คนทีสอทะเล

คนทีสอทะเล

คนทีสอทะเล

คนทีสอทะเล เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบตามชายหาดและพื้นที่ทรายริมทะเลของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ ลักษณะเด่นคือเป็นไม้พุ่มทอดเลื้อย มีใบเดี่ยวค่อนข้างหนา ดอกสีม่วงหรือม่วงอมฟ้า และสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมชายฝั่งได้ดี ในตำรายาไทยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นเพื่อ บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ลม และใช้ดูแลโรคผิวหนัง ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และเทอร์พีนอยด์ รวมถึงมีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพบางชนิด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยคือ Vitex trifolia L. subsp. litoralis Steenis ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลของ Kew Plants of the World Online (POWO) ปัจจุบันจัดชื่อนี้เป็นชื่อพ้องของ Vitex rotundifolia L.f. ดังนั้นในการทำฐานข้อมูลสมุนไพรควรระบุชื่อทั้งสองรูปแบบเพื่อช่วย SEO สมุนไพรคนทีสอทะเล และป้องกันความสับสนทางอนุกรมวิธาน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : คนทีสอทะเล
  • ชื่ออื่น : คนทิสอทะเล, คนทิ, คนที, กูนิง
  • ชื่อท้องถิ่น : คนที พบเรียกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกูนิงเป็นชื่อภาษามลายูในพื้นที่นราธิวาส
  • ชื่อสามัญ : Beach Vitex, Round-leaf Vitex
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในฐานข้อมูลไทย : Vitex trifolia L. subsp. litoralis Steenis
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล : Vitex rotundifolia L.f.
  • วงศ์ : Lamiaceae หรือวงศ์กะเพรา
  • สกุล : Vitex
  • ลักษณะเด่น : ไม้พุ่มทอดเลื้อยหรือแผ่ไปตามพื้นทรายริมทะเล มีรากเกิดตามข้อ ใบส่วนใหญ่เป็นใบเดี่ยว และดอกสีม่วง
  • ประโยชน์ตามภูมิปัญญาไทย : ใช้ทั้งต้น ราก และใบ โดยมีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ลม แก้พยาธิ บำรุงธาตุ และใช้ใบภายนอกสำหรับดูแลอาการทางผิวหนัง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มทอดนอนหรือไม้เถากึ่งเลื้อย แผ่กว้างไปตามพื้นทรายริมทะเล สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ลำต้นแตกแขนงมาก กิ่งมักโค้งลง ลำต้นแก่มีเปลือกหรือสะเก็ดหลุดลอก และสามารถเกิดรากตามข้อที่สัมผัสพื้นดินได้
  • ใบ : ส่วนใหญ่เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่บริเวณปลายกิ่ง รูปไข่ รูปไข่กลับ หรือค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 2.5–5 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา มีขนสั้นนุ่ม ด้านล่างมีสีอ่อนหรือสีเขียวนวล ลักษณะใบเป็นจุดสำคัญในการแยกจาก คนทีสอ ซึ่งโดยทั่วไปมีใบประกอบแบบนิ้วมือ
  • ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ประมาณ 6–10 เซนติเมตร ดอกมีสีม่วง ม่วงอมฟ้า หรือสีคราม กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดและแยกเป็น 2 ปาก เกสรเพศผู้ 4 อัน
  • ผล : ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–6 มิลลิเมตร เมื่อยังอ่อนมีสีเขียวและเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มหรือม่วงดำ โดยมีกลีบเลี้ยงหุ้มบริเวณโคนผล
  • ราก : ระบบรากสามารถเกิดตามข้อของลำต้นที่ทอดไปตามพื้น ทำให้ต้นยึดเกาะกับพื้นทรายได้ดี ซึ่งเป็นลักษณะการปรับตัวของพืชชายฝั่ง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

คนทีสอทะเลมีถิ่นกระจายพันธุ์ตามชายฝั่งเขตร้อนและกึ่งร้อน ตั้งแต่เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พบตาม ชายหาด เนินทรายชายฝั่ง และสันทรายริมแม่น้ำ โดยบางพื้นที่อาจพบห่างจากชายฝั่งเข้าไปได้

ในประเทศไทยพบตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ชายทะเลของภาคตะวันออกและตะวันตกที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : เหมาะกับพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก ดินโปร่งและระบายน้ำดี สามารถทนสภาพแห้งแล้งและพื้นที่ทรายได้
  • ดิน : ในการปลูกทั่วไปควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ไม่จำเป็นต้องปลูกบนทรายทะเลโดยตรง
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เก็บผลแก่ นำเมล็ดออกและเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่ง : สามารถใช้การตอนกิ่งหรือการปักชำกิ่งได้ โดยธรรมชาติของต้นมีความสามารถในการเกิดรากบริเวณข้อ จึงเอื้อต่อการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
  • การดูแล : เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วควรควบคุมการให้น้ำไม่ให้แฉะ และตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมการแผ่เลื้อย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น
  • ราก
  • ใบ

ข้อมูลตำรายาไทยที่รวบรวมสำหรับคนทีสอทะเลระบุการใช้ทั้งต้น ราก และใบเป็นส่วนสมุนไพร ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่พบการศึกษาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ใบและสารสกัดจากใบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น : ตามตำรายาไทยมีรสเผ็ดร้อน ใช้แก้พยาธิ แก้อาการฟกบวม ขับเสมหะ แก้ลม และใช้แก้ริดสีดวงในลำคอ
  • ราก : ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับประจำเดือน และมีการกล่าวถึงการใช้รักษาโรคตับตามภูมิปัญญาไทย
  • ใบ : ใช้บำรุงธาตุและขับเสมหะ
  • ใบใช้ภายนอก : นำไปต้มเป็นน้ำอาบสำหรับอาการผื่นคันและโรคผิวหนัง และมีภูมิปัญญาการนำไปทำเป็นน้ำสำหรับสระผมหรือหมักผมเพื่อดูแลกลาก เกลื้อน และชันนะตุ
  • การใช้ในพื้นที่ชายฝั่ง : มีการใช้ใบและผลิตภัณฑ์จากใบในรูปแบบน้ำมันหรือน้ำสกัดสำหรับนวดหรือใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใบนำมาต้มน้ำสำหรับใช้ภายนอก เช่น น้ำอาบหรือใช้กับหนังศีรษะ
  • ใช้เป็นสารสกัด : มีการนำใบไปสกัดด้วยแอลกอฮอล์เพื่อเตรียมสารสกัดสำหรับใช้ภายนอก
  • น้ำมันจากใบ : มีภูมิปัญญาการเคี่ยวใบกับน้ำมันเพื่อเตรียมน้ำมันสมุนไพรสำหรับนวด
  • การใช้เป็นยา : หากนำไปใช้รับประทาน ควรอ้างอิงตำรับยาและขนาดยาที่ผ่านการรับรอง ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่ควรระบุว่าคนทีสอทะเลเป็นยาเดี่ยวที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ เพราะชื่อที่ปรากฏในตำรับยาไทยแห่งชาติส่วนใหญ่เป็น “คนทีสอ” และจำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนจาก “คนทีสอทะเล” ซึ่งเป็นพืชชายฝั่งและปัจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่สัมพันธ์กับ Vitex rotundifolia

อย่างไรก็ตาม คนทีสอ มีการใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น “ยาแก้ปวดท้องผสมคนทีสอ” ซึ่งมีคนทีสอ (ใบ) เป็นหนึ่งในตัวยา และมีข้อบ่งใช้ตามตำรับสำหรับอาการปวดท้องและท้องเสียเรื้อรัง

สารสำคัญ

จากการศึกษาทางพฤกษเคมีของ Vitex trifolia พบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
  • เทอร์พีนอยด์ (Terpenoids)
  • ไดเทอร์พีน (Diterpenes)
  • ลิกแนน (Lignans)
  • ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols)
  • กรดไขมัน
  • สารประกอบฟีนอลิก
  • น้ำมันหอมระเหย

สารที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ casticin หรือ vitexicarpin, apigenin, luteolin, kaempferol และสารประกอบเทอร์พีนหลายชนิด

การศึกษาปี 2024 พบว่าในสารสกัดเอทานอลของ Vitex trifolia มี casticin ประมาณ 2.45 ± 0.02 มก./มล. ขณะที่น้ำมันแช่สมุนไพรมีปริมาณต่ำกว่า และพบสารหลายชนิดด้วย LC-MS/MS

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยปัจจุบันสนับสนุนศักยภาพทางเภสัชวิทยาของ Vitex trifolia หลายด้าน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

การทบทวนวรรณกรรมปี 2023 รวบรวมสารประกอบที่มีการรายงานจาก Vitex trifolia และ Vitex rotundifolia จำนวนมาก โดยพบกลุ่มเทอร์พีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ และสารฟีนิลโพรพานอยด์เป็นกลุ่มสำคัญ และรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านมะเร็ง ลดไข้ ระงับปวด และฤทธิ์อื่น ๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดน้ำจากใบสามารถลดการแสดงออกของสารก่อการอักเสบบางชนิดในเซลล์ macrophage และมีความเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเส้นทาง NF-κB
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยปี 2024 พบว่าสารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานว่าสารสกัดจากใบสามารถยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบบางชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ระงับปวดและต้านการอักเสบ : การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดจากใบมีฤทธิ์ลดอาการปวดและลดการอักเสบ แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต้านการหดเกร็ง : มีรายงานว่า vitexicarpin มีผลต่อการหดเกร็งของหลอดลมในการทดลองบางรูปแบบ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : มีการทดลองในสัตว์ที่แสดงว่าสารสกัดจากใบอาจมีฤทธิ์ปกป้องตับจากสารก่อพิษบางชนิด แต่ยังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ทางคลินิก
  • การศึกษาในปี 2024 : สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านแบคทีเรียได้ดีกว่าน้ำมันแช่สมุนไพรในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว และไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ในแบบทดสอบที่ใช้

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ คนทีสอทะเลโดยตรงในมนุษย์ยังมีไม่มาก และงานวิจัยส่วนใหญ่ใช้สารสกัดในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาใช้กำหนดขนาดรับประทานสำหรับคนโดยตรง

การศึกษาด้านความเป็นพิษของสารสกัด Vitex trifolia พบผลแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัด ส่วนที่ใช้ และขนาดที่ได้รับ โดยมีรายงานทั้งการไม่พบความเป็นพิษของสารสกัดบางชนิดในเซลล์ และการพบความเป็นพิษเมื่อใช้สารสกัดบางรูปแบบในความเข้มข้นสูง

ดังนั้น การใช้ในรูปแบบ สมุนไพรรับประทานเข้มข้น สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านสมุนไพร

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับคนทีสอทะเลโดยเฉพาะ จึงควรใช้ความระมัดระวังในกลุ่มต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • หญิงให้นมบุตร : ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในรูปแบบรับประทาน
  • เด็ก : ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้แพ้พืชในวงศ์กะเพรา : ควรหยุดใช้หากเกิดผื่น คัน บวม หรืออาการแพ้ผิดปกติ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างคนทีสอทะเลกับยาสมัยใหม่โดยตรง จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด

เนื่องจากพืชสกุล Vitex มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม และมีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ระบบประสาท และฮอร์โมน จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อระบบดังกล่าว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

ในภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ มีการนำ ใบคนที ไปใช้เป็นส่วนประกอบของขนมพื้นบ้าน โดยบดใบแห้งหรือใช้ใบเป็นส่วนผสมกับแป้ง แล้วนำไปนึ่ง จากนั้นรับประทานร่วมกับมะพร้าว น้ำตาล และเกลือ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเรื่องการใช้ทำอาหารมักกล่าวถึง “คนที” โดยรวม จึงควรตรวจสอบชนิดพืชให้แน่ชัดก่อนระบุว่าเป็น คนทีสอทะเล (Vitex rotundifolia) โดยเฉพาะ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

คนทีสอทะเลมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหลายรูปแบบ เช่น

  • น้ำมันสมุนไพรสำหรับนวด
  • สารสกัดจากใบ
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะและเส้นผม
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับใช้ภายนอก
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจากพืช

งานวิจัยปี 2024 ได้ศึกษาสารสกัดเอทานอลและน้ำมันแช่จาก Vitex trifolia รวมถึงการประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านแบคทีเรีย และความคงตัวของน้ำมัน ซึ่งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่ยังต้องมีการศึกษาด้านมาตรฐานและความปลอดภัยเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง และไม่มีการปนเปื้อนจากดินหรือสารเคมี
  • การทำให้แห้ง : ล้างสิ่งสกปรกและผึ่งหรือตากในบริเวณที่อากาศถ่ายเทและไม่ถูกแสงแดดจัดโดยตรง เพื่อลดการเสื่อมของสารสำคัญ
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การเก็บวัตถุดิบชายฝั่ง : ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่อาจปนเปื้อนน้ำเสีย โลหะหนัก น้ำมัน หรือสารเคมีจากกิจกรรมชายฝั่ง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

คนทีสอทะเลเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาของชุมชนชายฝั่ง โดยมีการใช้ ใบเป็นสมุนไพรบำรุงธาตุและขับเสมหะ รวมถึงนำใบไปต้มน้ำเพื่อใช้ภายนอกสำหรับดูแลผิวหนังและหนังศีรษะ นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาการสกัดใบด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำมันเพื่อเตรียมเป็นหัวเชื้อสมุนไพรสำหรับใช้ภายนอก

ประวัติและวัฒนธรรม

คนทีสอทะเลเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีความสำคัญในระบบนิเวศชายฝั่ง และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น คนที คนทิ กูนิง และคนทิสอทะเล การใช้ประโยชน์ไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านสมุนไพร แต่ยังเกี่ยวข้องกับอาหารพื้นบ้านและการใช้เป็นไม้ประดับริมชายฝั่งด้วย

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) สำหรับ Vitex rotundifolia ซึ่งเป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน มีการระบุการประเมินความเสี่ยงในฐานข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ประชากรตามธรรมชาติยังมีความสำคัญ เนื่องจากพืชชนิดนี้เป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศชายฝั่งและพื้นที่เนินทราย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีดอก (Clade) : Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
  • กลุ่ม (Clade) : Asterids
  • อันดับ (Order) : Lamiales
  • วงศ์ (Family) : Lamiaceae
  • สกุล (Genus) : Vitex
  • ชนิดที่ยอมรับใน POWO (Species) : Vitex rotundifolia L.f.
  • ชื่อที่ใช้ในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทย : Vitex trifolia L. subsp. litoralis Steenis
  • สถานะของชื่อ Vitex trifolia L. subsp. litoralis Steenis : ปัจจุบัน POWO จัดเป็นชื่อพ้องของ Vitex rotundifolia L.f.

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Vitex trifolia L. subsp. litoralis Steenis, Vitex ovata Thunb., Vitex repens Blanco และชื่อระดับพันธุ์/แบบอื่นที่ถูกจัดรวมภายใต้ Vitex rotundifolia

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ คนทีสอทะเล ควรใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ได้แก่

  • ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบว่าเป็นไม้พุ่มทอดเลื้อยตามพื้น ใบเดี่ยวค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เนื้อใบหนา ดอกสีม่วง และผลกลมขนาดเล็ก
  • ลักษณะเด่นในการแยกชนิด : คนทีสอทะเลมีใบส่วนใหญ่เป็นใบเดี่ยว แตกต่างจากคนทีสอที่โดยทั่วไปมีใบประกอบหลายใบย่อย
  • การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้เทียบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน เนื่องจากชื่อ Vitex trifolia subsp. litoralis ปัจจุบันถูกจัดเป็นชื่อพ้องของ Vitex rotundifolia ใน POWO
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้ chromatographic fingerprint และสารบ่งชี้ เช่น casticin (vitexicarpin) ประกอบการควบคุมคุณภาพสารสกัดได้ โดยงานวิจัยปี 2024 ใช้ HPLC และ LC-MS/MS ในการตรวจสอบสารสำคัญ
  • การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ : หากเป็นวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรม ควรจัดทำตัวอย่างอ้างอิง (voucher specimen) และควบคุมความชื้น เถ้ารวม สิ่งแปลกปลอม และการปนเปื้อนจุลินทรีย์หรือโลหะหนักตามมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพรที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). คนทิสอทะเล: Vitex trifolia L. subsp. litoralis Steenis. สารานุกรมพืช. สารานุกรมพืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  2. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition). กระทรวงสาธารณสุข.
  3. โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. (2569). สมุนไพรคนทีสอ. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. ข้อมูลสมุนไพรคนทีสอ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
  4. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: คนทีสอ. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. ฐานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  5. Chokpaisarn, J., Paduka, W., Sotthibandhu, D. S., Phoopha, S., Limsuwan, S., Maneenoon, K., Mahaprom, K., & Chaiwong, K. (2024). Evaluation of biological properties and phytochemical profile of Vitex trifolia L. extract and its infused oil as a value-added product for health promotion. South African Journal of Botany, 169, 543–552. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2024.05.003.
  6. Matsui, M., Adib-Conquy, M., Coste, A., Kumar-Roiné, S., Pipy, B., & Laurent, D. (2012). Aqueous extract of Vitex trifolia L. inhibits LPS-dependent regulation of inflammatory mediators in RAW 264.7 macrophages through inhibition of Nuclear Factor kappa B translocation and expression. Journal of Ethnopharmacology, 143(1), 24–32. https://doi.org/10.1016/j.jep.2012.05.043.
  7. Yan, C.-X., Wei, Y.-W., Li, H., Xu, K., Zhai, R.-X., Meng, D.-C., Fu, X.-J., & Ren, X. (2023). Vitex rotundifolia L. f. and Vitex trifolia L.: A review on their traditional medicine, phytochemistry, pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 308, 116273. https://doi.org/10.1016/j.jep.2023.116273.
  8. Zaki, M. A., et al. (2024). A comprehensive review of ethnomedicinal approaches, phytochemical analysis, and pharmacological potential of Vitex trifolia L. Frontiers in Pharmacology, 15. https://doi.org/10.3389/fphar.2024.1322083.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Vitex rotundifolia L.f. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Vitex rotundifolia
Scroll to top