เครือปลาสงแดง
เครือปลาสงแดง เป็นสมุนไพรไทยประเภทไม้เถาเนื้อแข็งที่พบได้ตามป่าและพื้นที่รกร้างในหลายภูมิภาคของประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลากหลาย เช่น เครือซุด เครือซุดแดง เครือเจ็น เถาวัลย์แดง และเครืออีโม้ ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำ ราก ใบ และทั้งต้นเครือปลาสงแดง มาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะการนำมาต้มเป็นน้ำดื่มหรือใช้ภายนอก อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำไปกล่าวอ้างว่าใช้รักษาโรคในคนได้โดยตรง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : เครือปลาสงแดง
- ชื่อท้องถิ่น : เครือเจ็น, เครือซุด, เครือซุดแดง, ชัยสง, เครืออีโม้, เต่าไห้, เถาโก, เถายอดแดง, เถาวัลย์แดง, หัวขวาน, ปอเต่าไห้ และหุนน้ำ
- ชื่อสามัญ : Black Creeper, Krishna Sariva
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : มีรายงานชื่อพ้องหลายชื่อ เช่น Apocynum frutescens L., Echites frutescens (L.) Roxb. และ Quirivelia frutescens (L.) M.R.Almeida & S.M.Almeida
- วงศ์ : Apocynaceae หรือวงศ์ตีนเป็ด
- ลักษณะวิสัย : ไม้เถาเลื้อยหรือไม้พุ่มเลื้อยเนื้อแข็ง มีน้ำยางสีขาว
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก ทั้งต้น และใบ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ยาวประมาณ 2–8 เมตร แตกกิ่งก้านมาก กิ่งอ่อนมีขนสั้น เถามีสีน้ำตาลแดงหรือแดงอมสีน้ำตาล และทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบค่อนข้างหนา สีเขียวเข้ม รูปขอบขนานแกมใบหอกหรือรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดกว้างประมาณ 2.5–4.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7–11 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่มถึงมน ขอบใบเรียบ เส้นใบหลักประมาณ 5–7 คู่
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กลีบดอกมีสีขาวหรือสีเหลืองนวล โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก
- ผล : เป็นผลแบบฝักคู่ รูปทรงกระบอก ปลายแหลม เมื่อแก่และแห้งสามารถแตกตามตะเข็บ ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล
- เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะยาวและมีพู่ขนสีขาวคล้ายเส้นไหมที่ปลาย ช่วยในการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชียต่อเนื่องไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
- การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในจีนตอนใต้ อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบได้ทั่วประเทศ โดยขึ้นตามป่าหลากหลายประเภท ป่าละเมาะ และพื้นที่รกร้าง โดยข้อมูลแหล่งสมุนไพรไทยระบุว่าสามารถพบได้ในพื้นที่ระดับความสูงไม่เกินประมาณ 850 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : เป็นพืชเขตร้อนที่เหมาะกับสภาพอากาศอบอุ่นถึงร้อนและพื้นที่มีความชื้นพอสมควร เนื่องจากเป็นไม้เถาจึงควรมีค้างหรือโครงสำหรับให้เถาเลื้อย
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และมีรายงานการขยายพันธุ์โดย การปักชำ ในงานด้านการผลิตต้นพันธุ์ โดยใช้กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนหรือกิ่งที่เริ่มเป็นเนื้อไม้เป็นท่อนปักชำ
- การปักชำ : งานศึกษาการขยายพันธุ์ระบุว่าสามารถใช้กิ่งยาวประมาณ 12–15 เซนติเมตร มีข้อหลายข้อและมีตาหรือยอด แล้วนำไปปักชำภายใต้สภาพความชื้นสูงและแสงรำไร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมีรายงานการใช้เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ อาหารไม่ย่อย เบาหวาน โรคผิวหนัง และอาการปวดเมื่อย
- ทั้งต้น : ใช้ในตำรับพื้นบ้านหลายลักษณะ เช่น ต้มเป็นน้ำดื่ม
- ใบ : ใช้ทั้งในรูปแบบยาภายนอกและตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้แก้เบาหวาน อาหารไม่ย่อย โรคผิวหนัง และอาการปวดเมื่อย
- ทั้งต้น : มีรายงานการใช้แก้ไข้ แก้ไอ แก้บิด ช่วยขับปัสสาวะ ใช้ในอาการปัสสาวะเป็นเลือด และใช้ตามภูมิปัญญาเกี่ยวกับวัณโรค ม้ามโต หัด หิด และอาการชัก
- ใบ : ตามตำรับพื้นบ้านใช้แก้ปวดศีรษะ แก้ไข้ แผล และหิด
- การใช้ภายนอก : ใบสดนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ประคบบริเวณที่มีบาดแผลหรือบริเวณที่มีอาการจากแมลงกัดต่อยตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ข้อสำคัญ : ข้อมูลเหล่านี้เป็น สรรพคุณตามภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์
วิธีใช้
- ต้มน้ำดื่ม : ตามข้อมูลภูมิปัญญาที่เผยแพร่ ใช้ทั้งต้นต้มกับน้ำสำหรับใช้ในอาการไข้ บิด ปัสสาวะขัด หรือปัสสาวะเป็นเลือด
- ใช้รากต้มน้ำ : มีการใช้รากต้มเป็นน้ำดื่มในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาหารไม่ย่อย นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และช่วยขับปัสสาวะ
- ตำรับแก้ปวดเมื่อย : มีรายงานการนำรากเครือปลาสงแดงผสมกับรากตะโกนา รากมะเฟืองเปรี้ยว และรากตีนนก แล้วต้มเป็นน้ำดื่ม
- ใช้ภายนอก : ใบสดตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบบริเวณบาดแผลหรือบริเวณที่มีอาการจากแมลงกัดต่อยตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายเหตุ: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานที่ตายตัวสำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการกำหนดขนาดยาและความปลอดภัยของเครือปลาสงแดงในมนุษย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ ยังไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่าเครือปลาสงแดงเป็นตัวยาสำคัญหรือสมุนไพรเดี่ยวที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย
- การที่สมุนไพรมีการใช้ในตำรายาพื้นบ้านหรือมีงานวิจัยทางเภสัชวิทยา ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร
- หากจะใช้ข้อมูลด้านบัญชียาเพื่อการอ้างอิงทางราชการ ควรตรวจสอบประกาศบัญชียาจากสมุนไพรฉบับล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งก่อนเผยแพร่
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารจากเครือปลาสงแดงหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- กลุ่มฟลาโวนอยด์ : apigenin, luteolin, kaempferol และ quercetin
- ไกลโคฟลาโวนอยด์ : vitexin และ isovitexin
- กรดฟีนอลิก : vanillic acid, syringic acid, protocatechuic acid และ sinapic acid
- กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ : α-amyrin, lupeol, friedelin, epi-friedelinol, ursolic acid และ oleanolic acid
- กลุ่มสเตอรอล : β-sitosterol และอนุพันธ์ของ sitosterol
- สารอื่น ๆ : mannitol, coumarins และสารประกอบฟีนอลิกและเทอร์พีนอยด์ชนิดอื่น
- จากการศึกษาในส่วนลำต้นยังพบสาร เช่น n-butyl oleate, n-octyl tetracontane และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- มีการทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับ Ichnocarpus frutescens พบว่ามีการศึกษาสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดไข้ ระงับปวด ปกป้องตับ ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ต้านนิ่ว และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง แต่หลักฐานจำนวนมากเป็นการศึกษาในระดับก่อนคลินิก
- การศึกษาส่วนรากพบสารกลุ่ม phytosteroids และประเมินฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวดทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง โดยมีการศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory mediators และ COX
- มีการศึกษาสารสกัดจากรากต่อภาวะนิ่วในไตในหนูทดลอง และพบผลที่บ่งชี้ถึงศักยภาพในการลดกระบวนการเกิดนิ่ว แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษานิ่วในมนุษย์
- งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดพบว่าส่วนสกัดหรือส่วนประกอบบางส่วนของพืชมีศักยภาพในสัตว์ทดลอง จึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ควรมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ เครือปลาสงแดง (Ichnocarpus frutescens) หลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ระงับปวด : มีการศึกษาสนับสนุนในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ลดไข้ : มีรายงานจากการศึกษาก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีการศึกษาสารสกัดในสัตว์ทดลองและการทดสอบเอนไซม์บางชนิด
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : มีรายงานจากแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านนิ่ว : มีการศึกษากับแบบจำลองนิ่วในไต
- ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด : พบจากการทดลองก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต้านการชัก : สารสกัดจากรากมีการศึกษากับแบบจำลองการชักในหนู และพบผลที่น่าสนใจในระดับสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีรายงานการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลองบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคนได้
ความปลอดภัย
- ปัจจุบัน ข้อมูลความปลอดภัยของเครือปลาสงแดงในมนุษย์ยังมีจำกัด
- งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่สามารถนำขนาดทดลองเหล่านั้นมาใช้เป็นขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด เด็ก สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- หากใช้เพื่อบรรเทาอาการแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากบุคลากรทางการแพทย์
ข้อห้ามใช้
- ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของเครือปลาสงแดง อย่างเป็นมาตรฐาน
- เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้เองใน สตรีมีครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่กำลังใช้ยาประจำ จนกว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน
- ไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะกรณีโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หรือโรคทางเดินปัสสาวะ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างเครือปลาสงแดงกับยา อย่างชัดเจน
- เนื่องจากมีงานวิจัยระดับสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากรับประทานร่วมกับ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด แม้ยังไม่มีหลักฐานในคนยืนยันการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว
- ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาขับปัสสาวะ ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีผลต่อตับและไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เนื่องจากข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาโดยตรงยังไม่เพียงพอ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- มีการใช้เครือปลาสงแดงในบริบทของ สมุนไพรและตำรับยาแผนพื้นบ้าน มากกว่าการเป็นพืชอาหาร
- เนื่องจากเป็นไม้เถาที่มีลักษณะสวยงาม จึงสามารถใช้ปลูกเป็นไม้ประดับหรือทำซุ้มไม้เลื้อยได้
- ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดเครือปลาสงแดงในรูปแบบต่าง ๆ มีมาตรฐานและประสิทธิผลทางคลินิกที่ยืนยันแล้ว
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และระบุชนิดได้ถูกต้อง ขุดอย่างระมัดระวังแล้วล้างดินออก
- ใบและเถา : ควรเลือกส่วนที่สมบูรณ์ ไม่เน่าเสียหรือขึ้นรา
- การทำให้แห้ง : หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสมและทำให้แห้งสนิทในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี และไม่ถูกความชื้น
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสง
- ควรติดฉลากชื่อพืช ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนของพืช และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการปะปนกับสมุนไพรชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นบ้านใกล้เคียงกัน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ในภาคอีสานมีข้อมูลการใช้ รากเครือปลาสงแดง ร่วมกับรากมะเฟืองเปรี้ยว รากตะโกนา และรากตีนนก ต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย
- ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยมีชื่อเรียกเครือปลาสงแดงแตกต่างกัน เช่น เครือซุด เครือซูดแดง เครือเจ็น เถายอดแดง เถาวัลย์แดง และเต่าไห้
- ความหลากหลายของชื่อพื้นบ้านสะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายพื้นที่
ประวัติและวัฒนธรรม
- เครือปลาสงแดงเป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิภาคเอเชียมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในระบบการแพทย์พื้นบ้านของอินเดีย
- ในอินเดียมีการใช้พืชชนิดนี้ในลักษณะเป็นพืชทดแทน Indian Sarsaparilla หรือ Hemidesmus indicus และมีการกล่าวถึงการใช้ในตำรับอายุรเวทบางตำรับ
- ในประเทศไทยมีการบันทึกชื่อพื้นบ้านและการใช้ประโยชน์ในเอกสารพรรณพฤกษศาสตร์และเอกสารพืชสมุนไพรหลายแหล่ง
สถานะการอนุรักษ์
- ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน และระบุว่ามีเขตกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อนและกึ่งร้อนจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
- ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบสำหรับการระบุสถานะการคุกคามระดับโลกของประชากรในประเทศไทยโดยเฉพาะ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการระบุว่าเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์
- การเก็บรากจากธรรมชาติควรทำอย่างเหมาะสมและไม่ทำลายประชากรทั้งหมดของต้น เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรสมุนไพร
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Tracheophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Gentianales
- Family : Apocynaceae
- Genus : Ichnocarpus
- Species : Ichnocarpus frutescens
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton
- ชื่อเดิมหรือ Basionym : Apocynum frutescens L.
- ชื่อผู้ตั้งชื่อชนิดปัจจุบัน : (L.) W.T.Aiton
ชื่อวิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้รับการยอมรับโดย Plants of the World Online และ IPNI โดย IPNI ระบุการตีพิมพ์ชื่อ Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton ใน Hortus Kewensis ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1811
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เครือปลาสงแดง ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และลักษณะทางเภสัชเวท เนื่องจากชื่อพื้นบ้านอาจแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้เถาเนื้อแข็ง เถาสีน้ำตาลแดง มีน้ำยางสีขาว
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมใบหอกหรือรูปไข่แกมขอบขนาน
- ดอก : ดอกขนาดเล็ก สีขาวถึงเหลืองนวล ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง
- ผล : ผลเป็นฝักคู่ทรงกระบอก ปลายแหลม และมีเมล็ดที่มีพู่ขนสีขาว
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท : งานวิจัยเกี่ยวกับผงรากได้ศึกษาลักษณะทางกายภาพ พฤติกรรมต่อสารทดสอบ ค่า extractive value และการตรวจคัดกรองสารพฤกษเคมีเพื่อใช้ประกอบการยืนยันเอกลักษณ์และความแท้ของวัตถุดิบ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton เนื่องจากมีชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก และเอกสารเก่าบางฉบับอาจใช้ชื่อ Ichnocarpus frutescens R.Br.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ป่าบุ่งป่าทาม ภาคอีสาน. สำนักหอพรรณไม้.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). เครือปลาสงแดง. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- เต็ม สมิตินันทน์. (2557). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย: ชื่อพรรณไม้เมืองไทย. สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). ความหลากหลายของพืชที่มีถิ่นอาศัยบริเวณพื้นที่หมู่บ้านท่ามะเดื่อ. โครงการ BRT.
- Singh, N. K., & Singh, V. P. (2012). Phytochemistry and pharmacology of Ichnocarpus frutescens. Chinese Journal of Natural Medicines, 10(4), 241–246. https://doi.org/10.1016/S1875-5364(12)60049-1
- Sini, S., & Malathy, N. S. (2006). Phytochemical characteristics of Ichnocarpus frutescens (L.) R.Br. Ancient Science of Life, 25(3–4), 71–75.
- Singh, N., Mani, T. T., Prakash, D., & Singh, P. (2012). A review on medicinal properties of Ichnocarpus frutescens. Indian Journal of Novel Drug Delivery, 4(1), 24–27.
- Prathib, B., Varghese, N. P., Virupaksha, J. H., & Kuppast, I. J. (2017). A standardized updated review article of Ichnocarpus frutescens plant. Research Journal of Pharmacology and Pharmacodynamics, 9(1), 31–34. https://doi.org/10.5958/2321-5836.2017.00006.4
- Dwivedi, J., Wal, P., Gupta, A., Chakraborthy, G., Srivastava, A., Sharma, M. C., & Gunjal, S. D. (2025). A delve into the chemical diversity, pharmacological targets, and biological mechanisms of Ichnocarpous frutescens Linn R. Br.: A review on the current status of knowledge. Current Organic Chemistry, 29(14), 1092–1106.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton. Plants of the World Online.
- International Plant Names Index. (2026). Ichnocarpus frutescens (L.) W.T.Aiton.
