่วงเช้า
  • ผล : เป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ฝักแก่มีสีน้ำตาลและสามารถโค้งหรือบิดเป็นเกลียว เมื่อแก่เต็มที่จะปริแตกตามแนวฝัก
  • เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะแบนและมีปีกบาง ช่วยให้สามารถกระจายไปกับลมได้ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของพืชในสกุล Dolichandrone

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูล Plants of the World Online ระบุเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมตั้งแต่บังกลาเทศ เมียนมา ไทย และเวียดนาม
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่
  • สภาพแวดล้อม : สามารถพบในพื้นที่เขตร้อนและพื้นที่ที่มีแสงแดดค่อนข้างมาก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : แคนาเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดและสามารถเจริญได้ในดินหลายประเภท หากดินระบายน้ำได้ดีและไม่มีน้ำขังจะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี
  • การให้น้ำ : ในระยะเริ่มปลูกควรรดน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นยังตั้งตัวไม่ได้
  • ฤดูปลูก : การปลูกในช่วงฤดูฝนช่วยให้ต้นได้รับความชื้นตามธรรมชาติและลดภาระการให้น้ำในระยะแรก
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดจากฝักแก่ที่สมบูรณ์ เพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เมื่อกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
  • การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ : มีข้อมูลการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำราก นอกเหนือจากการเพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่มีการใช้ในตำรับยาไทย โดยเฉพาะตำรับ เบญจมูลใหญ่
  • เปลือก : มีการกล่าวถึงการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยา
  • ดอก : ใช้เป็นอาหารและมีการศึกษาด้านฤทธิ์ทางชีวภาพและความปลอดภัย
  • เมล็ด : มีการกล่าวถึงการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • รากแคนา : ตามภูมิปัญญาไทยมีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา เบญจมูลใหญ่ ซึ่งเป็นตำรับที่ประกอบด้วยรากสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ รากมะตูม รากเพกา รากลำไย รากแคนา และรากคัดลิ้น ตำรับนี้มีการใช้ตามการแพทย์แผนไทยในด้าน แก้ไข้ แก้อักเสบ และบรรเทาอาการปวด
  • รากแคนาในภูมิปัญญาท้องถิ่น : มีรายงานการนำรากมาต้มดื่มเพื่อใช้ในอาการเกี่ยวกับเสมหะ และมีการใช้เปลือกเพื่อบรรเทาอาการท้องอืดหรือท้องเฟ้อในบางชุมชน
  • ดอกแคนา : ในการแพทย์พื้นบ้านมีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาช่วยขับเสมหะ และช่วยการไหลเวียนโลหิต อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์แล้ว
  • ดอกและส่วนอื่น ๆ : มีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะตามภูมิปัญญาดั้งเดิม

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและงานวิจัยก่อนคลินิก ไม่ใช่ข้อสรุปว่าแคนาสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้

วิธีใช้

  • การใช้ในตำรับยาไทย : รากแคนาใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับ เบญจมูลใหญ่ โดยใช้ร่วมกับรากสมุนไพรชนิดอื่น ไม่ใช่การใช้รากแคนาเดี่ยว ๆ เป็นมาตรฐาน
  • การใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น : มีการนำรากหรือเปลือกมาต้มกับน้ำแล้วกรองเอาน้ำดื่มในบางพื้นที่
  • การใช้เป็นอาหาร : ดอกอ่อนและดอกแคนาสามารถนำมาประกอบอาหารได้ โดยเป็นรูปแบบการใช้ที่พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ข้อควรระวัง : ไม่ควรนำข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้านมาใช้กำหนดขนาดรับประทานเอง เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับแคนาเดี่ยวที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก

ในบัญชียาจากสมุนไพร

แคนาไม่ได้เป็นรายการยาเดี่ยวในฐานข้อมูล “บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์” ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน แต่รากแคนามีความสำคัญในฐานะส่วนประกอบของตำรับยาไทย เบญจมูลใหญ่ ซึ่งเป็นตำรับการแพทย์แผนไทยที่มีการบันทึกและศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยด้านเภสัชเวทได้ศึกษาลักษณะทางมหทรรศน์ จุลทรรศน์ และลักษณะทางเคมีของรากแคนาร่วมกับรากอีก 4 ชนิดในตำรับเบญจมูลใหญ่ เพื่อใช้ในการตรวจสอบเอกลักษณ์และควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ

สารสำคัญ

จากการศึกษาทางเคมีพบว่าแคนามีสารกลุ่ม ฟีนอลิก ไกลโคไซด์ ฟลาโวนอยด์ และเทอร์พีนอยด์ หลายชนิด โดยองค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด

  • Dolichandroside : เป็นสารกลุ่ม phenolic triglycoside ที่มีการแยกได้จากกิ่งของแคนา
  • Verbascoside และ isoverbascoside : เป็นสารกลุ่ม phenylethanoid glycosides
  • Decaffeoylverbascoside : พบในสารสกัดจากกิ่ง
  • Markhamioside A
  • 2”-O-apiosylverbascoside
  • Luteoside B
  • Ixoside
  • จากการศึกษาดอกแคนาพบสาร เช่น hallerone, protocatechuic acid, rengyolone, cleroindicin B, ixoside และ isomaltose
  • งานวิจัยล่าสุดยังรายงานการแยก ursolic acid, 24-methylenecycloartanol, 24-methylenecycloartane-3,28-diol, rengyolone, cleroindicin C, cleroindicin D, 6-O-trans-feruloyl catalpol, salidroside, verbascoside, β-sitosterol และ β-sitosterol-3-O-β-D-glucopyranoside จากดอกแคนา

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Dolichandrone serrulata หรือแคนา ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงควรใช้ข้อมูลด้วยความระมัดระวัง และยังไม่ควรสรุปว่าแคนาสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากดอก ใบ และฝักของแคนาแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ DPPH, ABTS และ FRAP และมีความสัมพันธ์กับปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในสารสกัด
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase : งานวิจัยพบว่าสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของแคนามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในระดับการทดลอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจต่อการศึกษาด้านเมแทบอลิซึมของน้ำตาล แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวด : สารสกัดจากรากแคนาที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของตำรับเบญจมูลใหญ่แสดงฤทธิ์ลดความเจ็บปวดและลดการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : งานวิจัยปี 2025 พบว่าสารสกัดแคนามีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด และแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะ Staphylococcus saprophyticus และ Proteus mirabilis ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลต : งานวิจัยเดียวกันพบว่าสารสกัดจากแคนาสามารถลดการเกิดและการรวมตัวของผลึก calcium oxalate ในระบบทดลอง ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานิ่วในไต
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการศึกษาระบบสืบพันธุ์ : สารสกัดดอกแคนามีสารฟีนอลิกและเทอร์พีนอยด์ และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในงานทดลองสัตว์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดรากแคนาที่ทดสอบในแบบจำลองสัตว์สามารถลดอาการบวมที่อุ้งเท้าซึ่งถูกเหนี่ยวนำด้วย carrageenan และ prostaglandin ได้ในระดับการทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด : สารสกัดรากแคนาแสดงผลลดพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับความเจ็บปวดในการทดสอบ hot plate, formalin และ acetic-acid writhing ในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดดอก ใบ และฝักแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากหลายวิธีทดสอบ
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดแคนามีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง โดยความไวต่อสารสกัดแตกต่างกันไปตามชนิดของแบคทีเรียและส่วนของพืชที่นำมาสกัด
  • ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดผลึก : สารสกัดจากแคนามีแนวโน้มลดการตกผลึกและการรวมตัวของ calcium oxalate ในระบบทดลอง

ความปลอดภัย

  • การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดน้ำจากดอกแคนาในหนูทดลองที่ขนาด 1,000, 1,500 และ 2,000 มก./กก. ไม่พบการตายหรือการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่ชัดเจนในช่วงติดตาม 14 วัน และไม่พบความผิดปกติที่สำคัญของตับและไตจากการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา
  • การศึกษาระยะกึ่งเรื้อรังในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัดดอกแคนา 100, 300 และ 600 มก./กก. เป็นเวลา 48 วัน ไม่พบความผิดปกติทางจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะสืบพันธุ์ แต่พบการเปลี่ยนแปลงของค่า ALT, ALP และ creatinine แม้ค่าที่พบยังอยู่ในช่วงอ้างอิงของการทดลอง
  • อีกการศึกษาพบว่าสารสกัดดอกแคนามีผลต่อระดับ testosterone ในหนู แต่ไม่พบความเสียหายทางจุลพยาธิวิทยาของอัณฑะและหลอดเก็บอสุจิ และคุณภาพอสุจิโดยรวมไม่ได้ลดลง

ข้อสำคัญ: ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานแคนาในมนุษย์เป็นเวลานานได้ ดังนั้นควรแยกคำว่า “มีข้อมูลความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง” ออกจาก “ปลอดภัยในมนุษย์”

การใช้ในอาหาร

  • ดอกแคนา : เป็นส่วนที่นิยมรับประทานเป็นผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
  • รสชาติ : ดอกมีรสขมเล็กน้อย จึงมักนำไปลวกหรือต้มก่อนนำมารับประทาน
  • การประกอบอาหาร : สามารถนำดอกไปลวก รับประทานกับน้ำพริก หรือนำไปประกอบอาหารพื้นบ้านประเภทแกงและเมนูผัก
  • คุณค่าทางวัฒนธรรมอาหาร : การบริโภคดอกแคนาสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชพื้นบ้านกับอาหารและภูมิปัญญาของชุมชนไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : ดอกแคนาสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : รากแคนามีความสำคัญในฐานะวัตถุดิบของตำรับยาไทยบางตำรับ โดยเฉพาะตำรับเบญจมูลใหญ่
  • ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : งานวิจัยกำลังศึกษาสารสกัดแคนาในด้านสารต้านอนุมูลอิสระ สารฟีนอลิก ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ยังควรถือเป็นข้อมูลระดับการวิจัย ไม่ควรนำไปกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรคโดยตรง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : หากนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรเลือกจากต้นที่ระบุชนิดถูกต้อง เก็บในสภาพที่สะอาด และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนสารเคมี
  • การเตรียมรากแห้ง : งานวิจัยด้านมาตรฐานเภสัชเวทของตำรับเบญจมูลใหญ่ใช้รากที่ผ่านการล้าง ผึ่งให้แห้งในที่ร่ม และบดเป็นผงหยาบก่อนการศึกษา
  • ดอกสำหรับอาหาร : ควรเก็บดอกที่สด สะอาด และไม่ผ่านการสัมผัสสารเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืช
  • การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • แคนาเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งเป็นอาหาร ไม้ประดับ และสมุนไพร
  • ในบางพื้นที่มีการใช้ รากแคนาต้มดื่ม เพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับเสมหะ
  • มีรายงานการใช้ เปลือกแคนา ในภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับอาการท้องอืดและท้องเฟ้อ
  • การสำรวจชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในจังหวัดมหาสารคามพบว่าแคนาเป็นหนึ่งในพืชวงศ์ Bignoniaceae ที่มีการใช้เป็นอาหาร ยาสมุนไพร ไม้ประดับ และในบางพื้นที่เปลือกยังถูกใช้เป็นวัสดุสำหรับย้อมสีไหม

ประวัติและวัฒนธรรม

แคนามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยในฐานะ ผักพื้นบ้านและไม้ประดับ ดอกสีขาวที่บานในช่วงกลางคืนและร่วงในตอนเช้าเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้ นอกจากใช้บริโภคแล้ว แคนายังถูกนำไปปลูกตามบริเวณบ้าน สถานที่ราชการ และพื้นที่สาธารณะเพื่อให้ร่มเงาและความสวยงาม

ในด้านการแพทย์แผนไทย รากแคนายังมีความสำคัญในตำรับ เบญจมูลใหญ่ ซึ่งสะท้อนการนำพืชพื้นบ้านเข้าสู่ระบบองค์ความรู้ของตำรับยาไทยอย่างเป็นระบบ

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Dolichandrone serrulata เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และระบุว่ามีถิ่นกำเนิดในบังกลาเทศ เมียนมา ไทย และเวียดนาม โดยการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่า คาดว่าไม่ถูกคุกคาม (predicted extinction risk: not threatened) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินเชิงคาดการณ์ และไม่ควรนำไปแทนสถานะจาก IUCN Red List โดยตรง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Lamiales
  • วงศ์ (Family) : Bignoniaceae
  • สกุล (Genus) : Dolichandrone (Fenzl) Seem.
  • ชนิด (Species) : Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem.

ชื่อ Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับใน Plants of the World Online ส่วนชื่อ Bignonia serrulata Wall. ex DC. และ Spathodea serrulata (Wall. ex DC.) DC. เป็นชื่อพ้องที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ แคนา มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ส่วนรากเป็นวัตถุดิบสมุนไพร เนื่องจากรากแคนาเป็นส่วนประกอบของตำรับเบญจมูลใหญ่

  • การตรวจสอบทางมหทรรศน์ : ตรวจลักษณะรูปร่าง ขนาด สี ผิว และลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบ
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ตรวจลักษณะเนื้อเยื่อและโครงสร้างทางกายวิภาคของราก
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท : สามารถใช้ข้อมูลทางกายภาพและค่าทางเคมี-ฟิสิกส์เพื่อช่วยยืนยันเอกลักษณ์และคุณภาพ
  • HPLC fingerprint : มีงานวิจัยที่พัฒนา fingerprint ด้วย HPLC เพื่อช่วยตรวจสอบและทำมาตรฐานรากสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดในตำรับเบญจมูลใหญ่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. เพื่อป้องกันการสับสนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นเมืองใกล้เคียงกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). เมล็ดไม้: Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). แคนา (Dolichandrone serrulata). ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  3. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (ม.ป.ป.). แคนา: Dolichandrone serrulata. ฐานข้อมูลพรรณพืช.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์. กระทรวงสาธารณสุข.
  5. Chaimontri, C., Arun, S., Sawatpanich, T., Yannasithinon, S., Tangsrisakda, N., Bunsueb, S., Wu, A. T. H., & Iamsaard, S. (2021). The effect of Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. flower extract containing antioxidant capacity and terpenoids on the male reproductive system. Andrologia, 53, e13966. https://doi.org/10.1111/and.13966
  6. Chaimontri, C., & Iamsaard, S. (2021). Toxicity evaluation of Dolichandrone serrulata flower extract on vital and reproductive organs in adult male rats. Brazilian Journal of Biology, 84, e251224. https://doi.org/10.1590/1519-6984.251224
  7. Jitkaroon, W., Sutassanawichanna, W., Srisuphan, R., Wongprayoon, P., Charoensuksai, P., & Rayanil, K.-O. (2025). A new acylated triterpene glycoside and cytotoxic constituents from Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. Natural Product Research, 39(13), 3657–3664. https://doi.org/10.1080/14786419.2024.2306173
  8. Katisart, T., & Konsue, A. (2019). Acute toxicity of flower extracts from Dolichandrone serrulata in mice. Pharmacognosy Research, 11(3), 230–235. https://doi.org/10.4103/pr.pr_42_19
  9. Kiratipaiboon, C., Dasuni Wasana, P. W., Sukrong, S., Ruangrungsri, N., & Towiwat, P. (2022). Herbal root extracts in Ben-Cha-Moon-Yai remedy attenuated pain-like behaviors and inflammation through the opioid and prostaglandin systems. Journal of Ethnopharmacology, 290, 115088. https://doi.org/10.1016/j.jep.2022.115088
  10. Phanthong, P., Morales, N. P., Chancharunee, S., Mangmool, S., Anantachoke, N., & Bunyapraphatsara, N. (2015). Biological activity of Dolichandrone serrulata flowers and their active components. Natural Product Communications, 10(8), 1387–1390. https://doi.org/10.1177/1934578X1501000819
  11. Sinaphet, B., Noiarsa, P., Rujirawat, S., Otsuka, H., & Kanchanapoom, T. (2006). Dolichandroside, a new phenolic triglycoside from Dolichandrone serrulata (DC.) Seem. Journal of Natural Medicines, 60, 312–315. https://doi.org/10.1007/s11418-006-0043-5
  12. Srakeaw, W., Maneechai, S., & Katisart, T. (2021). Antioxidant and α-glucosidase inhibitory activities of Dolichandrone serrulata extracts. Tropical Journal of Natural Product Research, 5(6). https://doi.org/10.26538/tjnpr/v5i6.10
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dolichandrone serrulata (Wall. ex DC.) Seem. Plants of the World Online.
Scroll to top