กาแฟ

กาแฟ

กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจและพืชเครื่องดื่มที่มีความสำคัญทั่วโลก เมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วและบดใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม โดยมี คาเฟอีน (caffeine) เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้กาแฟยังมีสารกลุ่มกรดคลอโรจีนิกและสารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด จึงได้รับความสนใจทั้งในด้านอาหาร เครื่องดื่ม และการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กาแฟ
  • ชื่อสามัญ: Coffee, Arabica coffee
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Coffea arabica L. สำหรับกาแฟอะราบิกา ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมใช้เป็นเครื่องดื่มอย่างแพร่หลาย
  • วงศ์: Rubiaceae
  • สกุล: Coffea
  • ชื่ออื่น: กาแฟอาราบิกา, กาแฟอะราบิกา, Arabian coffee
  • ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์: เมล็ดกาแฟเป็นหลัก โดยนำไปคั่ว บด และชงเป็นเครื่องดื่ม
  • สารสำคัญเด่น: คาเฟอีน, กรดคลอโรจีนิก, ไตรโกเนลลีน และสารประกอบฟีนอลิก
  • ลักษณะการใช้: ใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่ม และมีการใช้ในภูมิปัญญาดั้งเดิมบางพื้นที่เพื่อช่วยให้ร่างกายตื่นตัว รวมถึงใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–8 เมตร หากปลูกเป็นแปลงการค้าจะตัดแต่งทรงพุ่มให้มีขนาดเตี้ยเพื่อสะดวกต่อการดูแลและเก็บเกี่ยว
  • ลำต้นและกิ่ง: แตกกิ่งเป็นแนวนอน กิ่งอ่อนมีผิวเรียบ
  • ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะรูปรีถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลม ผิวใบด้านบนเรียบเป็นมัน และเป็นใบเขียวตลอดปี
  • ดอก: ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของดอก 5 ส่วน และเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
  • ผล: ผลสดมีลักษณะคล้ายผลเบอร์รี เมื่อสุกมักมีสีแดง แต่อาจพบสีเหลืองหรือม่วงในบางพันธุ์ ภายในมีเมล็ด 1–2 เมล็ด
  • เมล็ด: เมล็ดสีเขียวหรือสีเขียวอมเทาก่อนคั่ว เมื่อผ่านการคั่วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเป็นส่วนที่นำมาใช้ผลิตกาแฟ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: กาแฟอะราบิกามีถิ่นกำเนิดบริเวณพื้นที่สูงของเอธิโอเปีย รวมถึงบริเวณเซาท์ซูดานและบางพื้นที่ของเคนยา
  • สภาพถิ่นอาศัยเดิม: พบในป่าดิบเขาและพื้นที่ป่าที่มีร่มเงา โดยกาแฟอะราบิกาเหมาะกับพื้นที่สูงและอากาศค่อนข้างเย็น
  • ระดับความสูง: โดยทั่วไปพบการเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ประมาณ 950–1,950 เมตรจากระดับน้ำทะเล
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันมีการนำไปปลูกในเขตร้อนหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศในเอเชีย แอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้
  • ประเทศไทย: กาแฟอะราบิกานิยมปลูกในพื้นที่สูงทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน ขณะที่กาแฟโรบัสตานิยมปลูกมากในภาคใต้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: กาแฟอะราบิกาเหมาะกับพื้นที่สูง อากาศเย็น มีฝนกระจายตัวดี และมีช่วงแล้งที่เหมาะสมต่อการกระตุ้นการออกดอก
  • ดิน: ควรเป็นดินลึก ร่วน ระบายน้ำดี และมีความเป็นกรดเล็กน้อย โดยงานวิชาการระบุช่วง pH ที่เหมาะสมประมาณ 5.2–6.2
  • อุณหภูมิ: เหมาะกับอุณหภูมิประมาณ 15–25 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุ์และสภาพพื้นที่
  • แสง: ควรมีแสงในระดับเหมาะสมและอาจปลูกร่วมกับไม้ให้ร่มเงาเพื่อช่วยลดความร้อนและรักษาความชื้น
  • การขยายพันธุ์: นิยมเพาะเมล็ด โดยเลือกเมล็ดจากต้นพันธุ์ที่แข็งแรงและให้ผลผลิตดี
  • การปลูกในประเทศไทย: กาแฟอะราบิกาเหมาะกับพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ส่วนกาแฟโรบัสตาเหมาะกับพื้นที่ร้อนชื้นและพื้นที่ต่ำกว่า
  • ระบบวนเกษตร: มีการศึกษาการปลูกกาแฟอะราบิการ่วมกับไม้ป่าและพืชเศรษฐกิจอื่นในพื้นที่ดอยตุง พบว่าสามารถใช้ระบบวนเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ดกาแฟ: เป็นส่วนสำคัญที่มีการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะเมล็ดที่ผ่านการคั่วและใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม
  • ผลและใบ: พบคาเฟอีนตามธรรมชาติในส่วนต่าง ๆ ของต้น แต่การบริโภคทั่วไปนิยมใช้เมล็ดเป็นหลัก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ช่วยให้ตื่นตัวและลดความรู้สึกอ่อนเพลีย: คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง จึงช่วยเพิ่มความตื่นตัวและลดความง่วง
  • ช่วยเพิ่มสมาธิและความตื่นตัว: เป็นผลทางเภสัชวิทยาที่สัมพันธ์กับการยับยั้งตัวรับอะดีโนซีนในระบบประสาท
  • ช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ: คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในบางบริบท
  • ภูมิปัญญาดั้งเดิม: มีรายงานการใช้กาแฟในยาแผนพื้นบ้านของบางพื้นที่ในแอฟริกาและเอเชีย เช่น ใช้กับอาการปวดท้อง ท้องเสีย และความดันโลหิตต่ำ อย่างไรก็ตาม การใช้ดังกล่าวไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว
  • ด้านสุขภาพจากงานวิจัย: การศึกษาทางระบาดวิทยาจำนวนหนึ่งพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคบางชนิด เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคพาร์กินสัน แต่หลักฐานส่วนใหญ่เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ จึงไม่ควรสรุปว่ากาแฟใช้รักษาโรคเหล่านี้ได้

วิธีใช้

  • ชงเป็นเครื่องดื่ม: นำเมล็ดกาแฟคั่วมาบด แล้วสกัดด้วยน้ำร้อนโดยวิธีต่าง ๆ เช่น การชงแบบดริป การชงแบบเอสเปรสโซ หรือการชงด้วยเครื่องกาแฟ
  • กาแฟสำเร็จรูป: ใช้ผงกาแฟสำเร็จรูปละลายในน้ำร้อนตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
  • กาแฟคั่วบด: ปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกันมากตามชนิดเมล็ด ระดับการคั่ว วิธีชง และขนาดบริโภค
  • ข้อควรระวัง: ควรพิจารณาปริมาณคาเฟอีนรวมจากกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง ช็อกโกแลต และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่รับประทานในวันเดียวกัน

สารสำคัญ

  • คาเฟอีน (Caffeine): เป็นสารกลุ่มเมทิลแซนทีนและเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของกาแฟ มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
  • กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acids): เป็นกลุ่มสารประกอบฟีนอลิกที่พบมากในเมล็ดกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟที่ยังไม่ผ่านการคั่ว
  • ไตรโกเนลลีน (Trigonelline): เป็นอัลคาลอยด์ที่พบในเมล็ดกาแฟ และมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างกระบวนการคั่ว
  • สารประกอบเมลานอยดิน: เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเมลลาร์ดระหว่างการคั่ว และมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านสี กลิ่น รส และฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน
  • สารประกอบฟีนอลิกและสารระเหย: มีบทบาทต่อกลิ่น รส และคุณสมบัติทางชีวภาพของกาแฟ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระบบประสาท: คาเฟอีนออกฤทธิ์หลักโดยเป็นตัวต้านตัวรับอะดีโนซีน โดยเฉพาะ A1 และ A2A ทำให้เกิดผลกระตุ้นระบบประสาทและเพิ่มความตื่นตัว
  • เบาหวานชนิดที่ 2: งานวิจัยเชิงสังเกตจำนวนมากพบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ลดลง โดยมีการเสนอว่ากรดคลอโรจีนิกอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ควรใช้กาแฟเป็นการรักษาโรค
  • โรคทางระบบประสาท: มีงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับความเสี่ยงโรคพาร์กินสันที่ลดลงในบางกลุ่มประชากร แต่ผลแตกต่างกันตามเพศ ปริมาณ และรูปแบบการบริโภค
  • กระบวนการคั่วและชง: ปริมาณกรดคลอโรจีนิก คาเฟอีน ไตรโกเนลลีน และสารออกฤทธิ์อื่นสามารถเปลี่ยนแปลงตามระดับการคั่วและวิธีการสกัด
  • ข้อจำกัดของหลักฐาน: งานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพจำนวนมากเป็นการศึกษาระบาดวิทยาหรือการสังเกต ไม่ใช่หลักฐานว่ากาแฟสามารถใช้รักษาโรคโดยตรง

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง: คาเฟอีนยับยั้งการทำงานของตัวรับอะดีโนซีน ทำให้เกิดความตื่นตัวและลดความง่วง
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด: คาเฟอีนอาจทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน
  • ระบบทางเดินอาหาร: คาเฟอีนและองค์ประกอบอื่นของกาแฟสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร จึงอาจทำให้อาการกรดไหลย้อนหรือระคายเคืองกระเพาะในผู้ที่ไวต่อกาแฟรุนแรงขึ้น
  • การขับปัสสาวะ: คาเฟอีนมีฤทธิ์เพิ่มการขับปัสสาวะ
  • การดูดซึมและเมแทบอลิซึม: คาเฟอีนถูกดูดซึมได้รวดเร็วและถูกเปลี่ยนแปลงในตับเป็นหลัก โดยเอนไซม์ CYP1A2 มีบทบาทสำคัญในการเมแทบอลิซึม

ความปลอดภัย

  • สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี โดยทั่วไปการได้รับคาเฟอีนรวมไม่เกินประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัยโดยทั่วไปจากข้อมูลของ EFSA และ FDA แต่ความไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
  • การได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากอาจทำให้ นอนไม่หลับ ใจสั่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และระคายเคืองทางเดินอาหาร
  • คาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัมอาจรบกวนการนอนหลับในบางคน โดยเฉพาะเมื่อบริโภคใกล้เวลาเข้านอน
  • หญิงตั้งครรภ์: ควรจำกัดคาเฟอีนจากทุกแหล่ง โดย EFSA ระบุระดับที่ไม่ก่อข้อกังวลต่อทารกไว้ที่ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่ WHO แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับคาเฟอีนมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวันลดปริมาณลง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีความไวต่อคาเฟอีนควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาที่มีผลต่อ CYP1A2: คาเฟอีนถูกเปลี่ยนแปลงโดย CYP1A2 และยาบางชนิดที่ยับยั้งเอนไซม์นี้อาจทำให้ระดับคาเฟอีนในร่างกายสูงขึ้นและออกฤทธิ์นานขึ้น
  • Fluvoxamine: เป็นยาที่สามารถยับยั้ง CYP1A2 และอาจเพิ่มการได้รับคาเฟอีน
  • Clozapine, mexiletine และยาบางชนิด: มีรายงานเกี่ยวกับปฏิกิริยาทางเภสัชจลนศาสตร์กับคาเฟอีนหรือกาแฟ จึงควรใช้ความระมัดระวัง
  • Levothyroxine: มีรายงานว่ากาแฟสามารถลดการดูดซึมยาไทรอกซีนเมื่อรับประทานใกล้กัน ดังนั้นควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรและหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมกาแฟ
  • ธาตุเหล็ก: กาแฟสามารถลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้ โดยเฉพาะเมื่อดื่มพร้อมอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็ก จึงควรแยกช่วงเวลาการรับประทาน
  • เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างกาแฟกับยาขึ้นกับชนิดยา ขนาดยา และผู้ใช้ยาแต่ละราย ผู้ที่รับประทานยาประจำควรสอบถามเภสัชกรก่อนปรับเวลาหรือปริมาณกาแฟ

การใช้ในอาหาร

  • ใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดชงเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของขนม เช่น เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม และขนมหวาน
  • ใช้แต่งกลิ่นและรสในอาหารและเครื่องดื่ม
  • ใช้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป กาแฟสกัดเย็น และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มพร้อมดื่ม
  • เนื้อผลกาแฟบางพื้นที่สามารถนำไปใช้เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เครื่องสำอาง: สารสกัดจากผลกาแฟและเมล็ดกาแฟดิบถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม เนื่องจากมีคาเฟอีนและสารต้านออกซิเดชัน
  • อาหารเสริม: มีการใช้สารสกัดกาแฟหรือสารประกอบจากกาแฟในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางประเภท
  • เครื่องดื่ม: ใช้ผลิตกาแฟพร้อมดื่ม กาแฟสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว: เก็บผลกาแฟเมื่อสุกเต็มที่ โดยทั่วไปผลกาแฟอะราบิกาจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุก
  • การแปรรูป: หลังเก็บเกี่ยวต้องนำผลกาแฟเข้าสู่กระบวนการแยกเนื้อและเปลือกออก จากนั้นทำให้เมล็ดแห้งและสีเอาเปลือกหุ้มออก ก่อนนำไปคั่ว
  • การเก็บเมล็ดดิบ: ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น ความร้อน แสง และกลิ่นแปลกปลอม
  • กาแฟคั่ว: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและลดการสัมผัสอากาศ ความชื้น แสง และความร้อน เพื่อรักษากลิ่นและคุณภาพ
  • การควบคุมความชื้นหลังการเก็บเกี่ยวมีความสำคัญต่อคุณภาพและการป้องกันการเสื่อมเสียของเมล็ด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กาแฟถูกใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและลดความง่วงมานาน
  • ในบางภูมิภาคของแอฟริกาและเอเชียมีการใช้กาแฟในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านสำหรับอาการบางอย่าง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย และภาวะความดันโลหิตต่ำ
  • ในประเทศไทยกาแฟมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่มีการปลูกกาแฟอะราบิกาและพัฒนากาแฟคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กาแฟอะราบิกามีต้นกำเนิดจากพื้นที่สูงในเอธิโอเปีย และต่อมาถูกนำไปปลูกในบริเวณอื่นของโลก
  • มีข้อมูลว่ากาแฟจากเอธิโอเปียแพร่เข้าสู่คาบสมุทรอาหรับ โดยเฉพาะเยเมน ก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
  • ปัจจุบันกาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
  • ประเทศไทยมีการพัฒนาการปลูกกาแฟอะราบิกาในพื้นที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง และกาแฟได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของหลายชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

  • กาแฟอะราบิกา (Coffea arabica L.): มีสถานะ Endangered (EN) หรือใกล้สูญพันธุ์ ตามข้อมูลที่ Kew อ้างอิงจาก IUCN
  • ปัจจัยคุกคามสำคัญ ได้แก่ การสูญเสียถิ่นอาศัย การตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงขึ้น ความแปรปรวนของฝน และการเพิ่มขึ้นของโรคและแมลงศัตรูพืช
  • การอนุรักษ์ประชากรกาแฟอะราบิกาที่ขึ้นตามธรรมชาติและแหล่งพันธุกรรมกาแฟจึงมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์และความมั่นคงของอุตสาหกรรมกาแฟในอนาคต

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Gentianales
  • Family: Rubiaceae
  • Genus: Coffea
  • Species: Coffea arabica L.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลพรรณพืชและเชื้อพันธุกรรมพืช: กาแฟ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  2. กรมวิชาการเกษตร, สถาบันวิจัยพืชสวน. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลกาแฟอะราบิกา. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  3. ตำหนักเกตุ, อ. (1985). Arabica coffee varieties in Thailand. Thai Agricultural Research Journal, 3(2), 128.
  4. ตำหนักเกตุ, อ. (1990). The growing environment for Arabica coffee—A review. Thai Agricultural Research Journal, 8(1), 53.
  5. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). การดื่มกาแฟกับสุขภาพ.
  6. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2021). คาเฟอีน…ผลเสียต่อทารกในครรภ์. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. สถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). สายพันธุ์กาแฟ.
  8. Belayneh, A., & Molla, F. (2020). The effect of coffee on pharmacokinetic properties of drugs: A review. BioMed Research International, 2020, 7909703. https://doi.org/10.1155/2020/7909703
  9. European Food Safety Authority. (2015). Scientific opinion on the safety of caffeine. EFSA.
  10. International Agency for Research on Cancer. (2018). Coffee, mate, and very hot beverages. IARC Monographs.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Coffea arabica L. Plants of the World Online.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Arabica coffee (Coffea arabica). Kew Science.
  13. World Health Organization. (2023). Restricting caffeine intake during pregnancy. WHO.

 

Scroll to top