เกล็ดมังกร

เกล็ดมังกร

เกล็ดมังกร

เกล็ดมังกร เป็นสมุนไพรไทยประเภทไม้เลื้อยอิงอาศัย มีใบขนาดเล็กหนาและค่อนข้างอวบน้ำ รูปร่างคล้ายเหรียญหรือเบี้ย จึงมีชื่อท้องถิ่นว่า “เบี้ย” และ “เบี้ยไม้” พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและหลายพื้นที่ของเอเชียเขตร้อน มีการใช้ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ทั้งต้นและใบสด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน

หมายเหตุด้านชื่อพืช: ข้อมูลนี้หมายถึงเกล็ดมังกรชนิด Dischidia nummularia R.Br. ซึ่งเป็นสมุนไพรในวงศ์ Apocynaceae ไม่ใช่พืชสกุล Alocasia บางชนิดที่มีชื่อทางการค้าว่า “เกล็ดมังกร” เช่น Alocasia baginda

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: เกล็ดมังกร
  • ชื่อไทย: เกล็ดมังกร
  • ชื่อท้องถิ่น: เบี้ย, เบี้ยไม้, กะปอดไม้, เกล็ดลิ่น, หญ้าเกล็ดลิ่น, กระดุมเสื้อ, อีแปะ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามภูมิภาค
  • ชื่อสามัญ: Button Orchid, String of Nickels, Pebble Beach
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Dischidia nummularia R.Br.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Dischidia minor (Vahl) Merr. ซึ่งปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Dischidia nummularia เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด D. minor เป็นชื่อพ้อง
  • วงศ์: Apocynaceae
  • สกุล: Dischidia
  • ลักษณะการดำรงชีวิต: ไม้เลื้อยอิงอาศัย (epiphytic climber) และสามารถเจริญบนหินได้
  • ลักษณะเด่น: ใบกลมขนาดเล็ก หนาและอวบน้ำ คล้ายเหรียญหรือเบี้ย
  • ส่วนที่มีการใช้เป็นสมุนไพร: ทั้งต้น ลำต้น และใบสด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เลื้อยอิงอาศัย ลำต้นมีขนาดเล็ก เลื้อยหรือห้อยลงจากต้นไม้ที่เป็นพืชอาศัย ทุกส่วนของต้นมี น้ำยางสีขาว รากสามารถเกิดตามข้อและปล้อง ลำต้นอาจยาวประมาณ 10–50 เซนติเมตร
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบมีรูปร่างเกือบกลมหรือรูปไข่คล้ายเหรียญ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เนื้อใบหนาและอวบน้ำ ผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบ ปลายใบมีติ่งสั้น ก้านใบสั้นมาก
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือข้อ มีดอกขนาดเล็กหลายดอก ดอกมีสีขาวนวลหรือครีม กลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดหรือรูปคนโท
  • ผล: เป็นฝักหรือผลแห้งแตกแนวเดียว รูปทรงกระบอก เมื่อแก่จะแตกและมีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด: มีขนสีขาวยาวเป็นพู่ที่ปลาย ช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงควีนส์แลนด์ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์: พบในอินเดีย เมียนมา จีนตอนใต้ อินโดจีน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน และออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: มีรายงานว่าพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
  • สภาพนิเวศน์: พบในป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา ป่าชายหาด ป่าเขตร้อน และบริเวณต้นไม้หรือหินที่เหมาะต่อการเกาะอาศัย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแสง: สามารถปลูกในบริเวณแสงรำไรถึงแสงค่อนข้างมาก แต่ควรหลีกเลี่ยงสภาพที่ร้อนจัดและแห้งแล้งเป็นเวลานาน
  • วัสดุปลูก: เนื่องจากเป็นไม้เกาะอิงอาศัย ควรใช้วัสดุที่โปร่ง ระบายน้ำดี และมีอากาศถ่ายเท เช่น กาบมะพร้าวสับ รากเฟินชายผ้าสีดา หรือวัสดุสำหรับกล้วยไม้
  • น้ำ: ต้องการความชื้น แต่ไม่ควรปล่อยให้วัสดุปลูกแฉะหรือน้ำขังเป็นเวลานาน
  • ความชื้น: เจริญได้ดีในสภาพอากาศร้อนและมีความชื้นในอากาศพอเหมาะ
  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ดและการปักชำลำต้น โดยการปักชำเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ในสภาพปลูกเลี้ยง
  • การปักชำ: เลือกกิ่งหรือลำต้นที่สมบูรณ์ ตัดเป็นท่อนที่มีข้อ จากนั้นวางหรือปักลงในวัสดุปลูกที่โปร่งและมีความชื้นเหมาะสม เมื่อตั้งตัวและเกิดรากจึงย้ายไปยังวัสดุปลูกถาวร

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น: มีรายงานการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ลำต้น: มีรายงานการใช้สำหรับอาการอักเสบและปวดบวมตามภูมิปัญญา
  • ใบสด: ใช้ภายนอกโดยนำมาตำหรือบดละเอียดเพื่อพอกบริเวณที่มีแผลพุพอง
  • น้ำยาง: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางประเทศสำหรับอาการเจ็บจากเงี่ยงปลาหรือบาดแผล

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น: มีรายงานในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยว่าใช้ แก้อักเสบ ปวดบวม ถอนพิษไข้ และพิษไข้กาฬ
  • ทั้งต้น: มีข้อมูลการใช้สำหรับ พิษตานซาง ตามตำรับและภูมิปัญญาไทย
  • ทั้งต้น: มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • ลำต้น: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทา อาการอักเสบและปวดบวม
  • ใบสด: นำมาตำละเอียดแล้วใช้ พอกแผลพุพอง
  • ภูมิปัญญาในบางพื้นที่: มีรายงานการใช้ทั้งต้นหรือใบในรูปแบบยาต้มสำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อและอาการทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกในกลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ของประเทศไทย

ข้อควรเข้าใจ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลทางคลินิกแล้ว

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก: ใบสดนำมาล้างให้สะอาด ตำหรือบดละเอียด แล้วใช้พอกบริเวณแผลพุพองตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นยาต้ม: มีรายงานการใช้ทั้งต้นหรือใบต้มเป็นน้ำสมุนไพรในภูมิปัญญาของบางพื้นที่ แต่ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดยา ความถี่ และระยะเวลาการใช้ที่ปลอดภัย สำหรับประชาชนทั่วไป
  • น้ำยางใช้ภายนอก: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับบรรเทาอาการเจ็บจากเงี่ยงปลา แต่ไม่ควรนำมาใช้กับแผลลึกหรือแผลติดเชื้อโดยปราศจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลสมุนไพรของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงข้อมูลรายการยาจากสมุนไพรที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า Dischidia nummularia หรือเกล็ดมังกรเป็นตัวยาสำคัญที่มีข้อบ่งใช้เป็นยาเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร จึงไม่ควรระบุว่าเกล็ดมังกรเป็นสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรโดยตรงหากไม่มีตำรับหรือประกาศทางราชการรองรับ

สารสำคัญ

งานวิจัยทางเภสัชพฤกษศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2023 รายงานการแยกสารจากใบ Dischidia nummularia ได้สารสำคัญที่ระบุโครงสร้างแล้ว 5 ชนิด ได้แก่

  • Glutinol — กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์
  • α-Amyrin — กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์
  • Friedelin — กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์
  • Stigmast-5-ene-3β-ol — กลุ่มสเตียรอยด์
  • α-Mangostin — กลุ่มแซนโทน

งานวิจัยดังกล่าวถือเป็นรายงานการศึกษาทางพฤกษเคมีครั้งแรกของ D. nummularia และพบว่า glutinol กับ α-mangostin เป็นสารที่รายงานจากวงศ์ Asclepiadaceae เป็นครั้งแรก ขณะที่ α-amyrin เป็นสารที่แยกได้จากสกุล Dischidia เป็นครั้งแรก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2023 ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีจากใบของ Dischidia nummularia และแยกสารได้ 5 ชนิด ได้แก่ glutinol, α-amyrin, friedelin, stigmast-5-ene-3β-ol และ α-mangostin
  • สารสกัดหยาบอะซีโตนและสารบางชนิดที่แยกได้ ได้แก่ glutinol, α-amyrin และ friedelin แสดง ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว P-388 ในระดับอ่อน ในการทดลอง
  • ผลดังกล่าวเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานเกล็ดมังกรสามารถรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • งานทบทวนเกี่ยวกับพืชสกุล Dischidia พบว่าพืชในสกุลนี้มีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน แต่ข้อมูลดังกล่าวต้องพิจารณาเป็นรายชนิด ไม่ควรนำผลการศึกษาของ Dischidia ชนิดอื่นมาอ้างเป็นสรรพคุณของเกล็ดมังกรโดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

หลักฐานทางเภสัชวิทยาที่จำเพาะต่อ Dischidia nummularia ยังมีค่อนข้างจำกัด โดยข้อมูลที่ชัดเจนจากงานวิจัยปี 2023 คือการทดสอบ cytotoxicity ของสารสกัดและสารที่แยกได้ต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวหนู P-388 ซึ่งให้ผลในระดับอ่อน

ดังนั้น ยังไม่ควรสรุปว่าเกล็ดมังกรมีฤทธิ์รักษามะเร็ง ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือรักษาโรคเรื้อรังในมนุษย์จากข้อมูลระดับหลอดทดลองเพียงอย่างเดียว

ความปลอดภัย

  • ปัจจุบันมีข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของเกล็ดมังกรในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
  • เกล็ดมังกรมี น้ำยางสีขาว เมื่อส่วนของต้นได้รับบาดแผล จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยางกับดวงตา เยื่อบุ หรือแผลเปิดโดยไม่จำเป็น
  • การใช้เป็นยารับประทานยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดที่ปลอดภัยในประชาชนทั่วไป
  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับยาที่ผ่านการประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยทางคลินิก
  • หากต้องการใช้ภายใน โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อน

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอ จึงไม่ควรกำหนด ขนาดรับประทานหรือข้อห้ามใช้เฉพาะโรค เกินกว่าหลักฐานที่มี

  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Apocynaceae: ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีประวัติแพ้
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทาน เนื่องจากยังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • เด็ก: ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ใช้ยาประจำ: ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้เป็นยารับประทาน
  • การใช้ภายนอก: หากเกิดอาการคัน แสบ บวม ผื่น หรือระคายเคือง ควรหยุดใช้ทันที

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างเกล็ดมังกรกับยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะการศึกษาที่ประเมินในมนุษย์โดยตรง

ดังนั้น ผู้ที่รับประทานยาประจำ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล ยาลดความดัน ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยารักษามะเร็ง ไม่ควรนำเกล็ดมังกรมาใช้รับประทานร่วมกับยาเองจนกว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน

การใช้ในอาหาร

มีรายงานด้านชาติพันธุ์วรรณนาว่าชุมชนกะเหรี่ยงบางพื้นที่ของประเทศไทยมีการใช้ ใบหรือทั้งต้นของ Dischidia nummularia ในรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับอาหารและการรับประทานเพื่อภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การรับประทานหรือเคี้ยวร่วมกับพืชชนิดอื่น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะจัดเกล็ดมังกรเป็น ผักหรืออาหารทั่วไปที่มีความปลอดภัยในการบริโภคเป็นประจำ และไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านมาใช้เป็นคำแนะนำด้านโภชนาการโดยตรง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ประดับ: เป็นการใช้ที่พบได้ชัดเจน โดยนิยมปลูกเป็นไม้แขวน ไม้กระเช้า หรือปล่อยให้ลำต้นห้อยย้อยลง
  • ผลิตภัณฑ์ไม้ประดับ: มีการใช้ในงานจัดสวนและปลูกในกระถางแขวน เนื่องจากใบกลมขนาดเล็กและลำต้นห้อยเป็นสาย
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ามีผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรมาตรฐานที่ใช้ Dischidia nummularia เป็นตัวยาหลักอย่างแพร่หลาย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบสด: หากต้องการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นรา ไม่ถูกแมลงทำลาย และไม่สัมผัสสารเคมี
  • ทั้งต้นหรือลำต้น: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และจำแนกชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้ถูกต้อง
  • การเก็บรักษาวัตถุดิบสด: ควรใช้โดยเร็วหลังเก็บ หากต้องเก็บชั่วคราวควรรักษาความสะอาดและความสด ไม่ให้เกิดความชื้นสะสมจนเกิดเชื้อรา
  • วัตถุดิบแห้ง: หากนำไปศึกษาหรือจัดเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และพ้นแสง
  • การเก็บจากธรรมชาติ: ควรเก็บอย่างพอเหมาะและหลีกเลี่ยงการทำลายต้นไม้เจ้าบ้าน เนื่องจากเป็นพืชอิงอาศัย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เกล็ดมังกรมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น เบี้ย เบี้ยไม้ กะปอดไม้ เกล็ดลิ่น หญ้าเกล็ดลิ่น กระดุมเสื้อ และอีแปะ สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ลักษณะใบและการใช้ประโยชน์ของพืชในแต่ละพื้นที่

ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย มีการใช้ทั้งต้นสำหรับอาการเกี่ยวกับไข้ พิษ และอาการอักเสบ รวมถึงการใช้ใบสดตำพอกแผลพุพอง ขณะเดียวกันมีการบันทึกภูมิปัญญาของชุมชนกะเหรี่ยงในประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้พืชชนิดนี้สำหรับอาการปวดกล้ามเนื้อและอาการปวดบริเวณขาและหลัง

ประวัติและวัฒนธรรม

เกล็ดมังกรเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีการบันทึกชื่อและลักษณะในเอกสารด้านพฤกษศาสตร์ของไทยมาเป็นเวลานาน โดยชื่อ “เกล็ดมังกร” สอดคล้องกับลักษณะใบขนาดเล็ก หนา และเรียงตัวตามลำต้น ขณะที่ชื่อ “เบี้ย” หรือ “เบี้ยไม้” สื่อถึงรูปร่างใบที่มีลักษณะกลมคล้ายเหรียญหรือเบี้ย

ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์สมัยใหม่จัดพืชชนิดนี้ไว้ในสกุล Dischidia ซึ่งเป็นกลุ่มพืชอิงอาศัยในวงศ์ Apocynaceae และมีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการกับกลุ่มพืชในเผ่า Marsdenieae

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก: Kew Plants of the World Online ระบุว่า Dischidia nummularia เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าคาดการณ์ว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง
  • สถานะในสิงคโปร์: NParks ระบุสถานะท้องถิ่นเป็น Least Concern (LC) สำหรับประชากรที่พบในประเทศ
  • ในประเทศไทย: มีรายงานการกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาค จึงยังไม่ควรระบุว่าเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทยโดยไม่มีข้อมูลประเมินประชากรระดับประเทศที่เป็นปัจจุบัน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Gentianales
  • วงศ์ (Family): Apocynaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Asclepiadoideae
  • เผ่า (Tribe): Marsdenieae
  • สกุล (Genus): Dischidia R.Br.
  • ชนิด (Species): Dischidia nummularia R.Br.

ปัจจุบันชื่อที่ยอมรับคือ Dischidia nummularia R.Br. ส่วน Dischidia minor (Vahl) Merr. เป็นชื่อพ้องของชนิดเดียวกันตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเกล็ดมังกรควรพิจารณาลักษณะสำคัญร่วมกัน ได้แก่

  • ลักษณะต้น: ไม้เลื้อยอิงอาศัย ลำต้นเล็ก และมีน้ำยางสีขาว
  • ราก: สามารถเกิดตามข้อและปล้องของลำต้น
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปเกือบกลมหรือรูปไข่ ขนาดเล็ก เนื้อใบหนาและอวบน้ำ
  • ดอก: ดอกขนาดเล็ก ออกบริเวณซอกใบหรือข้อ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวนวลหรือครีม
  • ผล: เป็นฝักที่แก่แล้วแตกตามแนวเดียว
  • เมล็ด: มีขนสีขาวยาวคล้ายพู่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับการตรวจสอบ: Dischidia nummularia R.Br.

การตรวจสอบชนิดพืชควรอาศัยตัวอย่างพืชจริง ภาพถ่ายทางพฤกษศาสตร์ ตัวอย่างแห้ง (herbarium specimen) และเอกสารอนุกรมวิธานประกอบกัน โดยเฉพาะกรณีที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบยา เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “เกล็ดมังกร” อาจถูกใช้เรียกพืชชนิดอื่นได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กองพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์. (ม.ป.ป.). เกล็ดมังกร (Dischidia nummularia R.Br.). องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
  2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (2553). เกล็ดมังกร. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  3. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. (2563). Dischidia nummularia R.Br. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพมหานคร: เพื่อนพิมพ์.
  5. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). เกล็ดมังกร Dischidia nummularia.
  6. Benu, S. M., Riga, R., & Juliawaty, L. D. (2023). Chemical constituents from the leaves of Dischidia nummularia (Asclepiadaceae). Natural Product Sciences, 29(4), 263–267. https://doi.org/10.20307/nps.2023.29.4.263
  7. Middleton, D. J., & Rodda, M. (2019). Apocynaceae. In Flora of Singapore (Vol. 13). Singapore Botanic Gardens.
  8. Plants of the World Online. (2026). Dischidia nummularia R.Br. Royal Botanic Gardens, Kew.
  9. Saikia, G., & Devi, N. (2025). Ethnomedicinal understandings and pharmacognosy of Dischidia (Apocynaceae: Asclepiadoideae): A potential epiphytic genus. Phytomedicine Plus, 5, 100707.
  10. Wongsatit, C., Soonthornchareonnon, N., & Ruangsomboon, O. (n.d.). Dischidia nummularia. Plant Resources of South-East Asia (PROSEA).
Scroll to top