แกแล
แกแล เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีประวัติการใช้ในตำรับยาแผนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ แก่นแกแล ซึ่งมีสีเหลืองและมีรสขมปร่าขื่น นิยมใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยหลายด้าน นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่มีสารกลุ่มฟีนอลิกที่น่าสนใจ เช่น มอริน (morin), เรสเวอราทรอล (resveratrol) และ ไฮดรอกซีเรสเวอราทรอล (hydroxyresveratrol) จึงมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับกรดยูริกและน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : แกแล
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner
- วงศ์ : Moraceae
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Thorny cockspur, Cockspur thorn
- ชื่อท้องถิ่น : สักขีเหลือง (ภาคกลาง), แกลแหร (ภาคใต้), หนามเข (ประจวบคีรีขันธ์), เข (นครราชสีมา), แกก้อง (แพร่), กะเลอะเซอะ (กาญจนบุรี), ช้างงาต๊อก (ลำปาง), หนามเขี้ยวโซ่ (ปัตตานี)
- ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ที่พบในเอกสาร : Cudrania cochinchinensis (Lour.) Kudo & Masam., Vanieria cochinchinensis Lour. ปัจจุบันชื่อที่ยอมรับคือ Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner
- ลักษณะเด่นของสมุนไพร : เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง มีหนามตามลำต้น กิ่ง และง่ามใบ และมีน้ำยางสีเหลืองอ่อน
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : แก่น
- รสยา : ขม ปร่า ขื่นเล็กน้อย
- จุดเด่นด้านสมุนไพร : แก่นมีสีเหลืองและมีสารกลุ่มฟีนอลิกหลายชนิด โดยเฉพาะมอริน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสีเหลืองของเนื้อไม้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง อาจเจริญเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ มีน้ำยางสีเหลืองอ่อน ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็ง ยาวประมาณ 1–2 เซนติเมตร ปลายหนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กว้างประมาณ 1–2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1–11 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 6–9 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 0.3–1.5 เซนติเมตร หูใบมีขนาดเล็กและร่วงง่าย
- ดอก : ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น ช่อดอกเพศผู้มีลักษณะเป็นช่อกระจะคล้ายช่อกระจะ ส่วนช่อดอกเพศเมียเป็นช่อกระจุกแน่น ออกบริเวณง่ามใบเป็นคู่หรือเดี่ยว
- ดอกเพศผู้ : สีขาวนวล ดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบรวม 4 กลีบ และเกสรเพศผู้ 4 อัน
- ดอกเพศเมีย : มีขนาดเล็ก กลีบรวม 4 กลีบ โคนกลีบเชื่อมกัน ปลายแยก รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ
- ผล : เป็นผลรวม รูปทรงกลม ผิวค่อนข้างขรุขระ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1–2.5 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ในประเทศไทย : พบได้เกือบทุกภาคของประเทศ มักขึ้นตามป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และบริเวณริมแม่น้ำลำธาร
- ระดับความสูง : พบตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงประมาณ 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- ต่างประเทศ : มีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย รวมถึงจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ศรีลังกา ประเทศในอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่เอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนไปจนถึงนิวแคลิโดเนีย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การเตรียมเมล็ด : เมื่อผลสุกจะมีสีส้มและมีเมล็ดประมาณ 5–10 เมล็ด เมล็ดมีสีดำอมน้ำตาล ควรนำเมล็ดมาล้างให้สะอาดแล้วผึ่งแดดให้แห้งก่อนเพาะ
- การเพาะเมล็ด : เพาะในกระบะ เมล็ดจะเริ่มงอกประมาณ 30–45 วัน จากนั้นย้ายต้นกล้าลงถุงเพาะชำ
- การย้ายปลูก : เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ 30 เซนติเมตร สามารถนำลงแปลงปลูกได้
- ฤดูปลูก : นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม
- การเตรียมดิน : ขุดหลุมประมาณ 50 × 50 × 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก
- การดูแล : ระยะแรกควรรดน้ำให้เพียงพอ หลังจากตั้งตัวได้แล้วแกแลค่อนข้างทนแล้งและไม่ต้องการน้ำมาก
- การให้ปุ๋ย : สามารถให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพิ่มเติมประมาณปีละ 2 ครั้ง
- การกำจัดวัชพืช : ควรทำพร้อมกับการพรวนดินและใส่ปุ๋ย
- พื้นที่ส่งเสริมการปลูกในประเทศไทย : สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ โดยเอกสารกรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุพื้นที่ตัวอย่าง ได้แก่ กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี แพร่ และนครศรีธรรมราช
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- แก่น : เป็นส่วนที่ใช้ทำยาหลักของแกแล
- ลักษณะเครื่องยา : แก่นที่ใช้ควรเป็นชิ้นส่วนที่ไม่มีส่วนของกระพี้ เนื้อแน่น น้ำหนักค่อนข้างเบา หักยาก มีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน
- กลิ่น : มีกลิ่นอ่อนเฉพาะตัว
- รส : ขม ปร่าเล็กน้อย และมีรสขื่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามตำราสรรพคุณยาไทย แก่นแกแล มีรสขม ปร่า ขื่น และมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในด้านต่าง ๆ ได้แก่
- บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ
- แก้พุพอง
- บำรุงกำลัง
- ขับปัสสาวะ
- แก้มุตกิดระดูขาว
- แก้ไข้รากสาด
- แก้ท้องร่วง
- บำรุงธาตุ
- แก้เลือดออกไรฟัน
- แก้คุดทะราด
- ขับเสมหะ
- แก้ไข้พิษ
- บำรุงโลหิต
ข้อมูลดังกล่าวเป็น สรรพคุณตามตำรายาและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์ทั้งหมด
วิธีใช้
- การใช้ตามตำรายาไทย : แก่นแกแลถูกนำไปใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาไทย โดยมักนำไปต้ม เตรียมเป็นเครื่องยาสำหรับตำรับ หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น
- การใช้ในตำรับยา : แกแลไม่ได้มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานแบบสมุนไพรเดี่ยวที่เป็นมาตรฐานสากล จึงไม่ควรนำข้อมูลจากงานวิจัยในสัตว์ทดลองมาใช้กำหนดขนาดรับประทานเอง
- คำแนะนำ : หากต้องการใช้แกแลเป็นยา ควรใช้ตามตำรับที่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้ด้านสมุนไพร
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- แกแลมีสถานะเป็นเครื่องยาที่ใช้ในตำรับยาแผนไทย และปรากฏในเอกสารรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
- ในเอกสารเภสัชวัตถุ มีการระบุ แกแล (Maclura cochinchinensis) เป็นเครื่องยา โดยส่วนที่ใช้ระบุเป็น แก่น
- มีหลักฐานจากเอกสารตำรายาแผนไทยว่ามีการนำแกแลไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยา เช่น ยาบำรุงโลหิต และตำรับยาอื่น ๆ
- ดังนั้นควรแยกความหมายระหว่าง “แกแลเป็นเครื่องยาในตำรับยา” กับ “แกแลเป็นยาสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้และขนาดยามาตรฐาน” ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
สารสำคัญ
จากการศึกษาทางพฤกษเคมี พบสารสำคัญหลายกลุ่มในแกแล โดยเฉพาะในแก่น ได้แก่
- มอริน (Morin) : เป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่พบในแก่นแกแล อีกทั้งเกี่ยวข้องกับสีเหลืองของเนื้อไม้
- เรสเวอราทรอล (Resveratrol) : สารกลุ่มโพลีฟีนอลที่พบในแกแลและได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและชีวภาพอื่น ๆ
- ไฮดรอกซีเรสเวอราทรอล (Hydroxyresveratrol) : สารกลุ่ม stilbenoid ที่พบในพืชชนิดนี้
- เบตา-ซิโทสเตอรอล (β-sitosterol) : เป็นไฟโทสเตอรอลที่พบในปริมาณเด่น
- สติกมาสเตอรอล (Stigmasterol)
- แคมเพสเตอรอล (Campesterol)
นอกจากนี้ยังมีรายงานการค้นพบสารฟลาโวนอยด์และสารกลุ่มแซนโทนชนิดใหม่จากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ผล ใบ และราก
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Maclura cochinchinensis ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ พรีคลินิก เช่น การทดลองในหลอดทดลอง เซลล์ และสัตว์ทดลอง จึงยังไม่ควรสรุปว่าแกแลสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้
- งานวิจัยเกี่ยวกับ ภาวะกรดยูริกสูงและการอักเสบ พบว่าสารสกัดแก่นแกแลสามารถยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase ในการทดลอง และสารสกัดขนาด 500 มก./กก. ลดระดับกรดยูริกในหนูทดลองที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกสูง นอกจากนี้ยังลดการแสดงออกของตัวกลางการอักเสบบางชนิด
- งานวิจัยด้าน ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส รายงานว่าสารสกัดแกแลและมอรินมีฤทธิ์ต่อไวรัส Herpes simplex virus ในระดับพรีคลินิก
- งานวิจัยด้าน ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา พบว่าสารสกัดบางชนิดสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและเชื้อรากลุ่ม dermatophytes ในหลอดทดลอง
- งานวิจัยปี 2023 ที่ศึกษาตัวอย่างแกแลจาก 12 แหล่งในประเทศไทย พบความแตกต่างของฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดแต่ละแหล่ง และศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในระดับเซลล์
- งานวิจัยปี 2024 รายงานว่าสารสกัดแก่นแกแลที่มี resveratrol และ oxyresveratrol สามารถยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีในเซลล์ B16F10 melanoma ในระดับการทดลอง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางเภสัชวิทยาที่มีรายงาน ได้แก่
- ฤทธิ์ลดกรดยูริก : สารสกัดแก่นแกแลมีผลยับยั้ง xanthine oxidase และลดระดับกรดยูริกในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดมีผลลดการแสดงออกของ TNF-α, TGF-β, iNOS และ COX-2 ในแบบจำลองการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : สารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อ Staphylococcus aureus, S. epidermidis และ Bacillus subtilis
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สารสกัดคลอโรฟอร์มจากแกแลมีฤทธิ์ต่อเชื้อรากลุ่ม dermatophytes ในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านไวรัส : มีรายงานฤทธิ์ต่อ HSV-1 และ HSV-2 ในระดับพรีคลินิก
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารประกอบบางชนิดจากรากและสารสกัดจากแกแลมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในการทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์
ความปลอดภัย
- ปัจจุบันข้อมูลความปลอดภัยของ แกแลในมนุษย์ ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง
- งานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมากเป็นการศึกษาระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาสรุปความปลอดภัยในการรับประทานระยะยาวในมนุษย์ได้
- การใช้ แก่นแกแลเป็นยา ควรอยู่ในรูปแบบตำรับที่มีแหล่งอ้างอิงและการใช้ที่เหมาะสม
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้สมุนไพรในรูปแบบยา
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยทางคลินิกของแกแลเดี่ยวมีจำกัด จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกำหนดรายการ ข้อห้ามใช้ของแกแลเดี่ยว ได้อย่างครอบคลุม
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคเกาต์ ภาวะกรดยูริกสูง เบาหวาน การติดเชื้อ หรือโรคมะเร็ง แม้งานวิจัยพรีคลินิกจะแสดงฤทธิ์ที่น่าสนใจ
- การใช้แกแลใน ตำรับยาแผนไทยแต่ละตำรับ ต้องยึดข้อห้ามใช้และคำเตือนของตำรับนั้นเป็นหลัก
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างแกแลกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าสารสกัดแกแลมีผลต่อเอนไซม์และกระบวนการทางชีวภาพหลายระบบในระดับการทดลอง ดังนั้นจึงควรใช้ความระมัดระวังในผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำ และควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่ากำลังใช้ผลิตภัณฑ์จากแกแล
การใช้ในอาหาร
จากข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แกแลพันธุ์ที่ใช้เป็นยาเป็นพันธุ์พื้นบ้านที่มีหนาม ส่วนพันธุ์ที่ใช้เป็นอาหารระบุว่าไม่ทำเป็นอาหาร ดังนั้นแกแลจึงไม่จัดเป็นสมุนไพรที่มีการใช้เป็นผักหรืออาหารทั่วไปในบริบทข้อมูลดังกล่าว
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยา : แก่นแกแลใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาแผนไทย
- ผลิตภัณฑ์ย้อมสี : เนื้อไม้หรือแก่นแกแลมีสีเหลือง จึงมีการใช้เป็นแหล่ง สีเหลืองจากธรรมชาติสำหรับย้อมผ้า
- ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : สารสำคัญ เช่น morin, resveratrol และสารฟีนอลิกอื่น ๆ เป็นที่สนใจสำหรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ฤดูเก็บเกี่ยว : นิยมเก็บในฤดูแล้ง ประมาณเดือนธันวาคม–เมษายน
- อายุเก็บเกี่ยว : ต้นที่นำมาใช้ทำยามักมีอายุประมาณ 5–10 ปี
- วิธีเก็บเกี่ยว : ตัดส่วนลำต้นที่แก่แล้วนำมาแปรรูปเป็นเครื่องยา โดยต้องระมัดระวังหนาม
- การเตรียมเครื่องยา : ตัดลำต้นเป็นท่อนและผ่า/ฟันเป็นชิ้นเล็กในขณะที่ยังสด เนื่องจากเมื่อแห้งแล้วเนื้อไม้จะแข็งมาก
- การทำให้แห้ง : ตากแดดประมาณ 4–5 วันจนแห้งสนิท หรืออบเพิ่มเติม
- การเก็บรักษา : เมื่อแห้งดีแล้วควรบรรจุในภาชนะหรือกระสอบที่อากาศถ่ายเทได้ และเก็บในบริเวณแห้ง อุณหภูมิปกติ ป้องกันความชื้นและเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
แกแลเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่ปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทยหลายพื้นที่ โดย แก่นแกแล เป็นส่วนที่นำมาใช้มากที่สุด
มีการใช้แก่นในตำรับพื้นบ้านเพื่อเกี่ยวข้องกับการบำรุงเลือด บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ไข้ แก้ท้องร่วง และปัญหาทางผิวหนังตามแนวทางของตำรายาไทย นอกจากนี้ยังพบการใช้แกแลเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้านสำหรับ บำรุงเลือดและดูแลความผิดปกติของประจำเดือน ในข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่
ประวัติและวัฒนธรรม
แกแลมีความสำคัญทั้งในด้าน สมุนไพรและภูมิปัญญาการใช้พืชให้สี เนื่องจากแก่นไม้มีสีเหลืองตามธรรมชาติ จึงถูกนำไปใช้เป็นวัสดุให้สีสำหรับการย้อมผ้าในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ในด้านการแพทย์แผนไทย แก่นแกแลได้รับการบันทึกเป็นเครื่องยาและเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหลายประเภท สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของพืชชนิดนี้ในระบบความรู้ด้านเภสัชกรรมไทย
สถานะการอนุรักษ์
- แกแลเป็นพืชที่พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยหลายภูมิภาคและพบในประเทศต่าง ๆ ของเอเชียเป็นวงกว้าง
- งานวิจัยที่สำรวจตัวอย่างแกแลจากหลายพื้นที่ในประเทศไทยระบุว่าพืชชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่พบทั่วไปและ ไม่ถือว่าเป็นพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในบริบทของการศึกษาดังกล่าว
- อย่างไรก็ตาม การเก็บแก่นจากต้นอายุหลายปีโดยการตัดลำต้นทั้งต้นอาจส่งผลต่อทรัพยากรในธรรมชาติ จึงควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร และเก็บเกี่ยวอย่างมีการวางแผน
- จากฐานข้อมูล Plants of the World Online ปัจจุบัน Maclura cochinchinensis เป็นชื่อที่ยอมรับทางอนุกรมวิธาน และมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียและภูมิภาคแปซิฟิก
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Rosales
- Family : Moraceae
- Genus : Maclura Nutt.
- Species : Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner
ชื่อ Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online โดยมีชื่อพ้อง เช่น Cudrania cochinchinensis และ Vanieria cochinchinensis
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของแกแลควรพิจารณาทั้ง เอกลักษณ์ของพืชและเอกลักษณ์ของเครื่องยา
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องตรงกับ Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner
- ลักษณะต้น : เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง มีหนามแข็งตามลำต้น กิ่ง และง่ามใบ
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ขอบเรียบ
- ดอก : ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น
- ผล : ผลรวมกลม ผิวขรุขระ
- เครื่องยาแก่น : แก่นไม่มีส่วนของกระพี้ เนื้อแน่น น้ำหนักค่อนข้างเบา หักยาก สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นอ่อนเฉพาะตัว และมีรสขมปร่าเล็กน้อย
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : หากเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์หรือเภสัชเวท และควรมีตัวอย่างอ้างอิง (voucher specimen) เพื่อยืนยันชนิดพืช
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้วิธีวิเคราะห์สารสำคัญ เช่น HPLC/HPTLC เพื่อตรวจสอบและกำหนดปริมาณ morin ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ใช้เป็น marker ในการศึกษาคุณภาพแก่นแกแลได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2565). แกแล (Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner). กระทรวงสาธารณสุข.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). แกแล (Maclura cochinchinensis).
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- Sato, V. H., Chewchinda, S., Parichatikanond, W., & Vongsak, B. (2020). In vitro and in vivo evidence of hypouricemic and anti-inflammatory activities of Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner heartwood extract. Journal of Traditional and Complementary Medicine, 10(1), 85–94. https://doi.org/10.1016/j.jtcme.2019.03.003
- Lakornwong, W., et al. (2022). Cytotoxic and antibacterial xanthones from the roots of Maclura cochinchinensis. Natural Product Research, 36(23), 6021–6030. https://doi.org/10.1080/14786419.2022.2062351
- Promden, W., et al. (2024). Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner heartwood extracts containing resveratrol and oxyresveratrol inhibit melanogenesis in B16F10 melanoma cells. Molecules, 29(11), 2473. https://doi.org/10.3390/molecules29112473
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner.
