คาง
คาง เป็นไม้ต้นพื้นเมืองของเอเชียเขตร้อนที่พบในประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กาง ก๋าง ข่าง คางแดง จามจุรีดง และจามจุรีป่า ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการนำ ใบ ดอก และเปลือกต้นคาง มาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะการใช้เพื่อบรรเทาอาการไอ อาการท้องเสีย แผลและอาการฟกช้ำ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของคางในปัจจุบันยังอยู่ในระดับการศึกษาในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ควรนำผลการทดลองไปกล่าวอ้างว่าใช้รักษาโรคในคนได้โดยตรง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : คาง
- ชื่ออื่น ๆ : กาง, ก๋าง, ข่าง, คางแดง, จามจุรีดง, จามจุรีป่า
- ชื่อสามัญ : Indian Albizia, Black siris, Ceylon rose wood, Cemba
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia lebbeckoides (DC.) Benth.
- ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล : Acacia lebbekoides DC., Feuilleea lebbekoides (DC.) Kuntze, Mimosa carisquis Blanco และ Pithecellobium myriophyllum Gagnep.
- วงศ์ : Fabaceae
- วงศ์ย่อย : Mimosoideae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งไม้ป่า ไม้ใช้สอย และ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน
- ส่วนที่มีรายงานการใช้เป็นยา : ใบ ดอก และเปลือกต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : คางเป็นไม้ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยข้อมูลจากแหล่งพฤกษศาสตร์ในประเทศไทยระบุความสูงประมาณ 12–15 เมตร ขณะที่บางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้มากกว่านี้ ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลหรือเทาอมสีน้ำตาล แตกเป็นร่องตื้นตามยาว และอาจมีพูพอนบริเวณโคนต้น
- กิ่ง : กิ่งอ่อนอาจมีขนละเอียด เมื่อแก่จะเกลี้ยงหรือมีขนน้อย
- ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบมีต่อมบริเวณโคนใบประกอบย่อย ใบประกอบย่อยมีประมาณ 3–5 คู่ และแต่ละใบประกอบย่อยมีใบย่อยประมาณ 15–25 คู่ ใบย่อยมีขนาดเล็ก รูปขอบขนานหรือรูปรีเบี้ยว ขอบใบเรียบ
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อกระจุกแน่นหรือช่อที่แยกแขนง ดอกมีสีอ่อนถึงสีขาวและมีเกสรจำนวนมาก
- ผล : เป็น ฝักแห้งแบน เมื่อแก่มีสีน้ำตาล ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ดเรียงตามแนวฝัก
- เมล็ด : มีลักษณะแบน รูปรีหรือรูปไข่ เมล็ดมีขนาดเล็กและแข็ง
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
คางมีการกระจายพันธุ์ใน เอเชียเขตร้อนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตั้งแต่ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไปจนถึงพื้นที่อื่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งอาศัยพบได้ตามป่าผลัดใบ ป่าที่ค่อนข้างแห้ง ชายป่า พื้นที่โล่ง และบริเวณใกล้ลำธาร
ในประเทศไทยมีรายงานพบคางในหลายพื้นที่ และมีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยว่าเป็นพืชที่พบในธรรมชาติของประเทศ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกับการผลิตต้นกล้า
- การเตรียมเมล็ด : มีข้อมูลด้านการเพาะเมล็ดของ Albizia lebbeckoides ว่าการแช่เมล็ดในน้ำร้อนแล้วปล่อยให้เย็นและแช่ต่อข้ามคืนสามารถช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น โดยมีรายงานการงอกประมาณ 3–4 วันหลังการเตรียมเมล็ด
- สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงเพียงพอและดินระบายน้ำได้ดี ทั้งนี้คางเป็นไม้ป่าที่สามารถพบได้ในสภาพป่าธรรมชาติหลายประเภท
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเพื่อบรรเทาอาการไอ
- ดอก : มีการใช้เพื่อบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง และใช้ภายนอกหรือเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับบาดแผลและฟกช้ำ
- เปลือกต้น : มีรายงานการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสียและปัญหาเกี่ยวกับแผลและการอักเสบบางชนิด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านของจังหวัดนครสวรรค์ระบุการใช้คางแยกตามส่วนของพืช ดังนี้
- ใบ : รสเฝื่อน ใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อ แก้ไอ
- ดอก : รสหวาน ใช้บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง และมีรายงานการใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดบาดแผล ฟกช้ำ ตาอักเสบ รวมถึงการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับพิษและการอักเสบ
- เปลือกต้น : รสฝาดเฝื่อน มีการใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อ แก้ลงท้อง แก้ตกเลือด และใช้เกี่ยวกับอาการบวม แผลเน่าเปื่อย และปัญหาของลำไส้ตามตำรายาพื้นบ้าน
ควรเน้นว่า สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในคน
วิธีใช้
- ใบ : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำใบมาต้มน้ำดื่มเพื่อใช้บรรเทาอาการไอ
- ดอก : มีรายงานการใช้ดอกสดหรือดอกที่ทำให้แห้งแล้วนำมาต้มน้ำดื่มในตำรับพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : มีรายงานการนำเปลือกมาต้มน้ำดื่มเพื่อใช้สำหรับอาการท้องเสียและอาการอื่นตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
หมายเหตุ: ยังไม่พบข้อมูลมาตรฐานขนาดรับประทานของคางที่สามารถใช้เป็นคำแนะนำทั่วไปสำหรับประชาชนได้ จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเองจากข้อมูลภูมิปัญญา
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบชื่อคาง (Albizia lebbeckoides) เป็นรายการยาที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ ดังนั้นไม่ควรระบุว่าคางเป็นสมุนไพรที่มีสถานะเป็นยาในบัญชีดังกล่าว
สารสำคัญ
การศึกษาด้านพฤกษเคมีของคางยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง แต่มีรายงานการตรวจพบกลุ่มสารพฤกษเคมีและสารประกอบบางชนิด ได้แก่
- สารแทนนิน (tannins) พบในเปลือกและเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางเคมีของเปลือก
- สารฟีนอลิก (phenolic compounds)
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
- ซาโปนิน (saponins)
- ไตรเทอร์พีนอยด์ (triterpenoids)
- อัลคาลอยด์ (alkaloids) มีรายงานจากการคัดกรองสารสกัดใบในงานศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย
- การศึกษาใบด้วยสารสกัดเฮกเซนพบสาร 3β,16α-dihydroxyolean-6(7),12(13)-dien-28-oic acid ซึ่งเป็นสารกลุ่ม pentacyclic triterpenoid ที่มีโครงสร้างแบบ oleanane และได้รับการรายงานว่าเป็นสารใหม่จากการศึกษาดังกล่าว
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Albizia lebbeckoides ยังมีจำนวนจำกัด และส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับสารสกัด เซลล์ หรือการทดลองในสัตว์ จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
งานศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับพืชวงศ์ Mimosaceae ของไทยพบว่าสารสกัด เปลือกคาง มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase โดยมีค่า IC50 ประมาณ 0.0702 มก./มล. ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสารสกัดที่มีฤทธิ์ยับยั้งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพืชที่นำมาทดสอบในงานวิจัยนั้น
นอกจากนี้ยังมีรายงานจากงานวิจัยก่อนหน้าว่า เปลือกต้นคางสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง แต่ผลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันว่าคางสามารถรักษาโรคเบาหวานในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase : สารสกัดเปลือกคางมีค่า IC50 ประมาณ 0.0702 มก./มล. ในการทดลองทางห้องปฏิบัติการ จึงมีศักยภาพที่ควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมการย่อยคาร์โบไฮเดรตและระดับน้ำตาลในเลือด
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานการศึกษาสารสกัดเปลือกคางในแบบจำลองการเกิด oxidative hemolysis โดยพบการยับยั้งการเกิด Heinz bodies ประมาณ 58.90%
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระ : การศึกษาสารสกัดใบคางจากอินโดนีเซียรายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรียต่อเชื้อทั้งแกรมบวกและแกรมลบ รวมทั้งฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ แต่ผลขึ้นกับตัวทำละลายและวิธีการสกัด
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : มีข้อมูลจากการทดลองในสัตว์ที่กล่าวถึงฤทธิ์ของเปลือกต้น แต่ยังต้องมีการศึกษาซ้ำและการทดลองทางคลินิกก่อนพิจารณาการใช้ในมนุษย์
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของคางในมนุษย์ยังมีจำกัด มีรายงานจากเอกสารวิชาการว่าการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า Albizia lebbeckoides ไม่แสดงความเป็นพิษจากการให้ทางปากหรือทางใต้ผิวหนังในแบบจำลองที่ศึกษา แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการใช้คางในมนุษย์มีความปลอดภัยในทุกขนาดและทุกระยะเวลาการใช้
เนื่องจากคางมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มและยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐาน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ข้อห้ามใช้
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้คางโดยเฉพาะ อย่างเป็นมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษใน
- ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- เด็ก เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดใช้ที่เหมาะสม
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาหลายชนิด
- ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างคางกับยา โดยตรง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผลการทดลองในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการยับยั้ง α-glucosidase และมีรายงานการลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำคางหรือสารสกัดคางไปใช้ร่วมกับ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลได้ แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันว่าปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นในมนุษย์
การใช้ในอาหาร
ไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าคางเป็น พืชอาหารที่ใช้รับประทานเป็นอาหารทั่วไป ในประเทศไทย จึงควรแยกคางออกจากพืชผักพื้นบ้านที่มีการบริโภคเป็นประจำ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- เปลือก : มีแทนนินและมีศักยภาพสำหรับการใช้ประโยชน์ด้านสารฝาดและการฟอกหนัง
- เปลือก : มีรายงานการใช้เป็นแหล่งให้สีแดงสำหรับย้อมผ้าในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- เนื้อไม้ : มีการใช้เป็นไม้สำหรับงานก่อสร้างภายในอาคารในบางประเทศ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาการใช้ คางเป็นสมุนไพร พบการแยกใช้หลายส่วนของต้น โดยเฉพาะในตำรายาพื้นบ้านของจังหวัดนครสวรรค์ มีการใช้ใบ ดอก และเปลือกต้นแตกต่างกันตามรสยาและอาการที่ต้องการดูแล เช่น ใบใช้แก้ไอ ดอกใช้บำรุงธาตุและเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บหรือฟกช้ำ ส่วนเปลือกต้นใช้สำหรับอาการท้องเสีย ตกเลือด บวม และแผลบางชนิด
ประวัติและวัฒนธรรม
คางเป็นไม้พื้นเมืองที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น กาง ก๋าง ข่าง คางแดง จามจุรีดง และจามจุรีป่า สะท้อนถึงการกระจายพันธุ์และความคุ้นเคยของพืชชนิดนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
นอกจากด้านสมุนไพรแล้ว คางยังมีคุณค่าด้านไม้ใช้สอยและผลิตภัณฑ์จากเปลือก โดยเฉพาะการให้สีและแทนนิน ซึ่งมีการใช้ในบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานะการอนุรักษ์
คางเป็นไม้พื้นเมืองที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อน และยังมีรายงานการพบในประเทศไทยหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การประเมินสถานะการอนุรักษ์ระดับสากลของชนิดนี้ควรตรวจสอบจากฐานข้อมูลอนุรักษ์ที่เป็นปัจจุบันก่อนนำไปเผยแพร่เป็นสถานะทางการ
ในประเทศไทย กรมป่าไม้มีข้อมูลคาง (Albizia lebbeckoides) อยู่ในรายการชนิดไม้สำหรับข้อมูลด้านเมล็ดพันธุ์ป่าไม้ โดยระบุค่าประมาณปริมาณเมล็ดสำหรับการจัดการเมล็ดพันธุ์ของชนิดนี้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Mimosoideae
- สกุล (Genus) : Albizia
- ชนิด (Species) : Albizia lebbeckoides (DC.) Benth.
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยระบุ Albizia lebbeckoides เป็นชื่อที่ยอมรับ และแสดงชื่อพ้องหลายชื่อ ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรใช้ Albizia lebbeckoides (DC.) Benth. เป็นชื่อหลัก และเก็บชื่อพ้องไว้สำหรับการค้นหา
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์คางควรพิจารณาลักษณะสำคัญหลายประการร่วมกัน ได้แก่
- ลักษณะต้น : ไม้ต้นผลัดใบ เปลือกสีน้ำตาลหรือเทาอมสีน้ำตาล
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น มีใบประกอบย่อยหลายคู่และใบย่อยจำนวนมาก
- ดอก : ดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อกระจุกแน่น มีเกสรจำนวนมาก
- ผล : ฝักแบน สีน้ำตาล ผิวค่อนข้างเกลี้ยง มีเมล็ดหลายเมล็ด
- เอกลักษณ์ทางอนุกรมวิธาน : ตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์กับตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะในกรณีที่ชื่อพื้นเมือง “คาง” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางท้องถิ่น
สำหรับวัตถุดิบสมุนไพรที่นำไปใช้ในการผลิตยา ควรยืนยันชนิดด้วย ตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) และอาจใช้การตรวจสอบทางจุลทรรศน์หรือ DNA barcoding เพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). ข้อมูลชนิดไม้และการจัดการเมล็ดพันธุ์ป่าไม้. กรมป่าไม้.
- ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF). (2564). Albizia lebbeckoides (DC.) Benth.: คาง. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- ตันศรินกาญจน์, ท., รังสิยโยธิน, อ., และ เรืองรุ่งศรี, น. (2551). α-Glucosidase inhibitory activity of Thai Mimosaceous plant extracts. Journal of Health Research, 22(1), 29–33.
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. (ม.ป.ป.). Albizia lebbeckoides FLORA of SUT.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. (ม.ป.ป.). พรรณไม้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). คำถาม-ตอบเกี่ยวกับบัญชียาจากสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
- Woldemariam, Y., & Villaseñor, I. (2021). A new pentacyclic triterpenoid from Albizia lebbekoides (DC.) Benth. (Leguminosae). KIMIKA, 32(2), 41–46. https://doi.org/10.26534/kimika.v32i2.41-46
- Tunsaringkarn, T., Suwansaksri, J., Rungsiyothin, A., & Palasuwan, A. (2014). Cell proliferation activities in vitro model of Thai mimosaceous extracts. Journal of Chemical and Pharmaceutical Research, 6(1), 507–511.
- Yulianti, R., et al. (2019). Antibacterial and antioxidant activities in Cemba (Albizia lebbeckoides [DC.] Benth.) leaf extracts from Enrekang District, South Sulawesi, Indonesia. Pakistan Journal of Nutrition, 18, 364–371.
